ฟู่ซีซวนเข้าไปในสนามสอบได้ไม่กี่ชั่วยาม แต่จูจื้อโหยวกลับรู้สึกว่าสามีห่างจากตนเองไปนานยิ่ง เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องคิดมาก นางจึงชวนฟู่เจ๋อไปตรวจดูความเรียบร้อยที่โรงน้ำชาด้วยกัน หากเป็ไปได้ นางก็อยากจะเปิดกิจการเร็วๆ การที่ต้องอยู่ในบ้านทุกวันโดยไม่ได้ทำอะไรมันน่าเบื่อมาก งานทุกอย่างในบ้านล้วนมีสาวใช้ทำให้ทั้งหมด ยังดีที่สามียอมให้นางเป็คนทำอาหารทานเอง ไม่อย่างนั้นหญิงแกร่งอย่างจูจื้อโหยวคงทนไม่ได้แน่ ชีวิตที่แล้วนางต้องใช้ชีวิตอย่างดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองประสบความสำเร็จโดยไม่มีวันพัก มาชีวิตนี้จะทนใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเกินไปได้อย่างไร นาง้าหาเงิน!
“เถ้าแก่เนี้ย ข้ากำลังอยากพบท่านอยู่พอดีเลยขอรับ” เป่าจงเดินมาต้อนรับจูจื้อโหยว “คุณชายท่านนี้คือ?”
“คุณชายฟู่เจ๋อ เป็ญาติผู้พี่ของสามีข้าเอง ต่อไปเขาจะมาทำงานเป็ผู้ช่วยของข้า” จูจื้อโหยวตอบ
ฟู่เจ๋อขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็ปกติ
ส่วนเป่าจงกลับหน้าเสียไปเล็กน้อย “เถ้าแก่เนี้ย ท่านจะไม่จ้างงานข้าแล้วหรือขอรับ”
“จ้างสิ ทำไมข้าจะไม่จ้างงานท่านล่ะ”
“ก็เถ้าแก่เนี้ยมีคุณชายฟู่เจ๋อเป็ผู้ช่วยแล้ว” เป่าจงตอบเสียงเบา
“เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว ผู้จัดการโรงน้ำชาข้ายังจะจ้างท่านให้ช่วยดูแลเหมือนเดิม แต่กิจการในมือของข้าเวลานี้ไม่ได้มีแค่โรงน้ำชาเท่านั้น เพราะข้ายังมีการลงทุนร่วมกับกิจการอื่นอีกมาก เพราะฉะนั้นข้าจึงให้พี่เจ๋อมาเป็ผู้ช่วย อย่างน้อยมีเขาคนหนึ่ง ข้าก็ไม่ต้องตระเวนออกไปข้างนอกด้วยตัวเอง ข้าจะได้มีเวลาทำอาหารและเครื่องดื่มขายได้อย่างเต็มที่” จูจื้อโหยวอธิบาย
“เป็ข้าที่คิดมากไปเอง” เป่าจงเกาศีรษะตัวเองแก้เก้อ
“งานทางนี้คืบหน้าไปถึงไหนแล้วเ้าคะ มีปัญหาติดขัดส่วนใดท่านบอกข้าได้ ปรับปรุงร้านเสร็จเมื่อไหร่ เราจะได้เปิดโรงน้ำชาของเราเสียที ให้ข้าอยู่บ้านเฉยๆ ข้าเบื่อมากจริงๆ”
“กระจกที่มีรอยแตกร้าวถูกเปลี่ยนออกไปหมดแล้วขอรับ สวนน้ำพุด้านนอกก็ลงดอกไม้ตามที่เถ้าแก่เนี้ยบอกไว้ครบแล้วเหมือนกัน ส่วนท่านแม่กับลูกจ้างหญิงก็เรียนรู้งานต้อนรับและวิธีการทำขนมอบอย่างง่ายตามที่เถ้าแก่เนี้ยบอกไว้จนชำนาญแล้ว หากเถ้าแก่เนี้ย้าเปิดกิจการพรุ่งนี้ก็สามารถทำได้” เป่าจงตอบอย่างภูมิใจ เพราะทุกวันนี้เขาแทบจะกินนอนอยู่ที่โรงน้ำชาอยู่แล้ว
“ถ้างั้นข้ากับพี่เจ๋อขอเดินสำรวจรอบๆ ก่อนก็แล้วกัน ถ้าท่านมีงานอื่นค้างอยู่ก็ไปทำงานของท่านต่อเถิด”
“ขอรับ”
“ข้าเคยได้ยินเื่โรงน้ำชาร้างแห่งนี้มาก่อน แต่ก็ไม่เคยผ่านมาดูสักครั้ง พอได้มาเห็นว่าเ้าให้คนงานปรับปรุงสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาใหม่ ข้าถึงได้รู้ว่าโรงน้ำชาแห่งนี้ดูหรูหราไม่น้อย” ฟู่เจ๋อมองดูสถานที่โดยรอบอย่างชอบใจ เขาเคยได้ยินนักเล่านิทานพูดถึงดินแดนตะวันตกว่าเป็ดินแดนแห่งความสวยงาม พอได้มาเห็นโรงน้ำชาแห่งนี้ เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าหากได้ไปเยือนดินแดนตะวันตกสักครั้ง ที่นั่นจะดูสวยงามและยิ่งใหญ่มากขนาดไหน
“ข้าได้เรียนรู้การทำขนมอบและอาหารตะวันตกจากอาจารย์มามากมาย ก็เลยคิดจะพลิกฟื้นโรงน้ำชาแห่งนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ถ้าให้ข้าดูแลแค่โรงน้ำชาแห่งนี้ที่เดียวยังพอไหว แต่ข้ายังมีกิจการอื่นที่ร่วมมือกับสหายของสามีอยู่อีกหลายอย่าง ข้าเคยคุยกับท่านพี่แล้วว่าอยากให้ท่านมาช่วยข้าดูแลกิจการเหล่านี้ แต่ท่านพี่บอกว่าให้ถามความสมัครใจของท่านก่อนเ้าค่ะ”
“ถ้าข้าไม่ช่วยงานเ้าที่นี่ แล้วเ้าจะให้ข้าไปช่วยงานในส่วนไหน”
“นั่นก็ขึ้นอยู่กับความ้าของท่าน ก่อนหน้านี้ท่านปฏิเสธที่จะเข้าสอบจวี่เหริน นั่นก็เท่ากับว่าท่านไม่สนใจที่จะสอบเข้ารับราชการ แต่ข้ากับท่านพี่ก็ไม่รู้ว่าท่านมีความสนใจในเื่ใด”
“ที่ข้าปฏิเสธการสอบในครั้งนี้เพราะข้าเพิ่งสูญเสียท่านปู่ไป จิตใจที่วุ่นวายเช่นนี้เท่ากับข้ายังไม่พร้อมที่จะเข้าสอบ แต่สิ่งที่เ้าพูดมาก็ไม่ผิด ข้าไม่อยากเข้ารับราชการจริงๆ ทำงานราชการต้องมองหน้าผู้มีอำนาจ ดูอย่างรองเ้ากรมอาญาฟู่สิ การทำงานของเขาเป็อย่างไรข้าคงไม่ต้องอธิบายให้เ้าฟังกระมัง” ฟู่เจ๋อนึกไปถึงวันที่เขาสูญเสียท่านปู่ได้เป็อย่างดี หากฟู่เต๋อหย่งเห็นแก่ครอบครัวและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ และไม่มัวแต่ทำตามคำสั่งของฉินซีหลาง ความอัปยศที่เขากับท่านปู่ได้รับก็คงไม่เกิดขึ้น และท่านปู่ก็คงไม่ต้องสละชีวิตตัวเองเพื่อทวงความยุติธรรมให้เขา
จูจื้อโหยวไม่รู้จะปลอบใจญาติผู้พี่อย่างไร นางได้แต่เปลี่ยนบทสนทนาไป “เช่นนั้นท่านก็มาเป็ผู้ช่วยข้าสิเ้าคะ ่แรกข้าจะสอนงานให้ว่าท่านต้องทำอะไรบ้าง จากนั้นถ้าท่านมีความชำนาญและมีธุรกิจที่ตัวเองอยากทำ ข้าก็จะสนับสนุนท่านอย่างเต็มที่”
“ถ้าในวันหน้าข้ามาเปิดกิจการแข่งกับเ้าเล่า”
“เื่นั้นข้าไม่เคยกลัวเ้าค่ะ สนามการค้าไม่เคยขาดคู่แข่ง แต่ทั้งหมดต้องสู้กันบนพื้นฐานของความถูกต้อง กลยุทธ์ทางการค้าของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แม้แต่สินค้าชนิดเดียวกันยังต้องสร้างความแตกต่างเพื่อให้ลูกค้าเกิดความสนใจและพร้อมที่จะจ่ายเงินซื้อ หากลูกค้าจะได้รับการบริการที่ดีและสินค้าที่มีคุณภาพ ย่อมขึ้นอยู่กับผู้ผลิตแล้ว หากผู้ผลิตมีความซื่อสัตย์และไม่คิดที่จะทำสินค้าด้อยคุณภาพออกขาย สุดท้ายแล้วคนที่ได้ประโยชน์สูงสุดก็คือตัวลูกค้าเอง”
“แล้วถ้าข้าตั้งใจขายสินค้าที่ราคาถูกกว่าเ้าเล่า เช่นนั้นลูกค้าจะไม่หันมาซื้อสินค้าของข้าเพียงเ้าเดียวหรือ”
“นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าราคาสินค้าที่ท่านตั้งขึ้นมาจะทำให้ท่านได้กำไรหรือขาดทุนเ้าค่ะ” จูจื้อโหยวยิ้ม “พูดอย่างนี้แสดงว่าท่านสนใจที่จะเปิดกิจการหรือเ้าคะ”
“ข้าแค่ลองถามดูเท่านั้น และพอได้ฟังคำตอบจากเ้า ข้าก็คิดแล้วว่าข้าคงสู้เ้าไม่ได้หรอก แต่เื่ผู้ช่วยที่เ้าพูดถึงก็น่าสนใจ เพราะอย่างน้อยข้าก็ทำบัญชีเป็ เื่ผู้ช่วยนั้นมอบให้ข้าเป็คนทำเถอะ”
“ขอบคุณเ้าค่ะ เอาไว้วันหลังข้าจะพาท่านไปแนะนำกับสหายของท่านพี่ แล้วพอโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์สร้างเสร็จ ข้าจะพาท่านไปดูการผลิตอาหารแปรรูปของเราว่ามันมีวิธีการยังไง รับรองว่าประสบการณ์เหล่านี้ท่านต้องไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนแน่ๆ”
จูจื้อโหยวออกตรวจงานที่โรงน้ำชาและพาฟู่เจ๋อไปแนะนำกับผู้ร่วมลงทุนทั้งห้าคนของตนเอง ทั้งยังแนะนำวิธีการทำงานให้ฟู่เจ๋อฟังอย่างละเอียด ทำให้เวลาสามวันที่รอให้สามีสอบเสร็จผ่านไปอย่างรวดเร็ว
“พี่สะใภ้ คอท่านจะยาวเป็คอหงส์แล้วนะเ้าคะ” ซ่งจินเยว่แหย่พี่สะใภ้ “คิดถึงพี่รองมากเลยหรือ”
“คิดถึงสิ ข้านอนกอดพี่รองของเ้าทุกคืน ไม่มีเขานอนอยู่ข้างๆ ก็ต้องรู้สึกเหงาเป็ธรรมดา” จูจื้อโหยวตอบอย่างอารมณ์ดี
“ท่านพูดอะไรน่ะพี่สะใภ้ ไม่เกรงใจข้าบ้างเลย” ซ่งจินเยว่หน้าแดงขึ้นมา ถึงแม้นางจะทะเล้นและซุกซนไปบ้าง แต่เื่ที่พี่สะใภ้พูดมานั้นก็ค่อนข้างน่าอายอยู่เหมือนกัน
“โอว...ขออภัย ข้าลืมไปว่าเ้ายังเป็แม่นางน้อยที่ยังไม่ออกเรือน เอาไว้เ้าออกเรือนเมื่อไหร่แล้วเ้าจะเข้าใจเองนั่นล่ะ”
“พี่สะใภ้!” ซ่งจินเยว่ตีแขนจูจื้อโหยวด้วยความเขิน
“เอาล่ะ...ข้าไม่พูดแล้ว” จูจื้อโหยวชี้ไปที่ประตูบานใหญ่ตรงหน้า “ประตูเปิดแล้ว! เราไปรอพี่ใหญ่กับพี่รองของเ้าที่ด้านหน้าเลยดีกว่า พวกเขาออกมาเห็นเราเป็คนแรกจะได้ดีใจ”
“ข้ออ้างทั้งนั้น พี่ใหญ่กับพี่รองจะดีใจอะไร เป็ท่านที่อยากเจอหน้าสามีก่อนใครเขาต่างหาก”
“ยังไงก็ช่างเถอะ พวกเรารีบไปกันดีกว่า” จูจื้อโหยวฉุดมือซ่งจินเยว่ลงจากรถม้าแล้ววิ่งไปรอที่หน้าประตูของสถานที่สอบอย่างไม่รอใคร
ฟู่ซีซวนกับซ่งอี้เซวียนเดินออกจากสถานที่สอบก็เห็นสองสาวยืนโบกมือให้พวกเขาอยู่ด้วยรอยยิ้ม สองหนุ่มหันมามองหน้ากันแล้วยิ้มออกมาในทันที ความเหนื่อยล้าตลอดสามวันที่ผ่านมาได้หายไปอย่างสิ้นเชิง กลายเป็ความปิติยินดีที่มีคนในครอบครัวมายืนต้อนรับพวกเขา เพียงแต่หิมะตกลงมาั้แ่เช้า พอคิดว่าสองสาวมายืนรอพวกเขาท่ามกลางหิมะ สองหนุ่มก็อดที่จะรู้สึกผิดไม่ได้
“ทำไมต้องออกมายืนรอเองด้วยเล่า ส่งคนมารับก็พอแล้ว” ฟู่ซีซวนเดินเข้าไปปัดหิมะที่อยู่บนผมของภรรยาออกอย่างเบามือ
“ก็ข้าอยากมาให้กำลังใจท่านน่ะสิ”
“พี่สะใภ้ก็ตอบไปสิเ้าคะว่าพี่สะใภ้คิดถึงพี่รอง คิดถึงมากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ” ซ่งจินเยว่เป็คนตอบคำถามแทน ก่อนจะหันมาพูดกับพี่ชายทั้งสอง “พี่ใหญ่กับพี่รองไม่รู้อะไร ข้าถูกพี่สะใภ้ปลุกจากที่นอนมาั้แ่ต้นยามเหม่า[1] เพื่อให้มารอพวกท่าน ตอนนี้ตัวข้าหนาวจนจะเป็น้ำแข็งอยู่แล้วเ้าค่ะ”
“ตื่นมาแต่เช้าขนาดนั้นทำไมกัน รีบขึ้นไปบนรถม้าก่อนเถอะ ประเดี๋ยวจะไม่สบายเอา” ฟู่ซีซวนขมวดคิ้ว
จูจื้อโหยวรู้ว่าสามีคงไม่พอใจ นางเขย่งปลายเท้าขึ้นไปกระซิบ “ก็ข้าคิดถึงท่านนี่เ้าคะ ก็เลยอยากเจอหน้าท่านเร็วๆ”
ซ่งจินเยว่ไม่ได้ยินสิ่งที่สองสามีภรรยากระซิบกัน แต่ผู้ฝึกยุทธ์อย่างซ่งอี้เซวียนกลับได้ยินอย่างชัดเจน “อะแฮ่ม...พวกเรากลับจวนกันก่อนดีกว่า ป่านนี้ท่านพ่อคงรอจนร้อนใจแล้ว”
“เดี๋ยวสิพี่ใหญ่ เราไม่ดูประกาศก่อนหรือว่าพวกท่านสอบได้อันดับที่เท่าไหร่” ซ่งจินเยว่รั้งแขนพี่ชายไว้
“นั่นสิเ้าคะ ข้ากับเยว่เอ๋อรอมาจนป่านนี้แล้ว ให้เขาติดประกาศผลสอบก่อนแล้วค่อยกลับเถอะเ้าค่ะ ข้าอยากรู้ว่าพวกท่านจะสอบได้อันดับที่เท่าไหร่เหมือนกัน” จูจื้อโหยวพูดสนับสนุน
ไม่นานเ้าหน้าที่สี่คนก็นำประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านมาติดและแจ้งกำหนดการสอบจิ้นซื่อในคราวเดียว
เ้าหน้าที่สองคนยืนเฝ้าป้ายประกาศเพื่อป้องกันเหตุชุลมุน และเ้าหน้าที่อีกสองคนเดินตรงมาหาฟู่ซีซวนและซ่งอี้เซวียน
“คุณชายรองฟู่ซีซวนมีคะแนนสอบจวี่เหรินเป็อันดับหนึ่ง ฉีอ๋องซื่อจื่อมีคะแนนสอบเป็อันดับที่สองขอรับ” เ้าหน้าที่ประกาศเสียงดังเพื่อให้คนบริเวณนั้นได้ยิน
จูจื้อโหยวล้วงซองแดงสี่ซองออกมาทันที “พี่เ้าหน้าทั้งสี่คนทำงานหนักกันมากแล้ว ถือเป็น้ำใจจากจวนอ๋องฉีนะเ้าคะ”
เ้าหน้าที่รับซองไปด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นต่างมองสองหนุ่มด้วยความชื่นชม บางคนยังจำบทสนทนาที่หน้าสนามสอบของพวกเขาในวันนั้นได้ดี ไม่แน่ว่าสอบจิ้นซื่อคราวหน้า ฉีอ๋องซื่อจื่อกับคุณชายรองจะคว้าอันดับหนึ่งทั้งบุ๋นและบู๊ไปฝากท่านอ๋องฉีได้จริงเสียแล้ว
จูจื้อโหยวดีใจแทนสามีและพี่ชาย นางนำเงินเหรียญที่เตรียมไว้ส่งให้องครักษ์ที่ติดตามตั้งโต๊ะเพื่อแจกจ่ายเงินให้กับผู้คนตามธรรมเนียม ก่อนที่ทั้งสี่คนจะนั่งรถม้ากลับจวนอ๋อง
ผู้คนที่ยืนรอรับเงินต่างก็ะโแสดงความยินดีกับสองหนุ่มเสียงดัง แม้ทั้งสองคนจะทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง เพราะไม่รู้จะตอบรับหรือยิ้มให้กับผู้อื่นอย่างไร แต่ก็ไม่อาจปิดบังความดีใจของพวกเขาไปได้เลย
____________________
[1] ยามเหม่า เท่ากับ 5.00 – 7.00 น.