บทที่ 37 ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ
กู้อวี้คุยกับพี่สาวครู่หนึ่งก็เตรียมจากไป
พี่สาวฟื้นแล้ว นางที่เป็น ‘ชายคนนอก’ ในวังหลังไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะอยู่นาน เมื่อครู่ฝ่าบาทก็ทรงตำหนิว่านาง ‘ละเมิดกฎ’ ไปแล้ว
ช่วงเวลานี้ นางต้องรอบคอบระมัดระวัง ถึงจะเป็นห่วงพี่สาวเพียงใดก็ไม่อาจรั้งอยู่นาน
หลังบอกลากับพี่สาวอย่างอาลัยอาวรณ์ นางก็เดินทางออกจากวัง
ระหว่างทาง นางเลิกผ้าม่านรถม้าขึ้นมาสั่งความกับผิงซา “ไปถามดูว่าคนในตระกูลห้ารุ่นของโจวเป่าหลินถูกเนรเทศไปที่ใด ส่งคนไปดูแลสักหน่อย”
ผิงซาอึ้งไป ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดซื่อจื่อจึงต้องการดูแลคนในครอบครัวของโจวเป่าหลิน แต่ก็ยังกล่าวว่า “ขอรับ ซื่อจื่อ”
กู้อวี้ผ่อนลมหายใจออกมา โจวเป่าหลินแปรพักตร์ในตอนท้าย ในเมื่อนางรับปากไว้แล้วย่อมไม่อาจตระบัดสัตย์
ย่ำใกล้สนธยา ผู้คนคลาคล่ำสองฝั่งถนนหลวง บางคนวุ่นวายอยู่กับการหาเลี้ยงชีพ บ้างเพื่อความมั่งคั่ง บ้างเพื่อลาภยศสรรเสริญ
กู้อวี้หันกลับไปมองกำแพงวังสูงตระหง่าน ความรู้สึกอ่อนแอไร้กำลังท่วมท้นในอก
นับแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอคือกฎแห่งธรรมชาติที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
มีแต่ต้องไปให้ถึงจุดสูงสุดของอำนาจเท่านั้น จึงจะสลัดความรู้สึกอ่อนแอไร้กำลังนี้ทิ้งไปได้
...
เมื่อกลับมาถึงจวนเจิ้นกั๋วกง น้องสาวรออยู่ระหว่างทางกลับเรือนพัก พอเห็นนางแล้วก็ตาเป็นประกาย
“พี่ชาย นี่คือถุงหอมที่ข้าทำให้ท่าน ท่านเห็นแล้วชอบไหมเจ้าคะ”
กู้อวี้เห็นน้องสาวที่น่ารักอ่อนหวานผู้นี้ ความกดดันในใจค่อยบรรเทาลงบ้าง นางรับถุงหอมมาจากน้องสาว ด้านหน้าของถุงหอมปักลายต้นไผ่ ด้านหลังปักตัวอักษร ‘อวี้’ ที่เรียบง่ายสง่างามตัวหนึ่ง
กู้ฉยงกล่าวว่า “อักษร ‘อวี้’ ตัวนี้ ข้าเลียนแบบลายมือของพี่ชาย แต่คิดไม่ถึงว่าเมื่อปักออกมาแล้วกลับทำให้เสน่ห์ด้อยลงไป เป็นเพราะฝีมือของข้าไม่ถึงเอง ข้าใส่ติงเซียง ป๋อเหอ หวงเซียงเฉ่า ชีหลี่เซียง กับอ้ายเฉ่าไว้ข้างใน มีสรรพคุณช่วยไล่แมลงและปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย”
กู้ซื่อจื่อลูบศีรษะอีกฝ่ายพลางเอ่ยว่า “ถุงหอมนี้งามมาก ข้าชอบมาก เจ้ามีน้ำใจแล้ว ข้าจะพกติดตัวทุกวัน”
เมื่อได้รับการยอมรับ น้องสาวก็ยิ้มกว้างและพยักหน้า ทว่าต่อมา… ไม่รู้ว่าคิดอะไรขึ้นมาได้ นางจึงมีท่าทางลำบากใจ “พี่ชาย ข้าอยากเปลี่ยนสาวใช้ในเรือนพักเจ้าค่ะ”
ผู้ฟังรู้สึกเหนือความคาดหมาย ด้วยทราบว่าน้องสาวไม่ค่อยเข้มงวดกวดขันต่อข้ารับใช้ในเรือน
ก่อนนี้เคยมีครั้งหนึ่ง กู้อวี้ไปเยี่ยมเยือนที่เรือนพัก กลับพบว่าสาวใช้คนหนึ่งแอบขโมยเครื่องประดับของน้องสาวไป
นางกำลังจะสั่งลงโทษ แต่น้องสาวกลับเข้ามาขัดขวางแล้วรับผิดเสียเอง อ้างว่าตนเป็นคนบอกให้สาวใช้ทดลองสวม
หากพูดให้น่าฟังสักหน่อย อาจกล่าวได้ว่าน้องสาวของนางเป็นคนใจดีมีเมตตา ทว่าหากพูดให้ไม่น่าฟังก็คือเป็นคนซื่อบื้อ คนอื่นกล่าววาจาไม่กี่ประโยคก็สามารถจูงจมูกได้แล้ว
บางครั้งนางถึงขั้นหวังให้น้องสาวเรียนรู้จากอี๋เหนียงบ้าง ถึงจะใจจืดใจดำไปหน่อย แต่ก็ดีกว่าคนอ่อนแอที่ถูกใครต่อใครรังแกได้ง่าย
น้องสาวของนางอ่อนแอเกินไป จึงทำให้เกิดเรื่องที่ปี้หลัวกล้ามายั่วยวนกู้อวี้ลับหลังนาง
กู้ซื่อจื่อจัดการเรื่องนั้นด้วยตนเองไปแล้ว ไม่อย่างนั้นหากปล่อยให้ปี้หลัวสร้างความวุ่นวายไปจนถึงเบื้องหน้าน้องสาว ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าน้องสาวจะไม่ใจอ่อนเพราะคำขอร้องของปี้หลัว
ทว่าตอนนี้ น้องสาวกลับมาขอร้องเปลี่ยนคนในเรือนด้วยตนเอง ทำให้นางค่อนข้างประหลาดใจ
ถ้าน้องสาวสามารถเข้มแข็งขึ้นมาได้ ก็ไม่ต้องกลัวว่าถึงตอนที่ออกเรือนไปในวันหน้าจะถูกบ้านแม่สามีรังแกแล้ว
กู้อวี้จึงพูดให้กำลังใจ “เรือนพักของเจ้า เจ้าย่อมมีสิทธิ์มีเสียงเต็มที่อยู่แล้ว ไปบอกพ่อบ้านให้ติดต่อพ่อค้าคนกลาง หาคนที่ใช้ได้สักหลายคนมาให้เจ้าเลือก”
“คนในเรือนพักของข้าอายุไม่น้อยแล้วก็เริ่มมีความคิดเป็นอื่น ข้ากลัวว่าจะเกิดกรณีแบบปี้หลัวซ้ำอีก” กู้ฉยงพูดด้วยใบหน้าร้อนผ่าว
เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องดีงามอันใด สาวใช้ในเรือนกู้ฉยงไปทอดสะพานให้พี่ชาย พูดออกไปแล้วคนคงจะครหาการอบรมสั่งสอนภายในบ้าน
โชคดีที่พี่ชายจัดการได้ทันเวลา นอกจากบอกนางแล้วก็ไม่ปล่อยให้มีข่าวลือแพร่งพรายออกไป
กู้อวี้กล่าว “ไม่มีปัญหา เจ้าอยากเปลี่ยนกี่คนก็ได้ทั้งนั้น แต่เจ้าต้องควบคุมให้ดี อย่าปล่อยให้พวกนางปีนขึ้นมาบนหัวเจ้า”
กู้ฉยงทราบว่าพี่ชายกำลังสั่งสอนตนเองอยู่จึงตอบรับอย่างจริงจัง “เจ้าค่ะ ต่อไปข้าจะควบคุมสาวใช้ในเรือนให้ดี”
กู้ซื่อจื่อลูบใบหน้าน้องสาว “สามวันให้หลัง ข้าจะพาเจ้าไปดูเรื่องครึกครื้น”
อีกฝ่ายถามอย่างสงสัย “เรื่องครึกครื้น? เรื่องครึกครื้นอะไรหรือเจ้าคะ?”
กู้อวี้ยิ้มตอบ “เรื่องครึกครื้นของต่งฉางเม่า”
สีหน้าของกู้ฉยงเปลี่ยนไปเล็กน้อย กล่าวอย่างขลาด ๆ ว่า “ข้าไม่อยากไป”
ผู้ฟังขมวดคิ้ว ทราบว่าน้องสาวเก็บตัวอยู่ในบ้านมานาน ประกอบกับต่งฉางเม่าทำผิดต่อนางจึงกลายเป็นแผลใจ ทำให้ปฏิเสธการออกไปข้างนอก
กู้อวี้ใช้สองมือยกมุมปากของอีกฝ่ายขึ้นพร้อมพูดว่า
“ไม่ไปก็ต้องไป ยากนักกว่าพี่ชายจะระบายโทสะให้เจ้าได้ เจ้าจะไม่ไปดูได้อย่างไร”
“แต่ว่า…”
กู้ฉยงยังอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกพี่ชายตัดบทว่า “ไม่มีแต่ ต้องไปเท่านั้น”
กู้อวี้รู้ดีว่าอีกฝ่ายมีนิสัยเช่นนี้ จำเป็นต้องกดดันกันบ้างจึงจะยอมก้าวไปข้างหน้า
นางตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะทำให้น้องสาวเข้มแข็งขึ้นก่อนที่จะออกเรือนไป
กู้ฉยงมุ่นคิ้วเดินกลับไปด้วยท่าทางเซื่องซึม
คล้อยหลังนาง กู้อวี้ยกถุงหอมขึ้นมาดม มีกลิ่นหอมของสมุนไพรผสมกับกลิ่นหอมอ่อนจางของดอกไม้ ทำให้รู้สึกสดชื่น
นางคลี่ยิ้มจาง ๆ ความรู้สึกของการมีครอบครัวช่างดีจริง ๆ
...
ซือเสวี่ย นางกำนัลของวังฉางชุนยกโจ๊กรังนกเข้ามาในตำหนัก แหวกผ้าม่านกั้นแท่นบรรทมออกก็เห็นว่าสวีฮองเฮาลืมตาโพลง นอนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน
นางพลันร้องไห้ออกมา “ฮองเฮาเพคะ เสวยอะไรบ้างเถอะนะเพคะ ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป ร่างกายของพระองค์จะรับไม่ไหวเอานะเพคะ”
ซือเสวี่ยสะอื้นไห้เสียงเบา แต่ฮองเฮาที่อยู่บนแท่นบรรทมกลับไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง
ซือเสวี่ยพูดต่อไปว่า “เสียงหมัวมัวตายไปแล้วไม่อาจฟื้นคืน แต่ท่านต้องรักษาตัวเองให้ดีนะเพคะ หากทำร้ายสุขภาพของตัวเองต่อไปเช่นนี้ เสียงหมัวมัวที่อยู่ในปรโลกก็ไม่อาจสงบใจได้นะเพคะ”
เมื่อกล่าวถึงเสียงหมัวมัว ในที่สุดแววตาที่เลื่อนลอยของฮองเฮาค่อยมีการตอบสนอง
“ตอนนี้เสียงหมัวมัวเป็นอย่างไรบ้าง?”
ซือเสวี่ยเห็นว่าฮองเฮายอมพูดจาแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นยินดี แต่ครั้นได้ยินนางเอ่ยถึงเสียงหมัวมัวก็รู้สึกโศกเศร้าเสียใจ น้ำตาไหลนองหน้า
“บอกข้ามา” ฮองเฮาหันศีรษะมาช้า ๆ แววตาว่างเปล่าจับจ้องซือเสวี่ยนิ่ง ๆ
ซือเสวี่ยตอบเสียงสะอื้น “ฝ่าบาทมีบัญชาให้เฆี่ยนศพของเสียงหมัวมัว และเรียกข้าราชบริพารในวังฉางชุนไปดู บ่าวก็อยู่ที่นั่นด้วย เห็นศพของเสียงหมัวมัวถูกเฆี่ยนจนไม่เหลือสารรูปคน”
ซือเสวี่ยสะอื้น พูดต่อไปว่า “บ่าวดูการลงทัณฑ์จบก็ถูกไล่กลับมา แต่ได้ยินขันทีน้อยที่ลงทัณฑ์พูดว่าศพของหมัวมัวยังต้องถูกนำไปแขวนไว้ที่มุมตะวันตกเฉียงใต้ หลังตากไว้สิบวันถึงจะถูกนำไปให้เหยี่ยวกินเพคะ”
ฮองเฮากระอักเลือดออกมา “ฝ่าบาท พระองค์ช่างอำมหิตนัก”
ซือเสวี่ยรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดโลหิตตรงมุมปากของฮองเฮา “ฮองเฮา โปรดระงับความโศกเศร้าด้วยเพคะ ทำร้ายตัวเองเช่นนี้ต่อไปมีแต่จะทำให้คนใกล้ชิดทุกข์ร้อน แต่ศัตรูยินดีปรีดานะเพคะ”
ฮองเฮาคู้กายบนเตียง กล่าวอย่างเคียดแค้น “กู้เยว่ กู้อวี้ ข้าจะให้พวกเจ้าตายโดยไร้ที่กลบฝัง”
พูดจบก็อาเจียนโลหิตออกมาอีกครั้ง
ผ้าเช็ดหน้าของซือเสวี่ยเต็มไปด้วยคราบเลือด เห็นเช่นนั้นจึงพูดว่า “บ่าวจะไปตามหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้”
ฮองเฮารั้งนางไว้ “ไม่จำเป็น ตอนนี้หมอหลวงหลินเป็นหัวหน้าสำนักหมอหลวง สภาพของข้ามีแต่จะทำให้พวกนั้นหัวเราะเยาะ”
ซือเสวี่ยรู้ว่าฮองเฮามีนิสัยชอบเอาชนะ จึงได้แต่กล่าวว่า “แต่สุขภาพของพระองค์สำคัญกว่านะเพคะ”
ฮองเฮาใช้มือเช็ดเลือดตรงมุมปาก “ไม่เป็นไร เจ้าเอียงหูมาทางนี้ที”
ซือเสวี่ยฟังวาจาของฮองเฮาจบก็ตกใจจนหลั่งเหงื่อเย็นทั่วร่าง “ฮองเฮา นี่คือโทษประหารชีวิตเก้าชั่วโคตรเชียวนะเพคะ”
ฮองเฮามองมาอย่างเย็นชา “เจ้ากลัว?”
ซือเสวี่ยรู้ดีว่าตนเองได้ยินแผนการที่น่ากลัวนี้แล้ว ถ้าแสดงออกว่าลังเลใจต่อหน้าฮองเฮาก็มีแต่จะต้องตายเท่านั้น
นางจึงกล่าวอย่างหนักแน่น “บ่าวไม่กลัวเพคะ”
ฮองเฮานอนลงอย่างอ่อนแรงพลางเอ่ยว่า “ไปเถอะ นี่เป็นโอกาสเดียวของพวกเราแล้ว”
ซือเสวี่ยเดินออกไปด้วยร่างกายแข็งทื่อ ขณะที่กำลังจะปิดประตูก็ได้ยินเสียงของฮองเฮาดังตามมาว่า
“ซือเสวี่ย เจ้าต้องจำไว้ให้ดีว่าเมื่อคนผู้หนึ่งได้ดี ทุกคนล้วนได้ดี แต่ถ้ามีคนหนึ่งล้ม ทุกคนล้วนมอดม้วย คนในครอบครัวเจ้าล้วนทำงานให้ตระกูลสวีของข้า มีเพียงตระกูลสวีอยู่ดี พวกเจ้าถึงจะมีสุข”
ซือเสวี่ยข่มความหวาดกลัวในใจ ยอบกายกล่าวว่า “บ่าวจะจำใส่ใจไว้เพคะ”