เวลาที่จันทร์เ้าทำงานเธอมักจะทุ่มเทสมาธิทั้งหมดลงไปกับการทำงานเสียงที่ดังรบกวนอยู่รอบตัวเธอ เธอมักจะฟังแบบผ่านเลยไปหรือที่คุณผีโทนี่มักจะอธิบายพฤติกรรมเช่นนี้ของเธอว่า “เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา”เพื่อร่วมงานคนอื่นๆ ของเธอในแผนกการตลาดต่างก็รู้เื่นี้ดี บางครั้งพวกเขาลองเคยนินทาเธออย่างซึ่งหน้าเธอก็ยังไม่รู้เลยว่าพวกเขากำลังพูดถึงเธอ
“น้องจันทร์ลุงประจักษ์เขาเสียแล้วนะเมื่อวานนี้วันนี้พวกเราก็เลยหาตัวแทนของแผนกเพื่อจะไปเข้าร่วมในพิธีสวดศพของลุงประจักษ์คืนนี้เป็คืนแรกและบริษัทของพวกเราเป็เ้าภาพพวกเรามาโหวตกันดีไหมว่าใครจะเป็ตัวแทนของแผนกพวกเรา”สุพิชชาเ้าหน้าที่การตลาดฝ่ายออนไลน์เดินเข้ามาแล้วพูดกับเธอด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นว่าสายตาของจันทร์จ้าวยังไม่ละจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ สุพิชชาก็รีบกวักมือเรียกเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆในทันที
“เริ่มโหวตแล้วนะ”ชนิดาพูดพลางหัวเราะออกมาเบา
“ใครอยากให้น้องจันทร์เ้าเป็ตัวแทนยกมือขึ้นจันทร์เ้ายกมือเร็ว!”ประโยคหลังชนิดาจงใจพูดเสียงดังใส่จันทร์เ้าทำให้จันทร์เ้ารีบยกมือขึ้นตามที่ชนิดาเป็คนบอกในทันที
“อะไรยกมือทำไม แล้วทำไมทุกคนต้องยกมือ” แม้ว่าจะพูดเช่นนั้นแต่เธอก็ยกมือตามคนอื่นๆไปแล้ว
“ก็พวกเรายกมือโหวตหาตัวแทนไปเข้าร่วมในพิธีศพของคุณลุงประจักษ์เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัทเราอย่างไรล่ะดูสิทุกคนรวมทั้งเธอต่างก็ยกมือลงความเห็นแล้วว่าตัวแทนของแผนกเราควรจะเป็เธอ”เมื่อชนิดาพูดเช่นนี้จันทร์เ้าก็ทำหน้าเหวอในทันที
“โหวตอะไรทำไมต้องโหวต โอ๊ย นี่จันทร์กำลังถูกทุกคนแกล้งอีกแล้วใช่ไหม”เมื่อจันทร์จ้าวโวยวายออกมาเช่นนี้เพื่อร่วมงานของเธอก็พากันหัวเราะออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ก็ใครบอกให้เธอเป็น้องเล็กของแผนกกันเล่าแล้วอีกอย่างนะจันทร์เ้าต่อให้งานของเธอจะยุ่งมากแค่ไหนก็ควรจะแบ่งสมาธิมาสนใจเพื่อนร่วมงานของเธอด้วย”ธารมิกาพูดพลางหัวเราะออกมา
“ไม่ต้องเสียใจหรอกที่ถูกทุกคนแกล้งวันนี้คนอื่นๆ ต้องไปช่วยกันจัดบูธที่ศูนย์ประชุมดังนั้นตัวแทนแผนกคงต้องเป็เธอกับพี่แล้วไปเถอะเดี๋ยวเย็นนี้เธอนั่งรถไปกับพี่ก็แล้วกันพอเสร็จงานแล้วพี่จะพาเธอไปเลี้ยงข้าวเธอต้องทำงานดึกมาหลายวันแล้วให้พี่เลี้ยงข้าวชดเชยที่เธอต้องกลับดึกเพราะงานด่วนของพี่ก็แล้วกัน”เมื่อธารมิกาพูดเช่นนี้จันทร์จ้าวก็พยักหน้าแล้วจึงได้หันไปขึงตาใส่เงาร่างโปร่งใสที่กำลังนั่งเล่นอยู่บนโต๊ะทำงานของเธอ
เมื่อครู่นี้เขาไม่ส่งเสียงเตือนเธอเลยสักนิดถ้าเธอถูกกลั่นแกล้งจริงคนที่เธอสมควรโกรธมากที่สุดก็ควรจะเป็เขาดูเหมือนเขาจะคาดเดาความคิดของเธอได้เขาจึงได้ยักไหล่แล้วแบมือทำราวกับว่าเื่นี้ไม่ใช่ความผิดของเขาทำให้จันทร์เ้าได้แต่เข่นเขี้ยวใส่เขาอยู่ในใจ
หลังเลิกงานแล้วจันทร์จ้าวก็ออกจากบริษัทไปพร้อมกับธารมิกาวัดที่จัดงานศพของลุงประจักษ์อยู่ไม่ไกลจากบริษัทเท่าใดนักแล้วก็เป็อย่างที่จันทร์เ้าคิดพอเธอเดินเข้าไปในวัดเธอก็ได้พบและได้เห็นดวงิญญาหลายดวงจนตาลายแต่เพราะความคุ้นชินเธอจึงไม่ได้แตกตื่นหรือว่าใแต่อย่างใดจันทร์เ้าทำเป็มองไม่เห็นเหมือนคนปกติทั่วๆ ไปอีกทั้งน่าจะมีดวงิญญาบางดวงที่สังเกตเห็นดวงิญญาที่ติดตามเธอมาอย่างคุณผีโทนี่เข้าดวงิญญาเ่าั้จึงไม่อยากจะเข้ามายุ่งกับคนที่มีดวงิญญาติดตามเช่นเธอ ั้แ่มีเขาอยู่ด้วยเธอไม่เคยกังวลใจว่าจะมีดวงิญญาดวงอื่นคิดจะเข้ามาทำร้ายเธออีกเพราะลำพังแค่มีเขาติดตามดวงิญญาเ่าั้ก็คงจะคิดว่าเธอกำลังถูกิญญาอาฆาตมาตามทวงคืนแล้วจึงไม่มีดวงิญญาดวงไหนคิดอยากจะมาสร้างปัญหาให้เธออีก และที่สำคัญคงไม่มีดวงิญญาดวงใดอยากจะเข้ามามีปัญหากับดวงิญญาที่มีกลิ่นอายแตกต่างจากดวงิญญาดวงอื่นเช่นเขาแค่เข้าใกล้เขาดวงิญญาทุกดวงก็พร้อมที่จะล่องลอยหนีจากไปแล้ว
“คุณธีคุณวิ มาถึงนานแล้วหรือคะ”ธารมิกาเอ่ยทักทายธีราวัฒน์และวิภาวรรณที่นั่งในตำแหน่งประธานของงานพิธีในคืนนี้ด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยความนอบน้อม
“พึ่งจะถึงเมื่อครู่นี้เองค่ะคุณน้ำมาคนเดียวหรือคะ”เมื่อวิภาวรรณถามเช่นนี้จันทร์จ้าวก็ชะโงกหน้าไปให้วิภาวรรณเห็นในทันทีวิภาวรรณจึงได้ร้องอ่อ! ออกมา
“ที่แท้ก็มากับน้องจันทร์นี่เองถ้าอย่างนั้นดีเลยเดี๋ยวขากลับวิขอติดรถคุณน้ำกลับนะคะเพราะคุณน้ำต้องไปส่งน้องจันทร์ที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินอยู่แล้วใช่ไหม”เมื่อวิภาวีพูดเช่นนี้ธารมิกาก็พยักหน้าในทันที
“ได้สิคะ”เมื่อธารมิกาพูดเช่นนี้เสียงของธีราวัฒน์ก็แทรกขึ้นมาในทันที
“แล้วจะให้ผมขับรถกลับคนเดียวหรือแค่ไปส่งที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินเองผมสามารถไปส่งคุณวิได้อยู่แล้ว”เมื่อธีราวัฒน์พูดเช่นนี้วิภาวรรณก็พลันยิ้มออกมาอย่างจืดเจื่อนแล้วหันไปพูดกับธีราวัฒน์ด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่แสดงให้เห็นถึงความเกรงอกเกรงใจอย่างเต็มที่
“ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนคุณธีด้วยนะคะ”เมื่อตกลงกันได้เช่นนี้จันทร์เ้าก็พลันสบายใจ ก่อนหน้าที่จะมาที่นี่เธอยังจำถ้อยคำของธารมิกาได้ที่บอกกับเธอได้ว่าเมื่อเสร็จสิ้นพิธีสวดแล้วจะพาเธอไปเลี้ยงข้าวอันที่จริงแล้วเธอก็ไม่ใช่คนที่เห็นแก่กินสักเท่าไหร่ เพียงแต่ถ้าธารมิกาเลี้ยงข้าวเธอทีไรก็มักจะพาเธอไปนั่งกินในร้านที่มีบรรยากาศดีๆอยู่เสมอ อีกทั้งส่วนใหญ่มักเป็ร้านที่มีแต่อาหารราคาแพงเสียด้วยคนที่ต้องพยายามใช้ชีวิตอย่างประหยัดอย่างจันทร์เ้าย่อมจะต้องถือโอกาสนี้เข้าไปดื่มกินในร้านอาหารที่เธอไม่กล้าควักกระเป๋าของตนเองออกมาจ่ายอย่างแน่นอน
เมื่อพระมาถึงจันทร์เ้าก็พยายามสงบจิตสงบใจทำจิตใจของตนเองให้ว่างเปล่าซึมซับบทสวดที่เธอเข้าใจความหมายดีมาั้แ่เล็กตอนที่บทสวดไปถึงบทพระธาตุกะถาที่กล่าวถึงการพลัดพรากเสียงร่ำไห้ด้วยความอาลัยของเหล่าดวงิญญาก็พลันดังขึ้นจันทร์เ้าได้แต่ทอดถอนใจออกมา เธอไม่ชอบมาเข้าร่วมในงานศพก็เพราะแบบนี้ความอาลัย
ดวงิญญาของคุณลุงประจักษ์ยังคงวนเวียนอยู่ที่นี่เขายังไม่ได้ไปไหนแต่ท่าทีที่เขานั่งพนมมือแล้วหลั่งน้ำตาออกมาก็ทำให้จันทร์เ้าอดรู้สึกยินดีไปกับเขาไม่ได้ท่าทีเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าเขาปลงตกแล้วและทำใจยอมรับความตายของตนเองได้แล้วส่วนใหญ่แล้วดวงิญญาที่จันทร์เ้าได้พบก็คือดวงิญญาที่ไม่ยอมรับการตายของตนเองเมื่อใดก็ตามที่ิญญาเ่าั้สามารถยินยอมรับการตายแล้วของตนเองได้ก็มักจะได้ไปสู่ภพภูมิอื่นไม่ได้มาวนเวียนให้จันทร์เ้าได้เห็นอีกต่อไปอย่างเช่นคุณตาและคุณยายของเธอ ซึ่งเธอก็ได้แต่คาดเดาในทางที่ดีว่าพวกท่านน่าจะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดีแล้ว
เมื่อเสร็จสิ้นพิธีสวดแล้วธารมิกาและจันทร์เ้าในฐานะที่เป็ตัวแทนของแผนกก็เข้าไปแสดงความเสียใจพร้อมกับมอบเงินจำนวนหนึ่งเพื่อร่วมทำบุญกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตแล้วหลังจากนั้นจึงได้ขอตัวกลับ
“เดี๋ยวพี่พาไปเลี้ยงข้าวตามที่สัญญาเอาไว้นะ”ธารมิกาพูดขณะที่จะขึ้นรถเป็เวลาเดียวกับที่ธีราวัฒน์และวิภาวรรณเดินผ่านมาพอดี
“พวกคุณกำลังจะไปทานข้าวกันหรือถ้ายังนั้นก็ไปด้วยกันเถอะผมกำลังจะพาคุณวิไปทานข้าวอยู่พอดี”เมื่อธีราวัฒน์พูดเช่นนี้วิภาวรรณที่เดินตามเขามาก็ทำหน้าเหรอหราใส่จันทร์เ้าและธารมิกาในทันที
“ไม่เป็ไรค่ะพวกเราไม่กล้ารบกวนคุณธีหรอกค่ะ” เมื่อธารมิกาพูดเช่นนี้ ธีราวัฒน์ก็ส่ายหน้า
“ไปด้วยกันเถอะมีร้านประจำของผมอยู่แถวนี้พอดี” เมื่อเขาพูดเช่นนี้มีหรือที่ธารมิกาจะกล้าปฏิเสธธารมิกาไม่ปฏิเสธแล้วมีหรือที่จันทร์เ้าจะกล้าปฏิเสธดังนั้นเธอจึงจำต้องติดรถเ้านายไปนั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกับแฟนเก่าของเธอสิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังจับตามองเธออยู่และกำลังพูดถึงเธอด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสนใจ
“นั่นมันยัยเด็กจันทร์เ้าที่เขาว่ากันว่ามองเห็นผีได้ไม่ใช่หรือ”เสียงของหนึ่งในคนกลุ่มนั้นพูดพลางชี้ไปที่จันทร์เ้าขณะที่เธอกำลังเดินอ้อมไปขึ้นรถเคียงข้างกับธารมิกาที่ทำหน้าที่เป็คนขับรถ
“น่าจะใช่นะพี่ยังสวยเหมือนเดิมเลย” เสียงตอบรับของคนที่มาด้วยทำให้ชายหนุ่มคนนั้นยิ้มออกมา
“ถ้ายัยนั่นสามารถเห็นผีได้จริงก็สามารถบอกกับพวกเราได้น่ะสิว่าหมอผีที่แม่ของฉันเชื่อถือนักเป็ของจริงหรือว่าของปลอม”เมื่อเขาพูดเช่นนี้กลุ่มคนที่มากับเขาก็ต่างพากันพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ขับตามรถของยัยนั่นไปแล้วหาทางพิสูจน์ดูซิว่ายัยนั่นเห็นผีจริงหรือว่าที่จริงแล้วเป็แค่เื่ที่คนแถวบ้านใส่ร้ายยัยนั่นกันแน่”เมื่อเขาพูดเช่นนี้คนทั้งหมดก็รีบขึ้นรถแล้วขับตามรถของจันทร์เ้าและธารมิกาไปในทันที