บรรยากาศในห้องผู้โดยสารของรถยุโรปหรูคันหนึ่งมีแต่ความเงียบ มีเพียงแสงหน้าจอจากแทบเล็ตที่ส่องสว่าง ทำให้พบว่ายังมีชายคนหนึ่งกำลังอ่านอะไรบางอย่างในนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เอ่อ— คุณนักรบครับ เดี๋ยวสายตาจะเสียเอานะครับ”
ชายคนหนึ่งที่มีใบหน้าขาวตี๋สะอาดสะอ้าน บุคลิกเรียบร้อย ที่นั่งอยู่ที่นั่งข้าง ๆ เอ่ยเตือนผู้เป็นายด้วยความเป็ห่วง แต่สิ่งที่เขาได้กลับมาคือ...
“นายเป็แม่ฉันรึไง...”
คำพูดของชายที่ชื่อ ‘นักรบ’ คนนั้น พูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ซึ่งหากเป็คนธรรมดาที่เจอกันครั้งแรกก็คงจะจุกไปแล้ว แต่ไม่ใช่กับชายคนนี้
“มันไม่ดีต่อสายตานะครับ ยิ่งอ่านในที่มืดก็ยิ่งต้องเพ่งจะทำให้ตาล้าได้นะครับ อีกทั้งยังมีแสงสีฟ้าที่แผ่ออกมาจากหน้าจออีก มันจะไปทำให้ตาเสียได้นะครับ...ผมเคยอ่านมา”
นักรบที่ได้ยินชายที่นั่งข้าง ๆ เขาพูดพร่ำพรรณนาจนเขานั้นต้องกดปิดแทบเล็ตเพื่อตัดรำคาญ
“นายเป็เลขาฉันนะเตชิน...อย่าลืม”
เสียงของนักรบเอ่ยกำชับเสียงนิ่งแต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไร เหมือนพูดกันเล่น ๆ ซึ่งชายที่นั่งข้างเขานั้นก็ไม่ได้สะทกสะท้านเลยสักนิด
“คร้าบ— คร้าบ— ท่านประธาน”
นักรบส่ายหัวเล็กน้อยก่อนจะหันไปดูวิวข้างทางอย่างไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าไหร่นัก
เมื่อรถจอดสนิทเป็สัณญาณว่าได้ถึงบ้านแล้ว พอนักรบเปิดประตูไฟและเครื่องปรับอากาศในบ้านก็เปิดอัตโนมัติ ภาพที่เขาเห็นคือรองเท้านักเรียนที่ถอดไว้ตรงหน้าประตูอย่างไม่มีระเบียบ
‘กลับมาแล้วงั้นเหรอ’
นักรบคลายเนกไท และถอดเสื้อนอกออกพาดไว้ที่แขนและมุ่งหน้าขึ้นชั้นสองไปยังห้องของสมาชิกในบ้านนี้อีกคน เพราะในบ้านขนาดใหญ่หลังนี้มีสมาชิกเหลือเพียงแค่สองคนเท่านั้น
ก๊อก— ก๊อก—
“............”
เขาเคาะประตู พร้อมกับยืนรอเสียงตอบรับจากผู้เป็เ้าของห้อง และเมื่อไร้เสียงตอบกลับมา เขาก็ขมวดคิ้วครุ่นคิด
‘ไม่อยู่....ไปไหน’
นักรบคาดเดาจากสถานการณ์แล้ว ดูเหมือนว่าจอมทัพนั้นคงไม่ได้อยู่ในห้องและก็น่าจะไม่อยู่บ้านด้วย เขาจึงหันหลังกลับไปยังห้องนอนของเขาเพื่ออาบน้ำชำระร่างกายที่อ่อนล้า เนื่องจากวันนี้มีประชุมทั้งวัน แถมยังต้องรับมือกับพวกผู้บริหารหัวโบราณ โลกแคบ พวกนั้นอีก จนเขาอยากจะโล๊ะผู้บริหารชุดนี้ออกให้หมดแต่ทว่ายังไม่ได้ตอนนี้เพราะเขายังมีเื่บางอย่างที่ต้องสะสางก่อน
นักรบถอดเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวในออก ทำให้เห็นหุ่นกำยำทั้งกล้ามเนื้อ ซิกแพ็คอันเพอร์เฟคทว่ากลับมีอิมแพคมากว่าของจอมทัพอยู่หน่อย เพราะถึงแม้นักรบจะยุ่งเพียงใดก็แล้วแต่ เขาจะแบ่งเวลาออกกำลังกายและเข้าฟิตเนสเสมอ นอกจากนี้นักรบยังมีใบหน้าหล่อเหลาคล้ายกับจอมทัพ แต่ทว่าความรู้สึกของนักรบนั้นจะดูเป็ผู้ใหญ่กว่า แม้ว่าจะชอบทำสีหน้าเ็า แต่ก็ยังคงมีสาว ๆ ในออฟฟิศปลื้มเขาอยู่หลายคน
ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีดารา เซเลบ หรือบรรดาไฮโซสาว ต่างก็มีความคิดเดียวกันคือ อยากจะเป็ผู้หญิงของเขา แต่ทว่านักรบนั้นหาได้สนใจสักคนไม่ ไม่ว่าพวกเธอเ่าั้จะใช่จริตมารยามากแค่ไหน เขาก็ยังสงบ เยือกเย็น มั่นคง แต่เมื่อเวลาต้องสู้เขาก็จะลงมืออย่างรวดเร็ว ประดุจนักรบเหมือนกับชื่อของเขา
จนทำให้เขานั้นเป็โสดมาตลอดจนอายุ 35 ปี ทว่าในอดีตนั้นก็ยังมีผู้หญิงคนหนึ่งและเป็คนเดียวที่เขานั้นใช้คำว่า ‘คบหาดูใจ’ อยู่เป็ปีเลยทีเดียว แต่ก็ไปกันได้ไม่สวยเท่าไหร่
นักรบหยิบผ้าขนหนูและเดินตรงเข้าห้องอาบน้ำทันที
หลังจากที่อาบเสร็จเขาก็แต่งตัว ลงมาทำงานที่ห้องโถงชั้นล่างแทนห้องทำงาน เพราะเขา้าจะรอใครบางคนที่ตอนนี้ไม่อยู่ที่นี่
เขามองนาฬิกาที่บอกว่าอีกไม่เกินสิบนาทีก็จะเป็เวลาเที่ยงคืนพอดี คิ้วเข้มขมวดเป็ปม และเมื่อได้ยินเสียงแกร๊กของประตูที่เป็สัณญาณว่าอีกฝ่ายกลับมาแล้ว เขาก็กลับมาทำสีหน้าปกติ
“กลับมาแล้วเหรอ”
น้ำเสียงเรียบนิ่งตามแบบฉบับของนักรบเอ่ยถามจอมทัพที่เดินเข้ามาด้วยเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยน้ำหอมของผู้หญิง และกลิ่นของแอลกอฮอล์ ใบหน้าของจอมทัพแดงนิด ๆ ทว่าเขานั้นก็ยังคงสามารถยืนได้มั่นคง
“นาย— ดื่มมาเหรอ”
นักรบขมวดคิ้วเอ่ยถามเสียงเรียบ
“อืม...”
คำตอบสั้น ๆ อย่างไม่ใส่ใจของจอมทัพทำให้นักรบยิ่งไม่พอใจอีก
“พรุ่งนี้มีเรียนไม่ใช่เหรอ...ทำไมดื่ม...”
ไม่ทันที่นักรบจะพูดจบประโยค จอมทัพก็เอ่ยทะลุกลางปล้องมาก่อน
“แค่นี้นะ ผมง่วง ขอตัวก่อน”
จอมทัพเอ่ยเสียงห้วนก่อนจะเดินกลับห้องของเขา นักรบถอนหายใจอย่างหนักใจ เื่ใด ๆ ในโลกนี้ไม่ทำให้เขาหนักใจเท่ากับเื่ของจอมทัพอีกแล้ว เขาล้วงนาฬิกาพกสีเงิน และเมื่อกดปุ่มเม็ดมะยมฝาของมันก็เปิดขึ้นเผยให้เห็นภาพคู่ชายหญิง ฝ่ายชายนั้นคือตัวเขาเอง ส่วนฝ่ายหญิงที่มีใบหน้าคล้ายเขาอยู่นั้นก็คือ ‘นารา’ พี่สาวของเขา แม่ของจอมทัพ
“พี่ครับ...ผมจะทำยังไงดีครับ”
นักรบเอ่ยกับรูปนั้นด้วยแววตาที่อ่อนล้า และตัดพ้อ ซึ่งภาพนี้หาได้ยากมากสำหรับนักรบผู้ที่กำลังกุมบังเหียนธุรกิจไอทีในเครือเมอร์เมส ที่เป็บริษัทหนึ่งที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็ที่ห้าของโลก และเป็อันดับต้น ๆ ของประเทศ
เขากดปิดนาฬิกาพกเรือนนี้อย่างแ่เบา ไม่ว่าใครก็ตามที่รู้จักนักรบจะรู้ว่านาฬิกาพกนี้สำคัญสำหรับมากแค่ไหน เนื่องจากมันเป็ของขวัญชิ้นสุดท้ายที่พี่สาวของเขาให้มาก่อนที่เธอกับสามีหรือก็คือพี่เขยของเขาจะประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเมื่อหลายปีก่อน และทิ้งจอมทัพให้เขาที่มีศักดิ์เป็น้าดูแล
---------------------
ปารมีนั่งกอดอกมองจอมทัพที่เธอเรียกมาคุยส่วนตัวในห้องแนะแนว เธอสังเกตได้ว่าจอมทัพมีสีหน้าที่อ่อนเพลีย อีกทั้งยังคงดูมึน ๆ อีกด้วย
“เธอไม่สบายงั้นเหรอ”
จอมทัพสะดุ้งเมื่อถูกปารมีทักเขารีบหันหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อปกปิดใบหน้าที่อิดโรยของเขา ปารมีหรี่ตาจ้องจอมทัพอย่างจับผิด จนจอมทัพที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอนั้นถึงกับเสียวสันหลังวาบ เมื่อเห็นว่าจอมทัพยังคงเงียบอยู่ปารมีก็ไม่ได้คาดคั้นอะไร เธอจึงเริ่มเข้าเื่ทันที
“เธอ...จะอธิบายยังไง...ไหนบอกครูสิคะ จอมทัพ!!”
ปารมีหยับแบบสอบถามเรียนต่อที่ไร้การขีดเขียนใด ๆ ของจอมทัพออกมาวางพร้อมกับจ้องไปที่จอมทัพอย่างคาดคั้น
“ก็— ไม่มีอะไรนี่ครับ...ผมแค่ไม่อยากเรียนต่อ”
เมื่อได้ยินคำตอบของจอมทัพ ปารมีถึงกับอึ้ง แต่ก็ได้แต่สงสัย เธอคิดว่าจอมทัพนั้นน่าจะมีปมอะไรสักอย่างเขาถึงไม่อยากจะเรียนต่อ
ท่าทีที่เคร่งเครียดของปารมี ผ่อนคลายลงทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้น เธอลุกขึ้นเดินประจันหน้ากับจอมทัพ มันทำให้เธอรู้เลยได้ว่า จอมทัพมีรูปร่างสูงโปร่ง จนเธอนั้นต้องเงยหน้าเพื่อคุยกับนักเรียนคนนี้
“มีเหตุผลอะไรรึเปล่า”
ปารมีเอ่ยถามจอมทัพด้วยน้ำเสียงอ่อนลง พร้อมกับสายตาเป็ห่วง จอมทัพที่เห็นดังนั้นเขาถึงกับชะงักงัน หัวใจที่มันเต้นอยู่แล้วก็เต้นแรงมากขึ้น และมันยิ่งแรงมากขึ้น เมื่อปารมีนั้นกำลังเอียงคอถามเขาด้วยสีหน้าที่อยากรู้แถมยังใกล้เขามากจนเขาได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากร่างกายของปารมี
มันเป็ครั้งแรกสำหรับเขาที่มีคนเอ่ยถามแบบนี้กับเขา
“มะ— ไม่ใช่เื่ของคุณสักหน่อย!!”
จอมทัพรีบถอยหลังกรูดเมื่อเห็นปารมีนั้นทำท่าจะเข้ามาใกล้เขาอีก อีกทั้งเขานั้นทนให้หัวใจมันเต้นแบบนั้นไม่ไหวแล้ว และะโตอบออกไปพร้อมกับหันหน้าไปทางอื่นไม่มองปารมีที่กำลังจ้องเขาอยู่
แต่แล้วเขาก็ต้องสะดุ้งเมื่อรู้สึกได้ถึงัันุ่ม ๆ จากใบหูของเขา จนเขานั้นลืมตัวหันมาโดยสัณชาตญาณทำให้ใบหน้าเขานั้นอยู่ใกล้ปารมีแค่คืบ ใบหน้าของจอมทัพนั้นเริ่มแดงก่ำ หัวใจเต้นแรงขึ้น แต่ถึงกระนั้นเขาก็รู้สึกอยากให้เวลามันหยุดตรงนี้
ส่วนปารมีนั้นหาได้สนใจอย่างอื่นไม่ แต่สิ่งที่เธอสนใจคือ โลหะเล็ก ๆ ที่ส่องประกายอยู่ที่ติ่งหูของจอมทัพเท่านั้น
“นี่เธอ!!เจาะหูงั้นเหรอ!!! ไม่รู้รึไงว่ามันผิดระเบียบน่ะ”
จอมทัพที่ได้ยินดังนั้นอารมณ์โรแมนติกเมื่อครู่ของเขาถึงกับดับวูบเลยทีเดียว เขาเอามือปัดมือของปารมีที่ดูเหมือนกำลังพยายามจะแตะต่างหูของเขา จนเขานั้นได้คว้าหมับที่ข้อมือของปารมีทั้งสองข้าง
“เดี๋ยวผมแกะเองน่า...”
เขาเอ่ยขึ้นพร้อมกับใบหน้าแดงก่ำ หมดสิ้นคราบนักเลงอย่างสิ้นเชิง ปารมียิ้มจากนั้นก็อาศัยทักษะศิลปะป้องกันตัวที่เรียนมา ตวัดมือทั้งสองข้างเข้าจับต้นแขนของอีกฝ่ายจากด้านนอกจากนั้นก็ทำการออกแรงผลักกระดูกต้นแขนขึ้น และใช้ศอกกดข้อมือของอีกฝ่ายลง ทำให้แรงที่ออกมันจะสวนทางกัน ซึ่งท่านี้มันจะคล้าย ๆ กับทำอาร์มบาร์
จอมทัพที่ถูกจู่โจมโดยไม่ได้ตั้งตัวก็ร้องโอ๊ยออกมา จากนั้นปารมีก็ปล่อยแขนจอมทัพพร้อมกับกวาดตาสำรวจแขนของนักเรียนหนุ่มว่าาเ็หรือไม่ เมื่อกี้นี้เธอออกแรงไม่เยอะเท่าไหร่ ทำให้จอมทัพไม่เจ็บมากนัก
“นี่เป็บทเรียน ถ้าเขาไม่ใช่แฟนเราก็อย่าเที่ยวไปจับมือผู้หญิงซี้ซั้วนะ”
ปารมีเอ่ยสอน แต่จอมทัพนั้นตอนนี้หาได้สนใจอะไรไม่ นอกจากคำว่า ‘แฟน’ เมื่อถึงตรงนี้เขาก็หน้าแดงทันที ถึงจะเห็นเขาห้าว ๆ ดูเหมือนจะเก่งเื่ผู้หญิง แต่ทว่าเขากลับไม่เคยมีแฟนเลยสักคนเดียว
“สงสัยครูคงต้องเรียกผู้ปกครองเธอมาคุยแล้ว...แต่ไม่ได้คุยเพื่อหาเื่ทำโทษเธอ หรือว่าตำหนินะ ครูแค่อยากจะหาทางออกร่วมกันก็เท่านั้น”
จอมทัพที่ได้ยินคำว่าผู้ปกครอง เขานั้นถึงกับเปลี่ยนสีหน้าเป็เรียบเฉยเ็าทันที
“พ่อกับแม่ผมเสียไปแล้วครับ ตอนนี้ผมอยู่กับน้าแค่สองคน...แต่ผมว่า...เขาคงไม่มาหรอกครับ....ฮึ— เขายุ่งอยู่จะตาย”
แววตาที่จอมทัพพูดถึงครอบครัวของเขานั้นมันดูว่างเปล่า ทำให้ปารมีนั้นยิ่งอยากจะคุยกับผู้ปกครองของจอมทัพมากขึ้นไปอีก เธออยากจะรู้ว่าเพราะอะไรจอมทัพถึงมีสีหน้าแววตาแบบนี้ เขาไปเจออะไรมากันแน่
“ไม่ต้องห่วง— ครูจะทำให้เขามาให้ได้เลย เชื่อครูสิ”
ปารมียืนเท้าเอวพร้อมกับทำหน้ามั่นใจ จนทำให้จอมทัพนั้นถึงกับหลุดยิ้มออกมา
“เอาละ ๆ วันนี้ก็พอแค่นี้ก่อนละกัน ไปเรียนคาบต่อไปเถอะ”
ปารมีเดินเข้าไปตบบ่าจอมทัพสองแปะก่อนจะเดินกลับไปนั่งโต๊ะทำงานของตัวเองอย่างเป็ปกติ ซึ่งต่างจากจอมทัพที่ตอนนี้เขานั้นยืนตัวแข็งตาค้าง ใบหน้าแดงก่ำไปแล้ว
เมื่อไม่รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของจอมทัพ เธอจึงเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง
“มีอะไรจะคุยกับครูอีกรึเปล่า”
เสียงทักของปารมีนั้นช่วยดึงสติของจอมทัพให้กลับเข้ามา
“มะ— ไม่ครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้”
ว่าแล้วจอมทัพก็รีบเดินออกจากห้องแนะแนวไปด้วยท่าทีที่รนลาน จนปารมีที่เห็นท่าทางนั้นถึงกับส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มขำออกมา
ที่หน้าประตูห้องแนะแนว—
จอมทัพที่ออกมาจากห้องแนะแนวเขาก็แวะมายืนหลบอยู่ข้าง ๆ ห้องเพื่อตั้งสติและปรับอารมณ์ต่าง ๆ ให้เป็ปกติ และเมื่อทุกอย่างเริ่มเป็ปกติเขาก็ก้มลงมองมือของเขาที่เคยจับมือปารมีเมื่อครู่และก็ยิ้มออกมา
‘นิ่มจัง’
โปรดติดตามตอนต่อไป