บทที่ 19 แกล้งอ่อนแอจนเจอกำแพง (รีไรท์)
ซ่งเจี๋ยไม่คาดคิดว่าหลังจากตนพูดจบประโยคนี้แล้ว คนทั้งสามที่นั่งอยู่ก็ไม่มีท่าทีจะพูดอะไรเลย
ซ่งเจี๋ยรู้สึกเก้ ๆ กัง ๆ ทำหน้าไม่ถูก แม้เธอจะเก็บอาหารของตัวเองกลับมาแล้ว แต่ก็ไม่มีใครชวนเธอให้กินด้วยกันเลยแม้แต่น้อย
มันไม่เหมือนกับที่เด็กสาวคิดเอาไว้เลยสักนิด
นึกว่าเมื่อตัวเธอพูดไปแบบนั้น พวกเขาก็จะต้องเกรงใจตัวเองแน่นอน
แต่ไม่คาดคิดว่าทั้งสามจะเพิกเฉยตนแบบนี้
ซ่งเจี๋ยรู้สึกว่าเพื่อนร่วมชั้นรอบ ๆ ต่างมองมาที่เธอ จนถึงขั้นล้อเลียนด้วยซ้ำ
แต่เธอเองก็ยังดึงดันที่จะเข้ามาหา ตอนนี้ก็ทำได้เพียงฝืนเชิดหน้าอยู่ตรงนี้ต่อไป
เสิ่นชิงชิง เสิ่นทิงหง รวมถึงฟางจัว ทั้งสามพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน และสุดท้ายก็กินกับข้าวสามน้ำแกงหนึ่งไม่หมด
ส่วนที่เหลือฟางจัวจึงนำออกไปเททิ้ง แม้เนื้อที่อยู่ในนั้นจะถูกกินจนหมด แต่น้ำแกงผักที่มันย่องก็น่าดึงดูดเหลือเกิน
ซ่งเจี๋ยไม่พูดอะไรอีก แต่สีหน้านั้นดำทะมึนราวกับขี้เถ้าก้นหม้อ
แค่ดูก็รู้แล้ว ตัวเองอยู่กับพวกเขาแต่ทั้งสามไม่พูดด้วยเลย สุดท้ายอาหารที่ไม่ได้กินก็ถูกเททิ้งโดยไม่ชวนเธอกินด้วยกันอีก ไม่ต่างอะไรจากการตบหน้าเธอเลย
“พวกเธอทำแบบนี้มันไม่สิ้นเปลืองไปหน่อยเหรอตอนนี้กำลังขาดแคลนทรัพยากรอยู่นะ พวกเราไม่ควรทิ้งอาหารให้เสียเปล่าสิ”
ซ่งเจี๋ยพูดแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ
เสิ่นชิงชิงและฟางจัวต่างทำสีหน้าบ่งบอกว่า ‘นี่เธอเป็อะไรรึเปล่าเนี่ย?’ ส่วนเสิ่นทิงหงก็ไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตา
คนประเภทนี้ยิ่งไปสนใจก็ยิ่งกระตือรือร้น เธอมีความคิดอย่างไร มีจุดประสงค์อะไร ก็อย่าให้มันชัดเจนจนเกินไปจะดีกว่า
“ของของฉันจะจัดการยังไง แล้วเธอมาเกี่ยวอะไรด้วย? สิ้นเปลืองอาหารคือไม่มีคุณธรรม แต่ยุ่งเื่คนอื่นคือดีงามเหรอ” ฟางจัวถามด้วยความงุนงง
เห็นได้ชัดว่าเขาถามคำถามนี้อย่างจริงจัง ไม่ได้ตั้งใจยั่วยุใครเลย
แต่ซ่งเจี๋ยไม่คิดแบบนั้น เธอรู้สึกว่าฟางจัวจงใจพุ่งเป้าหมายมาที่ตน เบ้าตาแดงก่ำทันที
“ฉันไม่ได้หมายความอย่างอื่นเลยนะ ฉันแค่รู้สึกว่าการสิ้นเปลืองนั้นไม่ดี เพราะยังมีผู้คนอีกมากที่ไม่มีข้าวกินต่างหาก!”
เสิ่นชิงชิงกลอกตาใส่ “ต่อให้เธอจะลงนาทำมาหากิน ขอเพียงขยันสักหน่อยก็ไม่ต้องถึงกับไม่มีข้าวกิน อย่างมากก็มีน้อยหน่อย คนเรานั้นมีความแตกต่างกันอยู่แล้ว คนขยันก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้น ในขณะที่คนี้เีจะใช้ชีวิตลำบากกว่า มันก็เป็เื่ปกติไม่ใช่เหรอ”
ซ่งเจี๋ยที่ถูกตอกกลับแบบนั้นเข้าไปถึงกับพูดอะไรไม่ออก
“อีกอย่างเธอชื่ออะไร? ถ้าเธอสงสารคนที่ไม่มีข้าวกิน เธอก็ไปทำกินเองสิ มายุ่งเื่คนอื่นทำไม ว่าแต่ว่าเราสนิทกันด้วยเหรอ” ฟางจัวพูดเข้ากันเป็ปี่เป็ขลุ่ย
ซ่งเจี๋ยร้องไห้ด้วยความโมโห ไม่คิดว่าพวกเขาจะไม่เกรงใจกันขนาดนี้ แผนแกล้งอ่อนแอของเธอนั้นใช้มาหลายครั้งไม่เคยพลาด ไม่คิดเลยว่าครั้งนี้ใช้กับพวกเขาจะชนกำแพงอย่างจังแทน
เธอวิ่งหนีไปพลางร้องไห้ ผู้คนมากมายมองมาทางนี้ บางคนที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุก็รู้สึกว่าพวกเสิ่นทิงหงทำเกินไป
แต่ก็มีผู้ที่เห็นเหตุการณ์ั้แ่ต้นจนจบอยู่ ซึ่งอดเป็เดือดเป็ร้อนแทนพวกเสิ่นทิงหงไม่ได้เช่นกัน จึงเริ่มอธิบายเื่ราวให้คนที่ไม่รู้ความจริงได้ฟัง และสักพักหลาย ๆ คนก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมา
หลังจากที่ซ่งเจี๋ยวิ่งออกไปแล้ว เธอยังนึกว่าฟางจัวจะวิ่งตามออกมาขอโทษ ถึงยังไงเขาก็เป็เด็กผู้ชาย ทำแบบนี้กับเด็กผู้หญิงมันไม่ถูกนัก
แต่ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าเธอคิดมากเกินไป ฟางจัวไม่ได้ตามออกมาเลย ซ้ำยังไม่รู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นผิดด้วย
แน่นอนว่าซ่งเจี๋ยไม่ยอม
ความจริงก่อนหน้านี้เธอก็ไม่ได้เห็นฟางจัวอยู่ในสายตาหรอก เพราะรูปร่างของอีกฝ่ายที่ค่อนข้างอ้วน แต่เป็เพราะครอบครัวของฟางจัวนั้นร่ำรวยมากต่างหาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอกลับมาโรงเรียนในครั้งนี้ เด็กสาวบังเอิญเห็นพ่อแม่ของฟางจัวขับรถมาส่งเขาด้วย
ในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเป็เ้าของรถยนต์ได้ ต่อให้ครอบครัวของฟางจัวจะไม่ได้เป็เ้าของรถ แต่การที่สามารถนำรถมาส่งเขาไปโรงเรียนได้ นั่นแสดงให้เห็นว่าครอบครัวของฟางจัวไม่ได้ร่ำรวยธรรมดา
ครั้งนี้ใน่วันหยุดของฤดูกาลเพาะปลูก เด็ก ๆ ในครอบครัวผู้ใช้แรงงานล้วนกลับไปช่วยงานที่บ้าน ส่วนซ่งเจี๋ยเพราะยังมีน้องชายอีกสองคนรออยู่ ตอนที่กลับไปในครั้งนี้พ่อแม่ของเธอก็จะไม่ให้มาเรียนอีกแล้ว แถมยังมองหาผู้ชายที่อายุมากกว่าเธอหลายปีไว้ให้คนหนึ่ง และยังเป็แค่ลูกจ้างธรรมดา ๆ ด้วย ทั้งว่ากันว่ายินดีเสนอสินสอดให้ 200 หยวน
ซ่งเจี๋ยเป็ลูกคนแรก จึงได้รับความรักจากพ่อแม่ั้แ่ยังเด็ก ถึงขนาดที่เธอยังสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนได้ในตอนนี้ แต่แล้วพ่อแม่ของเธอก็พลันเกิดความคิดบางอย่างขึ้น
เพราะหลังจากที่น้องชายทั้งสองเกิดมา เธอก็ไม่มีความสำคัญในบ้านมากเหมือนก่อนแล้ว
เดิมทีเด็กสาวคิดว่าจะออกไปทำงานหลังจากเรียนจบมัธยมปลายแล้วชีวิตคงจะดีขึ้น แต่ก็ไม่คิดว่าพอเหลือเวลาในชั้นมัธยมปลายอีกเพียงภาคเรียนเดียว พวกเขาก็มีความคิดที่จะไม่ให้เธอไปโรงเรียนแล้ว
ตอนที่เห็นพ่อแม่ของฟางจัว เธอคิดว่าหากตนสามารถคบกับฟางจัวได้ พ่อแม่ของเธอต้องให้เรียนต่อแน่นอน และจะไม่ให้เธอออกเรือนไปมั่ว ๆ ด้วยสินสอดเพียง 200 หยวน
เพราะแบบนี้ถึงได้มีเหตุการณ์พูดคุยเมื่อครู่นี้เกิดขึ้น แต่ทักษะของเธอออกจะตื้นเขินไปสักหน่อย เมื่อเห็นอาหารของพวกเขาก็เกิดความโลภแล้ว ตอนนี้ภาพจำของเธอในใจของฟางจัวไม่น่าจะดีนัก
แต่ต้องโทษเสิ่นชิงชิงและเสิ่นทิงหง เอาแต่เกาะติดฟางจัวอยู่ได้ คงอยากจะไต่เต้าล่ะสิ
ซ่งเจี๋ยยังคงมีความหวังอันริบหรี่ แต่หลังจากรออยู่นานก็ยังไม่เห็นฟางจัวปรากฏตัวเลย
ความจริงในขณะที่เธอกำลังฝันกลางวัน พวกฟางจัวทั้งสามได้ออกจากโรงอาหารไปแล้ว
ซ่งเจี๋ยโกรธมาก และกระทืบเท้าจากไปอย่างไม่เต็มใจ
หลังออกจากโรงอาหารแล้วเสิ่นชิงชิงและเสิ่นทิงหงก็แยกกับฟางจัว ตอนนี้พวกเธอกำลังไปที่หอพัก
ครั้งนี้เสิ่นทิงหงไม่ได้นำของอะไรมามากมาย แต่เสิ่นชิงชิงนั้นนำมาไม่น้อย ก่อนหน้านี้ไม่ได้กลับหอพักก่อนเพราะกังวลว่าจะไปเรียนสาย ตอนนี้คงต้องไปเก็บของสักหน่อย
เมื่อทั้งสองกลับมาที่หอพักก็พบว่ามีเด็กสาวหลายคนอยู่ข้างในแล้ว ซึ่งทั้งหมดเป็เพื่อนร่วมชั้นกัน
เสิ่นชิงชิงทักทายพวกเธอด้วยรอยยิ้ม จากนั้นจึงเดินไปที่เตียงของตนเพื่อเก็บข้าวของ
เสิ่นทิงหงมองพิจารณาหอพัก มันเป็หอพักที่ดูโบราณมาก
เตียงเป็โครงเหล็ก มีเตียงบนและเตียงล่าง เสิ่นชิงชิงนอนเตียงล่าง ในขณะที่เธอนอนเตียงบน
ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม เธอรังเกียจหอพักนี้มาก ไม่ใช่เพราะสภาพแวดล้อมไม่ดี แต่สุดท้ายแล้วมันก็เป็บ้านอิฐโคลน ถึงผนังดินภายในบ้านจะสู้ที่นี่ไม่ได้ด้วยซ้ำก็ตาม
แต่เพราะเ้าของร่างเดิมชอบเรียนรู้ พอกลับมาถึงหอพักก็ชอบอ่านหนังสือ หลิวเยว่จึงซื้อไฟฉายไว้ให้เสิ่นทิงหงด้วย
หอพักแห่งนี้มีผู้ร่วมอาศัย 8 คน ตกกลางคืนก็มีเสียงพูดคุยครื้นเครงอยู่เสมอ
เ้าของร่างเดิมโมโหเื่นี้หลายครั้ง จนหลายคนในหอพักคิดว่าเธอเสแสร้งเรียกร้องความสนใจ ความสัมพันธ์ของเสิ่นทิงหงกับเพื่อนร่วมหอพักจึงไม่ค่อยดีนัก
“ชิงชิง เธออยากไปเอาน้ำร้อนไหม” เสิ่นทิงหงเอ่ยถาม
ว่ากันว่าผู้หญิงสามคนเล่นละครเื่เดียวกันนั่นจริง เสิ่นทิงหงพบว่าั้แ่เธอเข้ามาในห้อง เพื่อนร่วมหอพักหลายคนได้สบตากันหลายครั้ง แน่นอนว่าเธอไม่ใช่คนโง่ อีกอย่างยังเคยอยู่หอพักของโรงเรียนมาก่อน ความคิดหยุมหยิมของเด็กสาว เธอพอจะมองออก
แต่เสิ่นทิงหงไม่มีความคิดที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพวกเธอ อันที่จริงก็กำลังจะเรียนจบแล้ว ต่อไปคงไม่ได้พบกันอีก เื่แบบนั้นจึงไม่จำเป็