บทที่ 26 ท่านอ๋องโปรดสำรวมด้วย
จวินเจ๋อดึงตัวอีกฝ่ายโดยสัญชาตญาณ คิดไม่ถึงว่ากู้อวี้จะผอมเกินไปจึงถลาเข้ามาในอกเขา เซียวเหยาอ๋องััได้ว่าเอวที่เขากำลังจับอยู่นั้นบอบบาง ร่างที่ชนเขาก็นุ่มนิ่ม ไม่คล้ายบุรุษในกองทัพที่เคยคลุกคลีมา
ภายในรถม้าอันคับแคบ เขายังได้กลิ่นหอมอ่อนจาง จรุงใจอย่างอธิบายไม่ถูก แตกต่างจากเครื่องหอมทั่วไป กลิ่นนี้คล้ายกลิ่นหอมสดชื่นของต้นหญ้าท่ามกลางอรุณรุ่งในหุบเขาลึก ชวนให้จิตใจปลอดโปร่งยามดอมดม
กู้อวี้ดิ้นขัดขืนลุกขึ้น ใบหน้าซับสีแดงเรื่อ ััในระยะประชิดเช่นนี้ทำให้นางกลัวว่าเขาจะมองอะไรออกจึงแสร้งทำเป็จัดแจงเสื้อผ้า ดึงคอเสื้อขึ้นสูง แล้วจัดเสื้อผ้าท่อนบนให้หลวมกว่าเดิม
“เ้าเป็บุรุษ ทำไมถึงได้ตัวหอมนุ่มนิ่มแบบนี้?” จวินเจ๋อมุ่นคิ้วถาม
กู้อวี้ย้ำเตือนในใจว่าอย่าไปถือสาหาความกับเขา เ้าต่อยตีสู้เขาไม่ได้ ชาติตระกูลก็เทียบเขาไม่ได้
“ท่านอ๋องโปรดสำรวมด้วย!”
จวินเจ๋อหัวเราะเบา ๆ “เ้าจะให้ข้าสำรวมอย่างไร ปล่อยให้เ้ากระเด็นออกไปนอกรถม้า แล้วสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอีกงั้นรึ?”
กู้อวี้หันกลับมาถลึงตาใส่เขา ดวงตาวาวโรจน์
ชายหนุ่มสาดน้ำมันใส่กองเพลิงต่อไป “อีกอย่าง ปกติเ้าก็ดูเหมือนผู้หญิงอยู่แล้ว ยังจะห้ามไม่ให้คนอื่นพูดอีก?”
“ท่าน!” จะเกินไปแล้วนะ
กู้อวี้โมโหจนร่างสั่นระริก ชี้หน้าเขากล่าวอย่างเกรี้ยวกราด “ลูกผู้ชายฆ่าได้ หยามไม่ได้”
จวินเจ๋อดึงนิ้วของนางลงมา พลางกล่าวราวอ่อนใจ
“เอาละ เอาละ กู้ซื่อจื่อระงับโทสะก่อน ข้าเข้าใจดี ลูกผู้ชายล้วนรักหน้าตากันทั้งสิ้น ต่อไปข้าจะไม่พูดความจริงแล้วก็ได้”
กู้อวี้โมโหจนแทบลมจับ เหตุใด์จึงไม่ส่งสายฟ้ามาลงทัณฑ์เขาเสียที
“ยังโกรธอยู่? ไม่ต้องโกรธแล้ว ความโกรธทำร้ายสุขภาพ คราวก่อนกู้ซื่อจื่อก็ไฟโทสะลุกโหมเช่นนี้เหมือนกัน อย่าได้เืกำเดาไหลอีกเชียว ข้าไม่ได้พกผ้าเช็ดหน้ามาด้วยหรอกนะ”
ขณะที่กู้อวี้กำลังพยายามหักห้ามใจไม่ให้ตัวเองพุ่งเข้าไปบีบคอเขา บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งก็พลันมุดเข้ามาในรถม้า นางใจนถอยกรูดไปชิดกับผนังรถม้า
“หลานชายคนดี ไป รีบไปเร็วเข้า”
จวินเจ๋อเห็นแล้วก็ยิ้ม บอกสารถีรถม้าว่า “ไวหน่อย”
รถม้าเคลื่อนตัวไปข้างหน้า ได้ยินเซียวเหยาอ๋องกล่าวว่า “ท่านน้าถูกน้าสะใภ้ไล่จับชู้มาอีกแล้วหรือ”
ท่านน้า? กู้อวี้หันไปมองหน้าของคนผู้นั้น คนที่เซียวเหยาอ๋องเรียกว่าท่านน้าในเมืองหลวงแห่งนี้มีอยู่สองคน คนหนึ่งคือฮ่องเต้ อีกคนคือตวนชินอ๋อง
แม้ตวนชินอ๋องจะอายุมากกว่าฮ่องเต้ แต่กลับเป็คนที่ดีแต่กินดื่มหาความสำราญผู้หนึ่ง สมัยยังหนุ่มไร้ปณิธานยิ่งใหญ่ ถอนตัวออกมาจากการต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์ของเหล่าองค์ชาย
หลังจากฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ก็ส่งพี่น้องที่เหลืออยู่ไม่กี่คนไปปกครองดินแดนศักดินา เพียงอนุญาตให้ตวนชินอ๋องที่ปราศจากภัยคุกคามต่อราชบัลลังก์รั้งอยู่ในเมืองหลวง เสพสุขกับโชคลาภโภคทรัพย์ต่อไป
ฮ่องเต้ทรงพอพระทัยในการวางตัวของตวนชินอ๋องยิ่งนัก มักเรียกเขามาแสดงความรักใคร่ระหว่างพี่น้องอยู่บ่อย ๆ
เื่ที่โด่งดังที่สุดเกี่ยวกับตวนชินอ๋องกลับไม่ใช่เื่ที่เขาได้รับการให้ท้ายจากฮ่องเต้ แต่เป็ภรรยาจอมโหดของเขา จริง ๆ แล้วภรรยาโหดก็หาเป็ไรไม่ แต่เขากลับชอบลักกินขโมยกินอยู่เป็ประจำ
ในทางแจ้งนั้นไม่กล้า แต่ในทางลับมักจะแอบไปหาหญิงสาวเพื่อดื่มสุราฟังดนตรีเป็อาจิณ ด้วยเหตุนี้ ภาพที่ตวนชินอ๋องถูกพระชายาไล่จับชู้ไปทั่วจึงกลายเป็ทิวทัศน์ที่หาชมได้ยากประจำเมืองหลวงไปเสียแล้ว
ยังมีอีกเื่หนึ่ง กู้อวี้ลดเปลือกตาลง ไม่ให้คนอื่นสังเกตเห็นอารมณ์ของตนเอง
ซงหยางจวิ้นจู่ที่มีความสัมพันธ์คลุมเครือกับต่งฉางเม่าคือบุตรีหัวแก้วหัวแหวนของตวนชินอ๋อง
“อย่าพูดถึงเลย นักเล่านิทานหญิงเพิ่งเข้ามาได้ ซงหยางแม่เสือน้อยของข้าก็บุกเข้ามา โชคดีที่ข้าให้คนคอยดูต้นทางเอาไว้ ถึงได้หลบออกมาก่อนนี่แหละ”
“ข้าน้อยคารวะตวนชินอ๋อง” รถม้ามีพื้นที่คับแคบไม่สะดวกต่อการแสดงคารวะ นางจึงเพียงประสานมือไปทางตวนชินอ๋อง
“ผู้นี้คือ…” ตวนชินอ๋องค่อยสังเกตเห็นกู้อวี้ จ้องอยู่ครู่หนึ่งก็โพล่งออกมาเหมือนเพิ่งนึกได้ “บุตรของกู้จวินอี้งั้นหรือ”
ในเมืองหลวงมีคนที่สามารถเรียกชื่อจริงของบิดานางได้อยู่ไม่มาก “เป็บิดาของข้าน้อยเอง”
ตวนชินอ๋องหัวเราะ “ฮ่าฮ่า ไม่ได้เจอหน้าหน่อยเดียว เ้าก็โตขนาดนี้แล้วหรือเนี่ย ปีนั้นเจิ้นกั๋วกงถูกขนานนามว่า ‘แม่ทัพรูปงาม’ แต่เ้ายังมีรูปโฉมเหนือกว่าเขาเสียอีก”
กล่าวพลางตบไหล่นาง พูดต่อไปว่า “แต่ผอมแห้งไปหน่อย กินข้าวให้เยอะ ๆ หน่อย วัยเท่านี้ยังสามารถเติบโตได้อีก”
“ท่านน้าอย่าได้พูดเช่นนี้เป็อันขาด เมื่อครู่ข้าแค่เอ่ยถึงรูปลักษณ์นิด ๆ หน่อย ๆ เขาก็ทำหน้าบอกบุญไม่รับใส่ข้าแล้ว” ดวงตาดอกท้อของจวินเจ๋อเต็มไปด้วยแววขำขัน
ท่านไม่พูดก็ไม่มีใครหาว่าเป็ใบ้หรอก จริง ๆ นะ กู้อวี้กัดกรามกล่าวว่า “ท่านอ๋องล้อเล่นแล้ว ข้าน้อยจะกล้าทำหน้าบอกบุญไม่รับใส่ท่านอ๋องได้อย่างไร”
เห็นได้ชัดว่าตวนชินอ๋องรับทราบลิ้นอสรพิษของหลานชายผู้นี้ดีจึงหัวเราะออกมา “กู้ซื่อจื่อช่างมีความอดทนอดกลั้น”
ฉับพลันนั้น รถม้าก็ถูกคนขวางเอาไว้อีกครั้ง เสียงของซงหยางจวิ้นจู่ดังเข้ามา “พี่ชายจวิน เห็นท่านพ่อของข้าบ้างไหม?”
ตวนชินอ๋องใจนแนบร่างติดกับผนังรถม้า พยายามหดตัวให้เล็กที่สุด แต่ถึงอย่างไรคนก็เข้าสู่วัยกลางคนแล้ว ยากที่จะเลี่ยงความอวบอ้วมสมบูรณ์ จึงดูตัวใหญ่ดุจเดิม
จวินเจ๋อใช้ดาบตวนฟางเลิกชายผ้าม่านมุมหนึ่งขึ้นมา เผยให้เห็นเพียงใบหน้าครึ่งซีก กล่าวเสียงดัง “ไม่เห็น”
ซงหยางจึงควบม้าไปในทิศทางตรงกันข้าม
ตวนชินอ๋องค่อยถอนหายใจออกมา “หลานชายคนดี เ้าไม่รู้อะไร หลายปีมานี้ซงหยางถูกน้าสะใภ้ของเ้าให้ท้ายจนเสียคน แม้แต่พ่อบังเกิดเกล้ายังกล้าดุ ทุกวันนี้เวลาเจอเื่ขัดใจนางนิด ๆ หน่อย ๆ เป็ต้องขว้างปาข้าวของ”
จวินเจ๋อนึกถึงเื่ที่หลันเยียนนำมารายงานจึงจงใจกล่าวว่า “เื่มงคลของซงหยางยังกำหนดไม่เรียบร้อยอีกหรือ?”
“เฮ้อ นิสัยแบบนั้นของนางใครจะกล้ามาสู่ขอ” ตวนชินอ๋องปัดมือไปมา
จวินเจ๋อปรายตามองกู้อวี้ พลางกล่าวอย่างมีนัยลึกซึ้ง “จริงสินะ นิสัยของซงหยางเหมือนน้าสะใภ้ไม่ผิดเพี้ยน ต้องหาคนที่มีความอดทนอดกลั้นสักหน่อย”
ตวนชินอ๋องมองตามสายตาของเขาไปก็เห็นกู้ซื่อจื่อ พลันรู้สึกขึ้นมาว่าคนผู้นี้ประหนึ่งต้นไม้หยกต้านลม เป็คนหนุ่มที่โดดเด่นคนหนึ่ง แม้หลายปีที่ผ่านมาจวนเจิ้นกั๋วกงจะไร้ชื่อเสียงในเมืองหลวง แต่ได้ยินมาว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้เด็กหนุ่มตรงหน้าได้รับคำชมเชยจากฮ่องเต้ ยังไม่ทันรับบรรดาศักดิ์ก็เริ่มติดตามช่วยงานกรมขุนนางแล้ว
ในบ้านมีแม่เสืออยู่แล้วคนหนึ่ง แต่พระชายาเริ่มอายุมากแล้ว เรี่ยวแรงไม่เหมือนแต่เก่าก่อน
ตอนนี้ซงหยางถูกบ่มเพาะจนมีนิสัยเหมือนแม่เสือน้อย ยังโหดกว่ามารดาของนางเสียอีก ต้องรีบส่งนางออกเรือนไปโดยไว ตนเองจะได้ใช้ชีวิตอย่างสำราญเบิกบานใจเสียที
กู้อวี้เด็กคนนี้สามารถอดทนอดกลั้นต่อฝีปากของจวินเจ๋อ ซงหยางออกเรือนให้เขาก็คงจะไม่ถูกคนรังแกข่มเหง
ตวนชินอ๋องยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเหมาะสม จึงกล่าวว่า “หลานชาย กู้ซื่อจื่อ ข้าต้องขอบคุณที่พวกเ้าช่วยให้ข้ารอดพ้นจากหายนะมาได้ หลังจากนี้ถ้าไม่มีธุระอะไร พวกเราก็ไปกินดื่มที่หอร่ำเมรัยกันเถอะ”
กู้อวี้มุ่นคิ้ว เมื่อครู่กำลังคิดเื่ซงหยางจวิ้นจู่กับต่งฉางเม่า ใจลอยไปชั่วขณะ จึงไม่ทันสังเกตเห็นการสบสายตาของพวกเขาสองคน
คงเป็เพราะชาติที่แล้วนางไม่เคยคบหากับใครมาก่อน ชาตินี้ยังเติบโตมาด้วยการปลอมเป็ชาย ความรู้สึกต่อเื่ระหว่างชายหญิงจึงไม่ฉับไวเท่าไหร่ เพียงเข้าใจว่าตวนชินอ๋องมากน้ำใจ ไม่ได้คิดไปในทางอื่น
บัณฑิตจากเจียงหนานใกล้จะเดินทางมาถึงเมืองหลวง แหที่วางไว้ก็สมควรเก็บกลับมาเสียที นางอยากเจอหลันเยียนอีกสักครั้ง
นอกจากนี้ คราวก่อนที่หอร่ำเมรัยก็ไม่รู้ว่าใครเป็คนลอบลงมืออย่างลับ ๆ ช่วยขัดขวางการโจมตีของจางเซี่ยงหรงให้นาง กู้อวี้อยากไปสังเกตรูปการณ์ตอนนั้นอีกครั้ง เผื่อว่ามีร่องรอยอันใดให้สืบสาว จึงกล่าวว่า “ข้าน้อยไม่มีธุระ แต่ไม่ทราบว่าเซียวเหยาอ๋อง…”
จวินเจ๋อเป็พวกชอบความครึกครื้นไม่กลัวเื่ใหญ่อยู่แล้ว กู้อวี้ผู้นี้น่าสนใจยิ่ง เขาตอบว่า “ข้าเป็คนว่างงานคนหนึ่ง ท่านน้าเป็เ้ามือทั้งที ข้าย่อมไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ”
คนสามคนที่มีเจตนาซ่อนเร้นต่างกัน จึงมุ่งหน้าไปยังหอร่ำเมรัยพร้อมกันทั้งอย่างนี้