9
SMBeauty Center
‘ถึงบ้านแล้วนะ’
กดส่งแล้วผมก็กดออกแอป เอาจริง ๆวิธีพวกนี้มันก็น่าเขินอยู่เหมือนกันนะ ถึงต่อหน้าจะสนิทกันขนาดไหนแต่ทำแบบที่คนจีบกันเค้าทำ ก็เสียวท้องน้อยวูบ ๆ อยู่
ติ๊ง
ข้อความตอบกลับมา ‘คิรินเรียกผมว่าพี่เขยตลอดทริป’
ไอ้ตัวแสบมันก่อเื่อีกแล้วสินะแต่ละมื้อแต่ละเดย์
ติ๊ง
ข้อความเข้า ส่งมาเป็คลิป
[ผมโคตรชอบพี่เขยคนนี้เลยพี่ไวน์] คิรินเซลฟี่คลิป [รีบ ๆ ตกลงกันเป็แฟนได้แล้วมัวรออะไรอยู่!] พูดเสร็จแล้วก็หันไปจุ๊บแก้มคีย์มีเสียงคนรอบ ๆ หัวเราะ แล้วคลิปก็ตัดไป
เจอหน้าอีกทีผมต้องใช้ท่ามะเหงกหมุนขมับ เหมือนที่มิซาเอะใช้ทำโทษชินจังซะแล้ว
ผมได้ยินคนคุยกัน เสียงดังคล้ายจะเถียงกันตอนเดินมาเปิดตู้เย็นเทน้ำส้มออกมากินเสียงนั้นดังมาจากห้องรับแขก แล้วก็คงเป็เสียงของพี่วินกับพี่ปัถย์ ผมคิด
แต่สองคนนั้นทะเลาะอะไรกันนะมันเป็เื่ที่แทบจะไม่เกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ
ผมย่องเบาไปที่ห้องรับแขกอย่างสอดรู้สอดเห็นไปยืนแอบมองอยู่ข้างประตู ที่จริงก็กลัวว่าจะเกิดเหตุรุนแรงกับทั้งคู่พี่วินนั่งอยู่ที่โซฟา ส่วนพี่ปัถย์ยืนอยู่ คนที่ยืนอยู่กำลังอธิบายอะไรยาวยืด แต่คนนั่งกำลังก้มหน้ากุมขมับ
“เห็นเถียงกันมาสักพักแล้วค่ะ”เสียงนุ่ม ๆ โพล่งขึ้นเบา ๆ ข้างหลังผม ผมสะดุ้งเล็กน้อยแล้วหันไปมองน้าเจินกำลังยืนมองพี่วินกับพี่ปัถย์อยู่เช่นกัน
“เค้าเถียงกันเื่อะไรครับ?”ผมกระซิบถาม
“ไม่ทราบเลยค่ะ” น้าเจินส่ายหน้า “ตอนแรกดูน้องวินจะฉุนเฉียวมาก”
มันคงจะเป็เื่ใหญ่สักเื่หลังจากเหตุการณ์นั้น เื่อะไรก็คงเกิดขึ้นได้กับครอบครัวเรา บรรยากาศในบ้านตอนนี้ต่างจากเดิมไปมากผมหวั่นใจแล้วแฮะ
เหมือนพี่วินจะเงยหน้ามาเห็นผมเข้าพอดีเค้ายิ้มอ่อนพร้อมกับกวักมือเรียกให้ผมเข้าไปหา ผมเดินเข้าไปอย่างเก้ ๆ กัง ๆพอพี่ปัถย์เห็นผมก็เงียบลง
“เราขอตามนี้นะ” พี่ปัถย์หันไปพูดกับพี่วินต่อสั้นๆ แล้วเดินออกจากบ้านไป
ผมมองตามแผ่นหลังกว้างของเค้าไปจนพ้นประตูจึงหันกลับมาที่พี่วิน “ทะเลาะกันเหรอครับ?” ผมถาม
คนถูกถามส่ายหน้า “ไม่มีอะไรหรอก”พร้อมยิ้มบาง ๆ อีกครั้ง “หน้าตาแจ่มใสขึ้นเยอะเลยนะ เที่ยวสนุกล่ะสิ”
ผมพยักหน้าแรง ๆ ให้พี่วินสบายใจแต่มันก็สนุกจริง ๆ แหละ ถ้าไม่นับ่เริ่มที่ไปดูหนังกับร้องคาราโอเกะนะ
“ได้ยินว่าคิรินกับเค้กไปด้วย”
“ใช่ สองคนนี้ไปเที่ยวด้วยสนุกขึ้นเยอะเลย” ผมว่า
“บ้านนั้นเองก็คงจะกำลังลุกเป็ไฟ...”พี่วินพึมพำ “ได้ดูข่าวบ้างรึยัง?” แล้วหันมาถามผม
ผมส่ายหน้า“แทบจะไม่กล้าแตะโทรศัพท์เลยด้วยซ้ำ”
คนฟังขำ “ดูไว้แหละจะได้เตรียมรับมือ” เสียงพี่วินจริงจังขึ้น “ตอนนี้คลินิกเราถูกสั่งปิดแล้วเดี๋ยวก็คงมีการตรวจสอบอะไรอีกหลาย ๆ อย่าง ค่อนข้างจะวุ่นวายทีเดียว”
ผมเผลอถอนหายใจออกมา นี่แหละคือสิ่งที่ผมกังวล สิ่งที่พี่ชายผมรักกำลังเผชิญกับปัญหาครั้งใหญ่
พี่วินยกมือขึ้นลูบหัวผมแล้วเลื่อนลงมากุมที่มือผมไว้ “่นี้อดทนหน่อยนะไวน์ ถ้าอะไร ๆมันจะไม่เหมือนเดิม”
“แค่ยังมีครอบครัวเรา ไวน์ก็ไม่สนใจอะไรทั้งนั้นไวน์โตแล้วนะพี่วิน อย่าคิดว่าไวน์เป็เด็กที่ไม่รู้อะไร และจะช่วยอะไรไม่ได้พี่วินบอกได้เสมอ ไวน์จะทำเต็มที่” ผมบอกน้ำเสียงไม่เล่นยิ่งรู้สึกว่ามือที่กุมผมไว้กำลังสั่นก็ยิ่งจุกอก “ผมเป็ดาวนำโชคของพี่วินนะ”ผมยิ้ม
ถูกต้อง ดาวนำโชคจะต้องเป็ที่พึ่งพาของทุกคน จะไม่ใอะไรง่าย ๆ อีกแล้ว ไวน์ไม่ใช่เด็กอมมืออีกแล้วผมโตพอที่จะอมอย่างอื่นได้แล้วด้วย...!
ที่โรงอาหารสายตานับร้อยคู่กำลังจับจ้องมายังผมพร้อมเสียงกระซิบกระซาบเซ็งแซ่ที่ยากจะจับใจความหลายคนวิพากษ์วิจารณ์พร้อมก้มดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือสลับกันไปด้วย
เดาง่าย ๆ ก็คงเป็ข่าวที่ ‘ตายก่อนจะได้สวยที่ Didier Clinicคลินิกดังย่านทองหล่อ’ ข่าวเขียนแบบนี้ แค่จั่วหัวผมก็พอจะนึกคอมเมนต์ออก
ตอนนี้มันลามไปถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์ซึ่งเป็เครือลูกของDidier Aesthetic Group ด้วยมีคนรวมหัวกันโพสต์โจมตีว่าแพ้ครีม เซรั่ม น้ำแร่ต่าง ๆ ของเราอย่างพร้อมเพรียงแถมลงรูปสร้างความเข้าใจผิดอีก
ซึ่งทำให้บริษัทถูกตรวจสอบในทุกมิติเราถูกระงับการจำหน่ายและให้บริการอย่างไม่มีกำหนด นั่นหมายถึง เราต้องเปลี่ยนช่องทางการทำมาหากินไปเลยทีเดียว
ผมเปิดดูหมดแล้ว ภาพข่าวพวกนั้น แรกๆ ก็ทั้งโกรธ โมโหกับความเห็นเชิงลบและปั่นป่วนที่พิมพ์โต้ตอบกันอย่างสนุกสนานแต่สุดท้ายมันเกินควบคุมเพราะเราผิดจริง
ทางเดินตรงกลางของโรงอาหารเหมือนรันเวย์ให้ผมเดินผมสูดหายใจเข้า แล้วยืดอก ก้าวเท้าเดินต่อไปท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์กร่นด่าสาปแช่งของผู้ชมทั้งสองฝั่ง ผมหยุดยืนที่ปลายทางแล้วกวาดตามองหาเพื่อน ใช่ครับเพื่อนที่สร้างพิรุธให้ผมสังเกตที่ทะเล กับเพื่อนสาววายที่จิ้นไม่ดูตาม้าตาเรือ
“มั่นหน้าอยู่นะ”เสียงหนึ่งโพล่งขึ้น
“เป็ฉันไม่กล้าออกจากบ้านแล้วล่ะ”อีกเสียงว่าต่อ
“สร้างภาพไว้ซะดิบดีสุดท้ายก็เป็คลินิกเถื่อน” พร้อมแค่นหัวเราะในลำคอ
บทสนทนานี้ดังมาจากข้างหลังผมที่โต๊ะซ้ายมือระยะเผาขนนี่ ผมเอียงคอไปมอง เห็นเป็ผู้หญิงสี่คนแต่งหน้าจัด ๆนั่งจ้องผมกลับอย่างท้าทาย แต่ยังไม่ทันทำอะไรฝ่ามือหนาก็มาปิดหูผมทั้งสองข้างเอาไว้ พร้อมดันหน้าผมให้กลับมา
“คีย์” ผมเรียก
เค้าเหมือนมีออร่าสีขาวที่โดดเด่นแหวกออกมาจากฝูงชนพลุกพล่าน
“อย่าไปฟัง ไม่ต้องสนใจ” เค้าว่า
เอาล่ะคราวนี้คนยิ่งมองกันเข้าไปใหญ่
“เหมือนเราจะจูบกันอะ” ผมร้องบอกคีย์จึงเอามือลง
“ทำไมไม่ตอบไลน์เลย”ร่างสูงตรงหน้าเลิกคิ้วถาม “เนี่ย แชตหนักขวา ไม่ถูกเปิดอ่านซักข้อความ”ว่าพร้อมเปิดหน้าจอให้ดูเป็หลักฐานด้วย
ผมจึงล้วงเอาโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วเปิดให้เค้าดูบ้าง “โทษที ผมไม่ได้เปิดแจ้งเตือนอะ” แล้วยิ้มแหยใส่เค้า
คีย์จ้องผมแล้วพยักหน้า “ดีจังนะ”
“โกรธเหรอ?” ผมถามทั้งที่สีหน้าเค้าชัดออกขนาดนั้น
“เปล่า คุณไปกินข้าวกับเพื่อนเถอะผมเห็นเพื่อนคุณอยู่โต๊ะโน้นอะ” เค้าบอกเสียงเรียบ ๆ พลางทำมือชี้ ๆ ไปข้างหลังอย่างไม่ใส่ใจ
“โกรธแหละ” ผมว่า “หน้านี้เลยกำลังจะงอน” แล้วยื่นหน้าไปใกล้เค้า “ไปกินข้าวด้วยกันนะ” ผมชวนกึ่งสั่งแล้วคว้ามือเค้าจูงไปยังโต๊ะที่มีเพื่อนรักผมนั่งอยู่
เป้าหมายอยู่ตรงนั้น หัวหยิกฟูเห็นแต่ไกล ที่นั่งหันหลังให้ผมคงเป็ไตเติ้ล มาถึงผมก็สะกิดให้ไตเติ้ลไปนั่งข้างขนมผิงแล้วยัดคนตัวสูงที่ลากมาเข้าไปแทนที่ ก่อนจะนั่งลงตาม
อีกสองคนหยุดทุกกิจกรรมแล้วมองผมกับคีย์ พร้อมยิ้มมีเลศนัย “เปิดตัวแล้วอ่อ?” ไตเติ้ลเริ่มก่อน
“จากคู่จิ้นเป็คู่จริงแล้วอ้ะ!” ขนมผิงบิดตัวเขินเล็กน้อย
“ใช่” ผมตอบขนมผิงทำท่ากรีดร้องในใจ “ตอนนี้กำลังงอนอยู่ด้วย” ผมชี้ไปที่คีย์
“เื่อะไรอะ?” ไตเติ้ลถามพลางตักข้าวใส่ปาก
“ฉันไม่ตอบแชตเค้าอะ”
เ้าของผมม้าเรียงสลวยรีบเคี้ยวรีบกลืน“ทำใจเลยเื่นี้” หันไปพูดกับคีย์ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือมาโชว์หน้าแชตส่วนตัวระหว่างผมกับมัน“อย่างกับน้ำหยดลงหิน”
“หินบอกหินมีแฟนก็ยังไม่ตอบอยู่ดี”ขนมผิงรับมุขต่อ พร้อมกับโชว์หน้าจอแชตของตัวเองด้วย“พวกเราล้วนเป็เหยื่อของการถูกทอดทิ้งค่ะ” แล้วก็ไถ ๆหน้าจอที่มีเพียงข้อความฝั่งขวาของมันเท่านั้น
“ฉะนั้น ไม่ใช่ว่ามันไม่ตอบแชตคุณ”ไตเติ้ลว่า
“แต่มันไม่ตอบแชตใครเลยจ้า”ขนมผิงสรุป
แล้วทั้งสองคนก็จ้องหน้าผม “โอเค ๆฉันจะตอบ ตอบแบบข้อความเข้าปุ๊บ ตอบปั๊บ”
“เข้าปุ๊บ” ขนมผิงส่งข้อความ
ติ๊ง
ผมกดโทรศัพท์ “ตอบปั๊บ”
แล้วขนมผิงก็โชว์คำว่า ‘ปั๊บ’ ที่ผมตอบให้ทุกคนดู“มันตอบแล้ว ๆ” ร้องบอกอย่างเริงร่า
“ฉันสัญญานะเพื่อน ว่าฉันจะอุทิศตนเพื่อโทรศัพท์ ฉันจะจับจดจับจ้องมันคอยเฝ้าวันเวลาที่ข้อความของพวกแกจะแจ้งเตือนขึ้นมา รวมถึงคุณด้วยผมจะไม่ปล่อยให้คุณเหงาอีก” ผมหันไปหาคีย์
“คุณประชด” เค้าว่า
“ใช่ แกประชด” ไตเติ้ลรับต่อ “แกแค่ต้องใส่ใจเว่ยไวน์”แล้วปรับเป็น้ำเสียงจริงจัง “กับเพื่อน มันไม่เหมือนกับแฟนอยู่แล้ว”
ผมเผลอพูดอะไรออกไปรึเปล่านะ ผมได้บอกพวกมันไหมว่าผมกับคีย์เป็แฟนกันแล้ว ก็ยังนี่นา
“เพื่อนหันกลับมาเมื่อไหร่ก็เจอ แต่แฟนอะ นาน ๆ เข้ามาทีนะ”ขนมผิงอธิบาย แต่ไตเติ้ลพยามกระทุ้งสีข้างให้หยุด
ถ้าผมพูดไปว่า เรายังอยู่ในสถานะ ‘เพื่อน’ คีย์จะโกรธไหมนะ ผมจะพูดยังไงดี เรารู้กันอยู่แก่ใจนั่นแหละแต่แค่ไว้ตอบคำถามพวกขี้สงสัย
“อุ๊ย แต่นั่งคู่กันอย่างนี้ พวกแกน่ารักว่ะ” ขนมผิงร้องแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นมา
“ทำอะไร จะถ่ายรูปเหรอ?” ผมถาม กลัวว่ามันจะทำอะไรพิเรนทร์อีก
“ได้มะๆ”
ผมหันไปส่งสายตาขอความเห็นกับคีย์ เค้าพยักหน้า ก่อนจะตั้งท่ายิ้มบางๆ ใส่กล้อง
ขนมผิงถ่ายแล้วยื่นหน้าจอมาให้ดู“เหมือนฉันนั่งอยู่ในซีรี่ส์วายเลยว่ะ พวกแกแม่งหล่อเกินคน” มันว่า “ขอถ่ายอีกรูปนะๆ” แล้วตั้งกล้องขึ้นมาใหม่
จังหวะนั้นเหมือนคีย์จะมีข้อความในโทรศัพท์มือถือเค้าเปิดดูก่อนจะบอกกับทุกคน “ขอตัวก่อนนะ” แล้วแตะไหล่ผมสองทีก่อนจะลุกขึ้น
ผมมองตามร่างสูงโปร่งของเค้าออกไปก็พบว่ามายด์มายืนรอก่อนแล้ว พวกเค้าคุยกันครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินจากไปด้วยกัน
“นี่ล่ะ ๆ มารผจญรักในซีรี่ส์อะ”ขนมผิงเบ้ปาก “เดี๋ยวก็ผ่านได้ ตอนจบแกสองคนก็ได้คู่กันอยู่ดีถ้ายังไม่มีใครคนใดคนหนึ่งต้องตายอะนะ” มันพูดสีหน้าจริงจัง
บางทีผมอาจจะไม่ใช่ ‘คน’ ในสายตายัยนี่ก็ได้นะ มันคงมองผมเป็พวกตัวละครฟิกเกอร์ ที่หลุดเข้ามาในโลกแห่งความจริงประมาณนั้น
กว่าผมจะได้สั่งข้าวมากินสองคนนั้นก็กินหมดแล้ว แต่ก็เบิ้ลด้วยขนม ผลไม้ และน้ำหวานโดยอ้างว่ากินเป็เพื่อนผม
ตอนนั้นในทีวีที่เปิดอยู่ในโรงอาหารกำลังออกอากาศข่าว่เที่ยงพวกนั้นสัมภาษณ์ใครสักคนที่ผมคุ้นหน้าคุ้นตา
[รู้สึกอย่างไรกับคลินิกที่ทำคนตายบ้างคะ?] เสียงนักข่าวถามไกล ๆ
หญิงผิวพรรณและหน้าตาดีในทรงผมที่เกล้าขึ้นโดยมืออาชีพ พร้อมกับการแต่งแต้มใบหน้าอย่างเนียนกริบสวมใส่คอลเลคชั่นใหม่จากดิออร์ เธอยิ้มอ่อน ๆ แล้วเปลี่ยนสีหน้าเป็กังวล
[ในฐานะสถาบันความงามรุ่นพี่ที่เปิดมานานกว่าสิบสี่ปี ก็ต้องเรียนว่าเรารู้สึกเสียใจและใต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนะคะวงการนี้เรารับไม่ได้กับการสูญเสียชีวิตที่เกิดจากความประมาทเลินเล่อของสถาบันค่ะอย่างไรแล้ว ดิฉันประธานบริหารบริษัทเอสเอ็มบิวตี้เซ็นเตอร์ที่มองเห็นคุณค่าของทุกชีวิตสัญญาว่าจะให้ประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมากกว่าแค่คำว่าไว้วางใจแก่ลูกค้าทุกท่านค่ะ]
ที่แท้...ก็เ้านายบริษัทเก่าของพี่วินนี่เอง คุณบุษบาบรรณ์...ทำไมนักข่าวถึงเจาะจงมาสัมภาษณ์เธอกันนะ ทั้งที่สถาบันความงาม Top10 ระดับเอเชีย ก็มีอยู่มากในเมืองไทย
ดูเผิน ๆเธอคนนี้เป็คนที่พูดจาหนักแน่น แฝงความปรารถนาดีมีจิตวิทยาในการใช้น้ำเสียงและสีหน้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งแววตาที่ดุดันและอ่อนโยนในเวลาเดียวกันพี่วินบอกว่าเธอเป็คนซับซ้อนและคาดเดาความคิดได้ยาก แต่ที่แน่ ๆ ผมไม่ถูกชะตากับเธอเท่าไรทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอแสดงบนสีหน้า มันแฝงอะไรประหลาดเอาไว้ด้วย
พี่วินทำงานอยู่กับเ้าหล่อนตั้งเก้าปีแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจออกมาทำธุรกิจเป็ของตัวเองพี่วินไม่ได้กล่าวโทษอะไรที่ทำงานเก่าแม้แต่คำเดียวแต่ผมพอดูออกว่าในนั้นต้องแผลงฤทธิ์อะไรบางอย่างจนพี่วินอดรนทนไม่ไหวต้องออกมาหาความสบายใจแทน เพราะปีสุดท้ายของการทำงานที่นั่นพี่วินดูทุกข์ทรมานกับการต้องตื่นไปทำงานในตอนเช้า และกลับบ้านมาอย่างไร้จิติญญาวนอยู่อย่างนี้ จากที่ยิ้มเก่ง ตอนนั้นพี่วินแทบไม่ยิ้มเลยเกือบปีจนเค้ากลับมาสดใสอีกครั้งตอนที่ได้รังสรร Didier Aesthetic Group ด้วยตัวเอง
แต่นั่นล่ะ... ความสดใสนั้นกลับถูกบดบังอีกครั้งใน่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาอีกครั้ง
แล้วรายการก็ตัดมาเป็สกู๊ปที่กำลังพูดถึงความผิดพลาดของบริษัทเราอาณาจักร Didier ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้เพียงสองปีกำลังถูกโจมตีอย่างหนัก พวกนั้นที่เม้าธ์มอยผมคงกำลังดูข่าวนี้แล้วกระหยิ่มยิ้มอย่างสะใจไปด้วย
ไตเติ้ลกับขนมผิงกำลังแสดงความเป็ห่วงผมผ่านทางสีหน้าผมพยักหน้ารับแสดงท่าทีว่าโอเค แต่ก็เลือกออกไปจากที่นี่ดีกว่า
ผมเดินออกมาโดยไม่รู้จะไปไหนที่หน้าจอ ไม่มีแจ้งเตือนไลน์จากคีย์ ทั้ง ๆ ที่ผมตั้งค่าเปิดแจ้งเตือนไว้แล้วถึงจะสงสัยว่าเค้าไปไหนกับมายด์ แต่ก็ไม่อยากถาม
ไม่ได้อยากรู้หรอกนะแต่ทำไมต้องหายกันไปสองคนด้วย
“น้องไวน์ใช่มั้ยครับ?” มีคนเรียกผมให้หลุดออกจากภวังค์
ผมเงยหน้าขึ้นมามองเค้า เค้าสูงพอ ๆกับคีย์เลย ลุคเค้าดูแบด ๆ ทรงผมแบบนี้ที่พี่พิมพ์ช่างผมประจำตัวเรียกว่า Surfcutเซ็ตเปิดผมข้างหน้าแล้วไล่ระดับเป็จะงอยผมยาวด้านหลังแถมยังย้อมสีบรอนซ์เทาอีกด้วย
โคตรคูล! เค้าเท่อะ
“ใช่ครับ” ผมตอบด้วยสีหน้างง ๆ
แล้วเค้าก็ยื่นโทรศัพท์มาตรงหน้าผม มันเป็รูปหนึ่งในไอจีส่วนตัวผมแต่นั่นก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แค่รูปที่ผมถ่ายชิค ๆ ที่คาเฟ่หรือมันมีใครอยู่ในนั้นอีกเหรอ ผมโน้มหน้าเข้าไปดูใกล้ ๆ
“ในนี้ไม่มีอะไรหรอก” คนแปลกหน้าบอกพร้อมกลั้วขำนิดหน่อย “น้องน่ารักไม่คิดว่าจะได้เจอตัวจริงที่นี่” เค้าอธิบาย “พี่เคยเห็นคลิปตอนรีวิวคลินิกด้วยนะที่บอกว่าเป็ตึกห้าชั้นอะ รีวิวน่ารักดี จนไม่ได้มองว่าพูดถึงอะไรบ้าง”
ผมพยักหน้าแล้วยิ้มตอบ มันก็เขิน ๆ นะ ชมกันต่อหน้าต่อตาแบบจู่โจมขนาดนี้ ผมไม่รู้ว่าหน้าผมมันละลายจนเหมือนตัวหนอนรึเปล่า
“พี่ชื่อไดม่อน” เค้าบอก
“อ่อ ครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
“ขอไลน์หน่อยดิ่” เค้าว่าพร้อมยื่นคิวอาร์โค้ดคอนแทคมาให้
ก็ต้องแอดไปล่ะเนาะ เค้าขู่เข็ญ เอ้ย ขอขนาดนี้แล้ว
สุดท้ายเราก็ได้เป็เพื่อนกันในไลน์ ผมจะพยายามตอบแชตพี่ก็แล้วกันนะครับเผื่อพี่จะยังไม่รู้ แหะ ๆ
“เย็นนี้ ถ้าไม่ไปไหน ไปกินเค้กกันนะครับ เพื่อนพี่เปิดคาเฟ่ใหม่อยู่ถัดจากมาร์เก็ต-สแควร์ไปนิดเดียว” เค้าชวนอีก
เลยเหรอออ ชวนกินเค้กเลยเหรอออ...
“ครับ” ผมตอบ “กี่โมงครับ” นั่น
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก รวมถึงผมเช่นกันทำไมการปฏิเสธใครสักคนมันยากจังนะ ไม่หรอก เพราะเค้าดูดีต่างหากใครจะปฏิเสธคนดูดีล่ะ ถูกไหม?
“เดี๋ยวพี่ทักไปบอกในไลน์นะ ต้องเข้าเรียนละ”พี่ไดม่อนโบกมือพร้อมเดินจากไป
ภาพที่ผมมองตามหลังเค้า คือคีย์ที่ยืนถัดไปเพียงนิดเดียวเค้าแกล้งทำท่าโบกมือทักทายผม “มีคนมาจีบอ่อ?” แล้วก้าวขายาว ๆ ตรงเข้ามา
“อือ ใช่” ผมพยักหน้า “เค้าชวนไปกินข้าวด้วยนะ ไม่ใช่สิ ไปกินเค้ก”
คีย์ดูละล้าละลังเล็กน้อย “วันไหนล่ะ กี่โมง?”
“วันนี้ แต่ยังไม่รู้เวลา เดี๋ยวเค้าไลน์มาบอก”
คนตัวสูงทำหน้าทึ่ง ๆ “อ่านไลน์เค้าด้วยล่ะ”
“รู้แล้ว ตั้งแจ้งเตือนไว้แล้วเนี่ย” ผมยกโทรศัพท์ขึ้นมาแกว่งโชว์
“บอกละกันว่ากี่โมง เดี๋ยวไปส่ง” เค้าว่า เลิกคิ้วทะเล้น
“จะไปส่งทำไม” เร้าให้คนฟังชะงักไปนิดหนึ่ง “ไปด้วยกันนี่แหละ” ผมบอกพร้อมยกคิ้วยียวนตอบกลับไป