บทที่ 32 พ่อจะจัดการซิงซิง
นึกไม่ถึงว่าโจวเต๋อจะเป็โรคหลอดเืสมอง!
เขาอายุเพิ่งสี่สิบต้น ๆ และการตรวจร่างกายตามปกติก็ไม่พบปัญหาใด ๆ แต่เมื่อกลับจากสถานที่เกิดเหตุจนกลับถึงบ้าน คาดไม่ถึงว่าจะล้มลงไปกับพื้น
ทุกคนในตระกูลโจวทั้งหมดต่างใ รีบเรียกรถพยาบาลทันที และเื่ราวเลวร้ายก็เกิดขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่ทุกคนในตระกูลโจวขึ้นรถพยาบาลแล้ว พวกเขาก็เร่งเร้าให้คนขับเร่งความเร็วพลางข่มขู่คนขับรถไปด้วย
ว่ากันว่าคนในรถเป็คนตระกูลโจวผู้ร่ำรวยและมากอำนาจที่สุดในเมืองเฉิง หากการรักษาล่าช้า แพทย์และคนขับรถทุกคนไม่มีทางจะได้อยู่เป็สุขแน่! แต่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ขึ้น
รถพยาบาลชนกับรถบรรทุกที่ทางแยก ซึ่งนั่นไม่เพียงทำให้การรักษาของโจวเต๋อล่าช้าเท่านั้น แต่ครอบครัวตระกูลโจวที่อยู่ในรถต่างได้รับาเ็กันทั้งหมด
ในบรรดาพวกเขา คนที่ได้รับาเ็สาหัสที่สุดคือโจวอี้เฉวียน ซึ่งขาหักและกรีดร้องด้วยความเ็ป!
หลังจากเกิดความตื่นตระหนก คนที่ควรได้รับการรักษาต่างเข้ารับการรักษา
เมื่อโจวเต๋อตื่นขึ้นมาในที่สุด เขาก็พบว่าร่างกายครึ่งหนึ่งของเขาขยับไม่ได้ และปากของเขาก็เบี้ยว! เขาอายุแค่สี่สิบเท่านั้น! จะไปทำธุรกิจอย่างไร และจะเล่นกับเด็กน้อยยังไง!
โจวเต๋อใช้ครึ่งตัวที่พอขยับได้หยิบข้าวของในห้องเขวี้ยงทำลายระบายอารมณ์ ภรรยาของเขาซึ่งอายุน้อยกว่าเขามากกว่ายี่สิบปีทำได้เพียงร้องไห้ ส่วนลูกชายวัยหกขวบของเขาก็ได้แต่ตกตะลึงเช่นกัน
โจวเต๋อรู้สึกสิ้นหวังอย่างมาก ตามมาด้วยความเกลียดชังที่เพิ่มทวีคูณ
ทั้งหมดเป็ความผิดของอินเสิน
เขาต้องให้อินเสินได้ชดใช้เป็ร้อยเท่าพันเท่า!
แต่เื่ที่สำคัญตอนนี้คือการรักษา
โจวเต๋อสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพูดกับภรรยาของเขา
“หนีไปวัดเต๋าบนูเาไท่เหยียนและขอให้นักบวชเต๋าคนที่มีอำนาจในนั้นเข้ามาดู”
นักธุรกิจมักจะเชื่อแบบนี้ ในเมื่อ่นี้ทุกอย่างไม่ได้ราบรื่น เขาจำเป็ต้องหาใครสักคนมาดูแล้ว
ความสนใจทั้งหมดของตระกูลโจวมุ่งเน้นไปที่โจวเต๋อซึ่งเป็บ่อเงินบ่อทอง และพวกเขาคอยเป็ธุระจัดการให้โจวเต๋อ
แน่นอนว่าโจวอี้เฉวียนไม่มีใครสนใจ
โจวอี้เฉวียนร้องคร่ำครวญด่าสาปเสียงดังไปทั้งห้องผู้ป่วยเมื่อมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามา
ขณะเดียวกันเซี่ยจื่ออวี้ก็ได้รับาเ็จากน็อตที่อยู่ในขาของเขา
เมื่อโจวอี้เฉวียนเห็นเซี่ยจื่ออวี้ก็เหมือนผีเห็นผี
“แม่งเอ๊ย! ทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่ รปภ.!!”
เซี่ยจื่ออวี้หมุนมีดผีเสื้อในมือของเขาแล้วแสยะยิ้ม รอยขีดข่วนบนใบหน้าของเขาดูน่าพรั่นพรึง แต่รอยยิ้มของเขากลับดูสง่างาม
เขาต้องไปต่างประเทศแล้ว ไม่มีเวลาที่จะแก้แค้นโจวอี้เฉวียน แต่เขาก็ยังมาให้บทเรียนแก่โจวอี้เฉวียนได้
โจวอี้เฉวียนะโเพียงไม่กี่คำก่อนจะโดนเซี่ยจื่ออวี้เดินเข้ามาปิดปากไว้ มีดในมือของเซี่ยจื่ออวี้สะท้อนแสงเย็นวาบ
“จะลงมือกับฉันยังไงก็ได้ แต่นึกไม่ถึงว่าจะกล้าลงมือกับซิงซิง”
“โจวอี้เฉวียน รักษาสุขภาพให้แข็งแรงและมีชีวิตอยู่ต่อไป รอฉันกลับมา”
รอยยิ้มของชายหนุ่มราวกับปีศาจ ไม่ทันไรมีดยาวในมือพลันแทงลงมา!
…..
ทันทีที่อินเสินจัดการทั้งสองเื่เสร็จสิ้นแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงซิงซิง เขาบังคับตัวเองไม่ให้คิดถึงคนที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เขาก็ได้รับข้อความ…
เซี่ยจื่ออวี้ขึ้นเครื่องบินไปแล้ว
ไม่มีการทักทาย ไม่มีการบอกลา ข้อความนี้มาจากบอดีการ์ดของเขา เ็าและเกลียดชัง เป็ความสัมพันธ์เหมือนกับพี่น้องทุกคน
พร้อมกับข่าวนี้ยังมีภาพของโจวอี้เฉวียนที่ตัวเปื้อนเืพร้อมคำบรรยาย ‘พี่ชาย ฉันไประบายความโกรธมาแล้ว อย่าถือสาเลย ช่วยไปทำความสะอาดให้เรียบร้อยด้วย’
อินเสินถอดสายตาจากจอโทรศัพท์ เซี่ยจื่ออวี้ยังไม่วายสร้างปัญหาให้ก่อนจากไป เขานี่มันเป็ไอ้เด็กเลวจริง ๆ
อินเสินดึงสติกลับมาและคิดเกี่ยวกับการเลี้ยงดูซิงซิง
ตอนนี้มีเื่ของโจวเต๋อและเื่ที่ซิงซิงป่วย
เื่การหาบ้านให้ซิงซิง ไว้ค่อยคิดแล้วกัน
ในขณะนี้อินเสินได้รับข้อความจากผู้ช่วยของเขา
การเจรจาสัญญาที่เขาติดตามมาตลอดก่อนหน้านี้สำเร็จแล้ว ตอนนี้เขาต้องเดินทางไปสองสามวันเพื่อหารือเกี่ยวกับการจัดการโดยละเอียดแล้วจึงเซ็นสัญญา
ผู้ช่วยลงรายละเอียดตารางการเดินทางอย่างละเอียดถี่ถ้วนจนถึงนาทีต่อนาที เป็เื่ปกติมากที่อินเสินจะเดินทางไปทำธุรกิจเป็เวลาสามวัน แต่อินเสินกลับขมวดคิ้ว
ทำไมถึงต้องเป็ตอนนี้ด้วยนะ
ซิงซิงยังป่วยอยู่ ทั้งภายนอกก็ยังมีภัยคุกคาม
เขาไม่อาจทิ้งซิงซิงไว้ให้ใครดูแลได้ เขาไม่ไว้ใจใครเลย ทว่าสัญญานี้ก็สำคัญมากเช่นกัน มันจะนำมาซึ่งผลประโยชน์มากมายแก่เขา...
นิ้วเรียวของเขาเคาะโต๊ะโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากบางเม้มแน่น ตลอดชีวิตของเขาไม่เคยต้องพะวงเกี่ยวกับใคร
เลขาซุนเคาะประตูแล้วเดินเข้ามา สิ่งที่เห็นคือภาพที่เ้านายกำลังครุ่นคิด ซึ่งเป็ภาพที่ดูมีพลังงานบางอย่าง
เธอกลืนน้ำลายและพูดอย่างระมัดระวัง
“ประธานอิน ซิงซิงตื่นแล้วค่ะ ดูเหมือนจะดีขึ้นเล็กน้อย คุณอยากไปดูหน่อยไหมคะ”
อินเสินหยุดเคาะนิ้วบนโต๊ะ
ใน่สั้น ๆ คนเรียกรู้สึกขนลุกในความเงียบ อินเสินยืนขึ้นและพยักหน้าเล็กน้อย
……
ซิงซิงนอนหลับสบายใจเฉิบอยู่ในห้องนั่งเล่น
เลขาซุนดูแลคนได้ดีมาก สักพักก็อุ้มซิงซิงแล้วป้อนน้ำให้ จากนั้นก็เก็บผ้าห่มผืนเล็กของเธอออกไป แม้ว่าซิงซิงจะยังเวียนหัวและเจ็บป่วย แต่ในที่สุดใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอก็มีสีขึ้นมาบ้าง
เ้าแป้งก้อนกะพริบตากลมโตแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง
ตอนนี้ท้องฟ้ามืดแล้ว ท้องฟ้ายามพลบค่ำมีพื้นหลังสีน้ำเงินเข้ม และดวงดาวที่สุกใสก็มองเห็นได้ราง ๆ ซิงซิงจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างครู่หนึ่ง จากนั้นจับนิ้วก้อยแล้วพูดกับตัวเองเบา ๆ
“พี่หกไปแล้ว...”
พี่หกห่างไปไกลแล้ว และเธอก็ไม่ได้บอกลาเขาดี ๆ เลยด้วยซ้ำ
จมูกเล็ก ๆ ของเธอแสบเล็กน้อยพลางหายใจเข้า แต่ว่าพี่หกรอดพ้นจากอันตรายแล้ว ซิงซิงมีความสุขกับพี่หกด้วยนะ
ซิงซิงจะรอให้พี่หกกลับมาอย่างแน่นอน!
พอพี่หกกลับมาแล้ว เขาจะต้องมีของขวัญมาฝากซิงซิงใช่ไหมนะ
ซิงซิงคิดเกี่ยวกับเื่นี้และทำให้ตัวเองหัวเราะอีกครั้ง มือเล็กจับใบหน้ากลม ลักยิ้มน่ารักของเด็กน้อยก็ขยับไปมาอย่างมีความสุข
ทันใดนั้นประตูห้องนั่งเล่นก็เปิดออก
อินเสินมองดูซิงซิงพึมพำเบา ๆ
“ดูเหมือนว่าจะฟื้นตัวเร็วดีนะ”
ซิงซิงไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดเย้าแหย่ของอินเสิน เธอแบมือเล็กออกหันไปทางอินเสิน
“พี่ใหญ่! อุ้มหน่อย!”
ซิงซิงมีความพัฒนาในการออดอ้อนและขอกอดมากขึ้นเรื่อย ๆ ใบหน้าเล็กเปรียบเสมือนแสงอาทิตย์ดวงน้อยที่ทำให้หัวใจอบอุ่น อินเสินกลับไม่ได้ก้าวไปข้างหน้าในทันที แต่กล่าวว่า
“เซี่ยจื่ออวี้ไปแล้ว”
ซิงซิงเม้มริมฝีปาก “ซิงซิงรู้...”
ใบหน้าเล็กของเธอดูเศร้าอย่างเห็นได้ชัด
อินเสินรู้สึกยินดีอย่างน่าประหลาดเกี่ยวกับความโชคร้ายของคนอื่น แต่ก็รู้สึกไม่มีความสุขเล็กน้อยเช่นกัน
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็ว คิ้วของเธอเป็รูปพระจันทร์เสี้ยว
“แต่ซิงซิงยังมีพี่ใหญ่อยู่ พี่ใหญ่จะอยู่ข้างซิงซิงและรอพี่หกกลับมา”
ขณะที่พูดมือเล็กของเธอก็เหยียดออกเพื่อรอการกอด
เลขาซุนกังวลแทบแย่อยู่แล้ว ประธานอินไม่ยอมเข้าไปกอดหรือนี่!
ประธานอิน นี่ท่านคงไม่ได้เล่นยาใช่ไหม
ไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลาของอินเสิน “ฉันรอเขาก็บ้าแล้ว”
หลังจากพูดจบ ในที่สุดเขาก็ก้าวไปข้างหน้าและกอดซิงซิงไว้ซิงซิงซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของพี่ชายอย่างมีความสุข หัวใจดวงน้อยเบิกบานเป็ที่สุด
พี่ใหญ่และพี่หกแตกต่างกัน เขาไม่เคยยิ้มให้เธอ วาจาก็ร้ายกาจ แต่ว่าพี่ใหญ่แข็งแกร่งมาก เขาพาเธอออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ช่วยชีวิตพี่หกและยังกอดเธออยู่บ่อยครั้ง...
ซิงซิงชอบพี่ใหญ่มากเช่นกัน!
เธอโอบแขนรอบคอของอินเสิน เอ่ยกระซิบข้างหูเขา
“พี่ใหญ่เก่งมากเลย ซิงซิงชอบพี่ใหญ่มาก”
อินเสินหยุดอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก เนิ่นนานกว่าจะเอ่ยปากพูดออกมา
“อืม”
……
ซิงซิงยังไม่หายจากอาการป่วย
หลังจากอ้อนอยู่ในอ้อมแขนของอินเสินได้พักหนึ่ง เธอก็รู้สึกง่วงอีกครั้ง ในไม่ช้าก็ผล็อยหลับไปบนไหล่ของอินเสิน
อินเสินวางซิงซิงลงเบา ๆ พลางสูดหายใจเข้าลึก ๆ และเตรียมที่จะยกเลิกการเดินทางไปเจรจาธุรกิจครั้งนี้ ส่วนสัญญานั้นเขาจะขอโทษอย่างถูกต้องและพยายามเพิ่มผลประโยชน์ให้มากที่สุด ถ้าอีกฝ่ายปฏิเสธจริง ๆ ก็ช่างมันไปเถอะ
ก็แค่การสูญเสียเท่านั้น
ขณะที่อินเสินเดินออกจากห้องพัก เขาก็เตรียมให้ผู้ช่วยของเขาโทรไปยกเลิกการงานที่รออยู่ แต่ดันมีสายเข้ามาก่อน
ความประหลาดใจปรากฏขึ้นในดวงตาของอินเสิน
เขารับโทรศัพท์
“ครับพ่อ โทรหาผมมีธุระอะไรเหรอครับ”
เสียงที่ปลายสายของโทรศัพท์นิ่งสงบ
“แกส่งเซี่ยจื่ออวี้ไปแล้ว?”
แม้ว่าอินเสินจะรับสาย แต่เขาก็ก้มศีรษะด้วยความเคารพ “ใช่ครับ”
เสิ่นเฉินโจวนั่งบนโซฟาหนัง ััตัวหมาป่าที่อยู่ด้านข้าง ในมือถือซิการ์อยู่ และมีชายคนหนึ่งนอนเปื้อนเือยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา
“ฉันก็ไม่ได้สนใจกิจการของแกมานานแล้ว บังเอิญ่นี้ฉันอยู่ที่เมืองเฉิง”
“พรุ่งนี้แกมาหาฉันละกัน รายงานสิ่งที่แกทำและผลลัพธ์ใน่ไม่กี่ปีมานี้หน่อย”
หัวใจของอินเสินเต้นรัว เขาตอบ “ครับ” ก่อนจะวางสาย
ครั้งล่าสุดที่เขารายงานกับพ่อคือเมื่อหกปีที่แล้ว ครั้งนั้นเขาต้องทนกัดฟันเอาของทุกอย่างจากบ้านหลังนั้นออกมาเผาภายใต้การจ้องมองของพ่อ
“อินเสิน ฉันบอกแกแล้ว ว่าแกไม่ควรใช้ความรู้สึกและความอ่อนโยน” พ่อของเขากล่าวในเวลานั้น
แล้วคราวนี้ล่ะ
พ่อต้องรู้เื่ที่เขาสละโอกาสในการทำกำไรอันยอดเยี่ยมเพื่อซิงซิงแน่ ๆ
ครั้งนี้พ่อจะทำอะไรอีก?
ตอนนี้อินเสินรู้สึกหนาวไปทั้งตัว