แสงอโศกยามอัสดงสาดส่องผ่านช่องบัญชรของปราสาททองคำ ก่อเกิดเป็เงาทอดยาวอาบไล้ไปบนแผนที่หนังพยัคฆ์ที่กางอยู่เบื้องหน้าของ วายุ ในร่างทศกัณฐ์หนุ่มผู้สง่างาม บนแผนที่นั้นมิได้ปรากฏเพียงเส้นทางเดินทัพของกองทัพวานรหรือตำแหน่งที่ตั้งของพลับพลาพระราม หากแต่มีจุดสีแสงวิบวับจากอาคมที่วายุแต้มไว้ ซึ่งแสดงถึงความหนาแน่นของผู้ใช้งาน ศิลาเนตรทิพย์ ในแต่ละหัวเมือง
วายุประทับนิ่ง ดวงตาเพลิงจดจ้องไปยังรายงานอักขระทองคำที่ลอยเด่นอยู่กลางอากาศ ซึ่งส่งตรงมาจากขุนคลังแก้ว นนทสูร เนื้อความในรายงานนั้นทำเอาคิ้วเข้มของจอมั์ขมวดมุ่น
"ฝ่าา... บัดนี้สถานการณ์ใน ตลาดมหาเวก และ เมืองนาคราช ตึงเครียดถึงขีดสุดขอรับ" เสียงของนนทสูรดังแว่วมาจากศิลาเนตรทิพย์เครื่องต้น "บัดนี้เกิดกลุ่ม 'เปรตการค้ามืด' ที่เป็พวกวิทยาธรนอกคอกและั์สัมภเวสี พากันกวาดซื้อศิลาเนตรทิพย์ล็อตล่าสุดไปจนเกลี้ยงแผงในราคาปกติ แล้วนำไปป่าวประกาศ กักตุนโก่งราคา ขายต่อหน้าอาศรมและโรงชำเราในราคาที่สูงลิบลิ่ว บางรายถึงกับเรียกรับแก้วมณีรัตน์สูงถึง 300 ดวงต่อเครื่อง! มิเพียงเท่านั้น พวกมันยังใช้อาคมพรางตาปิดบังใบหน้าเพื่อมิให้กองตรวจการของลงกาจับกุมได้ขอรับ!"
วายุพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ พลางแสยะยิ้มที่มุมปาก "หึ... พวก พ่อค้าฉวยโอกาส หน้าเืพวกนี้มีอยู่ทุกยุคทุกสมัยจริงๆ สินะ ไม่เว้นแม้แต่ในโลกที่มีเทวดาและอสุราเดินปะปนกัน"
"ฝ่าาจะให้ กระหม่อม ส่ง กองกำลังอสุราพยัคฆ์ ออกไปกวาดล้างพวก เปรตตลาดมืด เหล่านี้หรือไม่ขอรับ? กระหม่อม พร้อมจะสกัดกั้นมิให้พวกมันนำสินค้าของเราไปแสวงหากำไรเกินควร!" นนทสูรเสนอด้วยน้ำเสียงดุดัน
"ช้าก่อน นนทสูร..." วายุเอ่ยขัดพลางเอนหลังพิงพนักแท่นบรรทม "การใช้กำลังกวาดล้างนั้นง่ายดายประดุจดีดนิ้ว แต่ผลเสียที่ตามมาอาจจะมหาศาลกว่าที่ เ้า คิด หากเราไล่ล่าพวก คนกลางหน้าเื เหล่านี้ พวกมันก็จะยิ่งกบดานลึกขึ้น และราคาสินค้าก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปอีกเพราะ 'ค่าความเสี่ยง' สุดท้ายผู้ที่ซวยที่สุดก็คือเหล่าราษฎรและดาบสที่อยากได้ศิลาไปใช้งานจริงๆ"
เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเผยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ออกมา "และที่สำคัญที่สุด... หากเราออกตัวแรงใช้กองทัพั์ไปไล่ล่ากวาดล้างอย่างโจ่งแจ้ง ความลับเื่ที่ลงกาเป็เ้าของเทคโนโลยีศิลาเนตรทิพย์ก็จะรั่วไหลไปถึงหูพวกฝ่ายธรรมะเร็วยิ่งขึ้น เ้า คิดดูสิ... หากพวก พระราม หรือพวกเทวดาหน้าบางรู้เข้าว่าเครื่องมือสื่อสารที่พวกมันกำลังหลงใหลติดกันงอมแงมอยู่นี้ มาจากน้ำมือของจอมั์แห่งลงกา พวกมันย่อมต้องหาทาง 'สั่งปิดกั้น' หรือประกาศสั่งห้ามเหล่าไพร่พลวานรใช้งานศิลานี้เป็แน่! ซึ่งนั่นย่อมไม่เป็ผลดีต่อแผนการใหญ่ของ เรา"
วายุใช้นิ้ววาดวงกลมลงบนแผนที่หิมพานต์ต่อ "ในเมื่อเราห้ามความโลภของมนุษย์และอสุรามิได้ เราก็จงใช้ความโลภนั้นให้เป็ประโยชน์เสียสิ! นนทสูร... เ้า เคยได้ยินเื่ 'ข่ายใยตัวแทนอาคม' (ระบบตัวแทนจำหน่าย) หรือไม่?"
"ข่ายใย... ตัวแทน... มันคือวิชาอาคมสายใดหรือขอรับฝ่าา?" นนทสูรทวนคำด้วยความมึนงง
วายุหัวเราะในลำคอ "มันมิใช่อาคมสังหาร แต่มันคืออาคมแห่งการครองใจคนด้วยผลประโยชน์ ฟังให้ดีนะ... บัดนี้เราขายศิลาเนตรทิพย์ผ่านร้านค้าของเราเองเพียง 12 แห่งทั่วชมพูทวีป ซึ่งมันไม่เพียงพอต่อความ้าที่มีมากกว่า 10 ล้านราย การที่พวก พ่อค้ากักตุน ซื้อไปขายต่อ นั่นแสดงว่า 'ช่องทางการกระจายสินค้า' ของเรามันใช้ไม่ได้เื่!"
"เราจะเปลี่ยนวิกฤตนี้ให้เป็โอกาส เรา จะให้ เ้า ประกาศออกไปทั่วทุกสารทิศว่า ลงกาเปิดรับสมัคร 'ตัวแทนกระจายบุญบารมี' ใครก็ตามที่มีหน้าร้าน มีอาศรม หรือแม้แต่พวกพรานป่าที่เดินทางข้ามทวีปบ่อยๆ สามารถมาลงทะเบียนรับศิลาไปขายต่อได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย!"
วายุเริ่มอธิบายกลยุทธ์ที่ล้ำสมัยกว่ายุคสมัยของลงกาหลายพันปี "เราจะแบ่งระดับตัวแทนออกเป็ชั้นๆ ตามบารมีและยอดขาย ตัวแทนชั้นที่ 1 (ระดับมหานคร) เรา จะให้โควตาศิลาเดือนละ 100,000 เครื่อง พวกเขาจะได้รับราคาพิเศษที่ถูกลงกว่าเดิม เพื่อให้มีกำไรไปหล่อเลี้ยงบริวาร ส่วนตัวแทนชั้นที่ 2 และ 3 ก็ลดหลั่นกันไปตามกำลัง"
"ฝ่าา! เช่นนั้นเรามิเสียผลกำไรไปให้พวก พ่อค้าท้องถิ่น เ่าั้หมดหรือขอรับ?" ขุนคลังแก้วท้วมถามด้วยความเสียดาย
"โง่เขลาจริงนะ นนทสูร!" วายุตวาดเบาๆ อย่างไม่ถือสา "กำไรจากตัวเครื่องน่ะมันเป็แค่เศษเสี้ยว! สิ่งที่ เรา ้าคือ 'ฐานผู้ใช้งาน' (ยูสเซอร์ เบส) ยิ่งคนมีศิลาเนตรทิพย์ในมือมากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะยิ่งใช้พลังงานตบะเติมเงินเข้าไปในระบบ 'ข่ายใยมนตรามหาละลวย' (ติ๊กต็อก) เพื่อดูนิมิต ซื้อของใน 'ตะกร้าสุวรรณ' และโอนแก้วมณีรัตน์ให้เหล่านางอัปสรที่พวกเขาชื่นชอบ... เงินพวกนั้นต่างหากที่เป็ขุมทรัพย์ที่แท้จริงที่ลงกาจะได้รับ!"
"ยิ่งไปกว่านั้น..." วายุเน้นเสียง "การทำเช่นนี้จะเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็มิตร เ้า คิดดูสิ... หากเศรษฐีวานิชหรือเ้าเมืองต่างๆ มีรายได้มหาศาลจากการขายศิลาเนตรทิพย์ของเรา พวกมันจะยังอยากร่วมมือกับพระรามเพื่อมารบกับลงกาอีกหรือไม่? ใครจะอยากทุบหม้อข้าวตัวเองทิ้งกันเล่า?"
นนทสูรนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะทรุดตัวลงกราบแทบเท้าของวายุผ่านภาพนิมิต "ฝ่าาปราดเปรื่องยิ่งกว่าพรหมธาดาเสียอีก! การใช้ผลประโยชน์ผูกมัดใจคนเช่นนี้ ช่างเยือกเย็นและทรงพลังยิ่งนัก กระหม่อม เข้าใจแล้วขอรับ บัดนี้ กระหม่อม จะรีบไปร่าง 'พระสุพรรณบัฏตราตัวแทน' (ใบอนุญาตสิทธิ์ในการจำหน่ายสินค้าอย่างเป็ทางการ) และจัดตั้งศูนย์รับสมัครตามหัวเมืองต่างๆ ทันที!"
"เดี๋ยวก่อน..." วายุสั่งขัด "ก่อนจะไป เ้า จงบอกสถานะการเงินล่าสุดใน 'คลังแก้วโกสีย์' มาให้ เรา ฟังเสียก่อน"
นนทสูรรีบหยิบสมุดบัญชีที่ทำจากใบลานทองคำออกมาเปิด "กราบทูลฝ่าา บัดนี้ในคลังมีแก้วมณีรัตน์หมุนเวียนอยู่ประมาณ 75 ล้านดวงขอรับ หากนับรวมสินทรัพย์ถาวร ทั้งที่ดินคูเมือง โรงหลอมอาวุธ และสินค้าค้างสต็อกรวมทั้งหมดก็น่าจะถึง 450 ล้านดวง... ทว่า รายจ่ายประจำเดือนของเราก็สูงถึง 25 ล้านดวง โดยเฉพาะค่าใช้จ่าย 'พิเศษ' ของฝ่าาในอดีตที่เบิกไปใช้สอยส่วนตัวถึงเดือนละ 12 ล้านดวง..."
วายุได้ยินดังนั้นก็แทบจะกุมขมับ "ไอ้ทศกัณฐ์คนเดิมนี่มันช่างผลาญเงินเก่งเสียจริง! เอาเงินไปทำอะไรนักหนาตั้งเดือนละ 12 ล้านดวง แต่กลับเหลือเงินสดไว้ให้ เรา แค่ 500,000! สงสัยเอาไปเลี้ยงนางสนมจนหมดวังล่ะมั้ง"
เขาถอนหายใจยาวพลางปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม "นนทสูร จงโอนแก้วมณีรัตน์มาให้ เรา 50 ล้านดวง เรา จะนำไปเป็ทุนรอนในการทำพิธีหลอม 'ศิลาเนตรทิพย์ รุ่นเถลิงศัสตรา' จำนวน 50 ล้านเครื่องด้วยระบบมนตรา์"
"50 ล้านเครื่อง!!" นนทสูรใจนเสียงหลง "ฝ่าาจะทำออกมามากมายถึงเพียงนั้นเชียวรึขอรับ? เราจะเอาไปขายใครกัน?"
วายุคลี่ยิ้มอย่างมั่นใจ แววตาของเขาสะท้อนภาพความฝันอันยิ่งใหญ่ "เรา จะขายให้ทุกคนในชมพูทวีป! ั้แ่พญาวานรบนยอดเขา ไปจนถึงนาคราชใต้มหาสมุทร เป้าหมายของ เรา คือการทำให้ 'แบบเดิมๆ ที่ไม่ผ่านมนตราสื่อสาร' (ออฟไลน์) กลายเป็เื่ล้าสมัย ใครไม่มีศิลาเนตรทิพย์ในมือ ผู้นั้นคือคนเถื่อนที่ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม!"
"จงไปดำเนินการตามที่ เรา สั่ง ขยายข่ายใยตัวแทนออกไปให้ไกลที่สุด ใครขัดขวางจงใช้แก้วมณีรัตน์ฟาดหัวมัน ใครยอมสยบจงประทานความมั่งคั่งให้มัน... ไปได้!"
เมื่อภาพนิมิตของนนทสูรหายไป วายุก็เอนกายลงนอนกอดอกพึมพำกับตัวเอง "50 ล้านเครื่อง... ถ้าขายหมดล่ะก็ เรา จะมีแต้มระบบพุ่งกระฉูดจนสามารถซื้อศรพรหมาสตร์มาเก็บไว้เป็ของเล่น หรือจะซื้อ ผิวรูปลักษณ์ใหม่ (สกิน) ชุดเกราะทองคำขาวมาใส่เดินเล่นกลางสนามรบก็ยังได้... ใครบอกว่าทศกัณฐ์ต้องตายด้วยธนู? คอยดูเถอะ ข้า จะทำให้พระรามต้องพ่ายแพ้ต่อยอดการสั่งซื้อผ่านมนตราของกษัตริย์แห่งลงกาผู้นี้!"
ในขณะเดียวกัน ณ มุมมืดของตลาดมหาเวก กลุ่มชายลึกลับในชุดคลุมสีดำกำลังซุ่มดูเหล่าคนงานที่สวมชุดเครื่องแบบลวดลายเกลียวคลื่นกำลังเร่งติดประกาศเื่การรับสมัครตัวแทนจำหน่ายไปทั่วกำแพงเมือง
"หึ... 'ตัวแทนกระจายบุญบารมี' งั้นรึ? ช่างเป็กลอุบายที่แยบยลจนน่าขนลุก" ชายในชุดคลุมแสยะยิ้มเห็นฟันเลี่ยมทอง พลางจ้องมองไปที่ตราสัญลักษณ์รูปมหาสมุทรล้อมรอบศิลาบนประกาศนั้น "ไม่มีใครรู้เลยว่าประกาศเหล่านี้แท้จริงแล้วมาจากที่ใด เพราะพวกมันใช้ชื่อ 'ศาลาจตุรสมุทร' (ซึ่งเป็กิจการในเครือของ กองคลังแก้วโกสีย์ ภายใต้การดูแลของ นนทสูร) เป็ผู้ดำเนินการติดประกาศทุกสาขา..."
เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความฉงน "จอมั์ทศกัณฐ์ที่ เรา เคยรู้จัก (หมายถึงสิ่งที่เขารับรู้มา) มีแต่ความบ้าคลั่งและถือดีในพละกำลัง... แต่เ้าของแิ 'ศาลาจตุรสมุทร' นี้ กลับเลือกใช้ผลประโยชน์ซื้อใจผู้คนไปทั่วชมพูทวีป หรือว่า... ข่าวลือเื่ความเปลี่ยนแปลงในใจกลางกรุงลงกาจะเป็เื่จริง?"
เขาหันไปกระซิบกับบริวารในเงามืดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "หากทศกัณฐ์ผู้นั้นเปลี่ยนไปประดุจเป็คนละตนเช่นนี้จริง แผนการเดิมของพวกเราคงใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ข้า คงต้องรีบนำเื่ความน่าสงสัยนี้ไปแจ้งต่อ 'เทวสภาศัสตรา' เสียแล้ว ให้พวกเบื้องบนสืบให้แน่ชัดว่านี่คือแผนซ้อนแผนของเ้าลงกา หรือมี 'สิ่งใด' แอบแฝงอยู่ในร่างั์นั่นกันแน่... ดูท่าว่าน่านน้ำหิมพานต์กำลังจะมีคลื่นลูกใหญ่ซัดสาดเข้ามา โดยที่ฝ่ายธรรมะอาจจะยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังสู้อยู่กับอะไร!"