CHAPTER 09
โอกาสที่ผ่านเข้ามา
.
.
MUAY MARIN PART
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด
“อื้อ ขอนอนอีกนิด” ฉันควานหาต้นตอของเสียงน่ารำคาญที่กำลังกวนใจฉันอยู่แต่ยิ่งหาก็ยิ่งไม่เจอแถมเสียงนั่นก็ยังดังไม่ยอมหยุดจนฉันต้องค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา “อยู่นี่นี่เอง”
ฉันกดปิดนาฬิกาปลุกแล้วทิ้งตัวลงบนเตียงอีกครั้งกว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปตีหนึ่งเพราะมัวแต่ทำการบ้านเกี่ยวกับบริษัทที่ฉันจะต้องไปสัมภาษณ์งานวันนี้…ใช่วันนี้!
“ซวยแล้วไง” ฉันผุดลุกขึ้นมาอีกครั้งพร้อมมองนาฬิกาที่หัวเตียง ตอนนี้เป็เวลาใกล้แปดโมงเต็มทีแล้ว ฉันมีนัดตอนเก้าโมงนี่นามีหวังสายแน่!
ไวเท่าความคิดฉันรีบวิ่งเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการกับตัวเองทันที ระหว่างนั้นก็เอาแต่ก่นด่าตัวเองที่ไม่ยอมตื่นถึงแม้เมื่อคืนจะนอนดึกยังไงแต่ฉันก็ไม่ควรลืมเื่สำคัญนี้สิ เพราะที่ฉันนอนดึกก็เพื่อเื่นี้ไม่ใช่หรือไงกัน ใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำราวสิบนาทีก่อนจะออกมาเลือกชุดที่คิดว่าดูดีที่สุดวันนี้วันจันทร์สีมงคลสีอะไรกันนะอย่างน้อยมีที่พึ่งทางใจมันก็ดีไม่ใช่เหรอ ทุกอย่างที่ฉันทำเรียกได้ว่าแข่งกับเวลากันเลยทีเดียว เมื่อดูเอกสารที่คิดว่าจะต้องใช้จนครบแล้วฉันก็รีบออกจากห้องทันที
เมื่อคืนฉันศึกษาเส้นทางการเดินทางไปบริษัทนั้นแล้วแต่ทว่าแผนที่วางไว้คงต้องพับเก็บไป เพราะตอนนี้ต้องใช้บริการพี่แท็กซี่สถานเดียวไม่มีเวลามานั่งรถไฟฟ้าอะไรทั้งนั้น
“อ้าวคุณ” ฉันชะงักเมื่อเปิดประตูออกมาเจอกับคนข้างห้อง “ไหนว่าจะไปสัมภาษณ์งานไง นี่ยังไม่ไปอีกเหรอ”
“นายอย่าเพิ่งชวนคุยได้ไหมฉันรีบ” ฉันก้าวฉับๆ ตรงไปยังลิฟต์รอไม่นานประตูก็เปิดออกฉันไม่รอช้าก้าวเข้าไปทันที ส่วนนายเฟยก็ตามเข้ามาเช่นกัน
ขณะที่ลิฟต์เคลื่อนตัวลงฉันก็จดจ้องแต่เข็มของนาฬิกาบนข้อมือเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงจะไปทันไหมนะ “ดูท่าจะรีบนะเนี่ย”
“รีบสิ” ฉันถลึงตาใส่อีกคนที่ดูจะอารมณ์ดี เห็นแล้วรกหูรกตาชะมัดยังดีที่ประตูลิฟต์เปิดก่อน
“แล้วนี่คุณจะไปยังไง?”
“เื่ของฉันน่า” ฉันตอบโดยไม่ได้หันไปมองอีกคนตอนนี้สับขาเดินเร็วได้เท่าไหร่ยิ่งดี
“ถ้าอย่างนั้นผมขอให้วันนี้มีเื่โชคดีเกิดกับคุณนะ” ฉันชะงักก่อนจะหันมองคนที่เพิ่งจะอวยพรฉัน พูดแบบนี้ฉันรู้สึกผิดเลยนะที่หงุดหงิดใส่เขาก่อนหน้านี้ “ผมไปล่ะ”
คนตัวสูงส่งยิ้มให้ฉันก่อนจะเดินไปยังลานจอดรถ ฉันได้แต่มองตามหลังเขาไปจริงๆ ก็อยากจะพูดว่า ‘ขอบใจ’ แต่ปากมันหนักไปหน่อยเลยทำได้แค่มองเขาเดินไปขึ้นรถสปอร์ตคันหรู…เดี๋ยวนะ นายเฟยมีรถนี่!!
“นายเฟยเดี๋ยวก่อน” ฉันกุลีกุจอวิ่งตามคนที่กำลังขึ้นรถ ะโเรียกก็แล้วแต่หมอนั่นไม่ได้ยินฉันเลย แถมกำลังออกรถอีกต่างหาก ไม่ได้นะเขาคือความหวังเดียวของฉัน!
เอี๊ยดดดด
“คุณหมวย! นี่คุณทำอะไรของคุณเนี่ยถ้าผมเบรกไม่ทันชนคุณขึ้นมาจะทำยังไง”
ฉันหรี่ตาขึ้นมองนายเฟยที่ลงจากรถมาหลังจากที่ฉันใจกล้าวิ่งเข้ามาดักหน้ารถเขาระยะประชิดแบบนี้ พอเห็นว่าตัวเองยังปลอดภัยดีฉันถึงกับเป่าปากพ่นลมหายใจอย่างโล่งอก ก็นี่แหละเพราะชีวิตคือความเสี่ยงถ้าฉันไม่เสี่ยงมาขวางรถเขา เขาก็คงไม่จอด
“โอ๊ย อย่าเพิ่งมาต่อว่าฉันได้ไหมตอนนี้ฉันมีเื่อยากขอให้นายช่วย”
“ให้ผมช่วย?”
“ช่วยไปส่งฉันที่บริษัทนั้นหน่อยสิ” ฉันบอกความ้าของตัวเองให้อีกฝ่ายรับรู้ “ฉันเคยนั่งรถที่นายขับมาแล้วฉันรู้ว่าในระยะเวลาครึ่งชั่วโมงนายต้องพาฉันไปถึงที่หมายแน่นอน”
ฉันพูดจบก็เดินไปเปิดประตูรถเขาแต่พอหันกลับมาก็เห็นว่าเขายังยืนงุนงงอยู่กับที่ “นี่นายเฟยจะยืนอีกนานไหม มาขึ้นรถเร็วสิ”
“สรุปผมต้องไปส่งคุณเนี่ยนะ”
“ไหนเคยบอกว่าเป็เพื่อนกันไง เร็วสิฉันสายกว่านี้ไม่ได้แล้วนะ”
“โอเคๆ ไปก็ไป”
บริษัท ดับเบิ้ลยู.พี.วาย คาร์ กรุ๊ป
ฉันคิดถูกจริงๆ ที่ขอความช่วยเหลือจากนักแข่งรถอย่างนายเฟยเขาขับมาส่งฉันถึงที่หมายภายในระยะเวลาที่จำกัดได้ก็จริง…แต่อีตาบ้า! ถนนในกรุงเทพฯ ไม่ใช่ถนนในสนามแข่งที่มีรถแค่ไม่กี่คันนะทำไมถึงได้ขับเร็วเหมือนล้อไม่ติดพื้นขนาดนั้น ไหนจะการปาดซ้ายทีขวาที บีบแตรไล่หลังรถคันอื่นอีก ทำเอาฉันเกือบหัวใจวายตาย
“เหลือเวลาตั้งสิบนาที” เขาพูดหลังจากจอดรถตรงหน้าบริษัท “อ้าว ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะคุณ”
ฉันตวัดสายตามองโชเฟอร์จำเป็อย่างนายเฟย ยังมีหน้ามาถามอีกนะว่าทำไมฉันทำหน้าแบบนี้ ไม่รู้ตัวเลยหรือไงว่าการขับรถของตัวเองมันน่าหวาดเสียวขนาดไหน “นายนี่มัน!”
“อะไร? ผมมันทำไม?” เขาเอี่ยวตัวหันมาเผชิญหน้ากับฉันด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ดูท่าจะชอบใจที่ทำให้ฉันหวาดเสียวได้นะ “ผมอุตส่าห์สละเวลางานมาส่งคุณ ยังมาทำหน้าเหมือนอยากจะขย้ำคอผมแบบนี้อีก”
“ขอบใจ” ฉันกระแทกน้ำเสียงของการขอบคุณให้อีกฝ่าย เรียกว่ากัดฟันพูดน่าจะถูก
“ไม่ลงเหรอ ผมจะไปแล้วไหนว่ารีบ”
ฉันยิ้มยิงฟันให้เขาแต่ดวงตาก็ยังจ้องเขม็งกับรอยยิ้มที่น่าหงุดหงิดใจบนใบหน้าอีกคน ฝากไว้ก่อนนะไอ้เด็กบ้า ฉันพยายามสูดลมหายใจเข้าออกก่อนจะเปิดประตูลงจากรถเขา “เดี๋ยวก่อนคุณ”
“อะไรอีก ฉันรีบ” ฉันหันไปมองคนที่ลดกระจกลง
“โชคดี ขอให้ได้งานนะ” เขาพูดแค่นั้นก็ออกรถไป
เหอะ…โอเคถือว่าพูดดีเื่เมื่อกี้ที่ขุ่นข้องหมองใจฉันจะลืมๆ มันไปก็แล้วกัน
ฉันขึ้นมายังชั้นสิบแปดตามที่นัดหมายเมื่อออกจากลิฟต์มาแล้วฉันก็หันซ้ายหันขวาเพื่อหาห้องผู้บริหาร
“สวัสดีค่ะไม่ทราบว่ามาติดต่อเื่อะไรคะ”
“อ่า ค่ะสวัสดีค่ะพอดีมีนัดสัมภาษณ์งานน่ะค่ะ”
“อ๋อ คุณเมริณใช่ไหมคะ” ผู้หญิงตรงหน้ารู้จักฉันด้วยแฮะ “ท่านประธานรออยู่ในห้องแล้วค่ะ ท่านบอกว่าถ้าคุณเมริณมาแล้วให้เข้าพบได้เลย”
“เอ่อ แล้วคนอื่นๆ ล่ะคะฉันไม่ต้องรอคิวสัมภาษณ์เหรอคะ”่
“ไม่มีนะคะ มีแค่คุณเมริณคนเดียวค่ะ”
“คนเดียวเหรอคะ?” ถึงแม้จะโล่งใจว่าไม่ถูกหลอก แต่ก็แปลกใจไม่น้อยที่มีแค่ฉันที่มาสัมภาษณ์งานทั้งๆ ที่เป็บริษัทใหญ่โตน่าจะมีคนอยากทำงานที่นี่เยอะสิ “ทำไมถึงมีแค่ฉันคนเดียวล่ะคะ ไม่มีคนอื่นมาสมัครเหรอ”
“อันนี้ต้องไปถามท่านประธานเองนะคะ” เธอตอบด้วยรอยยิ้มก่อนเดินนำฉันไปยังห้องที่มีป้ายติดว่า ‘ผู้บริหาร’
“เอ่อ เดี๋ยวก่อนค่ะ” ฉันเรียกเธอก่อนที่เธอจะเคาะประตู “ขอทำใจสักครู่นะคะ”
“ทำใจเลยเหรอคะ” เธอพูดไปยิ้มไปแต่ก็ยอมรอ
ฉันหายใจเข้าออกหลายครั้งพร้อมเป่าลมออกจากปากเพื่อช่วยลดความตื่นเต้นที่เกิดขึ้น ก็มันนานแล้วที่ฉันไม่ได้สัมภาษณ์งานแบบนี้มันก็ต้องตื่นเต้นเป็ธรรมดาสิ “พร้อมแล้วค่ะ”
“ถ้าพร้อมแล้วดิฉันเคาะนะคะ”
“ค่ะเอาเลยค่ะ” ฉันพยักหน้า
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เมื่อให้สัญญาณกับคนในห้องแล้วเธอก็ทำการเปิดประตูออกอย่างเชื่องช้า ฉันที่ยืนทำใจให้พร้อมด้านหลังก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย “คุณฟานคะ คุณเมริณมาแล้วค่ะ”
“มาแล้วเหรอครับ” ฉันมองตรงไปยังโต๊ะทำงานกลางห้องที่มีร่างของชายคนหนึ่งนั่งก้มหน้าอ่านเอกสารอยู่ และเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมามองฉันก็รีบฉีกยิ้มให้ทันที…ยิ้มแบบนี้มันดูปลอมไหมนะ “เชิญเข้ามาก่อนครับคุณเมริณ…คุณเนตรครับผมขอเครื่องดื่มให้คุณเมริณด้วยนะครับ”
“ได้ค่ะ” เธอตอบรับเ้านายแล้วหันมามองฉัน “เชิญค่ะคุณเมริณ”
“ขอบคุณนะคะ” ฉันก้มหัวให้เธอเล็กน้อยก่อนจะก้าวเข้ามาในห้อง
“นั่งก่อนสิครับ”
“ขอบคุณค่ะ” ฉันเอ่ยขอบคุณพร้อมหย่อนตัวนั่งบนโซฟาตัวนิ่มแล้วกวาดสายตามองรอบห้องทำงานของประธานบริษัท
“สวัสดีอย่างเป็ทางการนะครับ” เมื่อเขาลุกจากโต๊ะเดินมาหา ฉันก็ผุดลุกขึ้นทันที “ผมพชรครับ”
“สวัสดีค่ะฉันเมริณค่ะ”
“ครับ เชิญนั่งเถอะครับ” รู้สึกเกร็งอย่างบอกไม่ถูกเลยแฮะ “เดินทางมาสะดวกไหมครับ”
“ก็…ค่ะ” ฉันยิ้มแห้งเมื่อเจอคำถามของอีกคน จะตอบตามความจริงว่าเป็การเดินทางมาที่น่าหวาดเสียวที่สุดในชีวิตก็กระไรอยู่ “สะดวกค่ะ”
“ไม่ต้องเกร็งนะครับ ผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น”
“เครื่องดื่มมาแล้วค่ะ” ฉันละสายตาจากคนตรงหน้าแล้วมองเธอคนเมื่อกี้เดินเข้ามาพร้อมกับน้ำดื่มวางลงตรงหน้าฉัน เมื่อเอาน้ำวางไว้ให้แล้วเธอก็เดินออกไปตอนนี้จึงเหลือแค่ฉันกับเขา
“เอ่อ ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ”
“ครับ มีอะไรว่ามาเลย”
“วันนี้มีฉันมาสัมภาษณ์งานแค่คนเดียวเหรอคะ” ฉันเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหวอีกต่อไป
“ก็…ใช่ครับ” เขาตอบด้วยรอยยิ้ม แต่ฉันกลับทำตัวไม่ถูก “ผมนัดมาแค่คุณเมริณ”
“ทำไมล่ะคะ”
“ก็อย่างที่บอกไปเมื่อวาน ผมชอบประวัติการทำงานของคุณ” เมื่อวานงั้นเหรอ…หมายความว่าผู้บริหารเป็คนโทร.ไปหาฉันด้วยตัวเองงั้นเหรอ “ผมสนใจน่ะครับ”
“มะ…เมื่อวานคุณเป็คนโทร.ไปหาฉันเหรอคะ”
“ครับผมเอง มีอะไรหรือเปล่าครับ” ที่บริษัทนี้ไม่มีฝ่ายบุคคลหรือยังไงทำไมผู้บริหารถึงต้องเป็คนโทร.นัดสัมภาษณ์งานด้วยตัวเองแบบนี้เนี่ย “อาทิตย์หน้าเลขาของผมจะลาออกผมเลย้าหาเลขาคนใหม่ให้ได้เร็วที่สุด”
อ๋อ…ที่แท้เลขาจะออกนี่เองถึงว่าสิ เอ๊ะ! เดี๋ยวนะเลขาออกแล้วมันเกี่ยวอะไรกับพนักงานฝ่ายบัญชีอย่างฉันด้วยล่ะ
“เอ่อ ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรผิดนะคะฉันเป็พนักงานบัญชี ฉันไม่ได้มาสัมภาษณ์ในตำแหน่งนักบัญชีหรอกเหรอคะ?”
ฮึ่ม เขากระแอมแล้วมองฉันถึงแม้ใบหน้าจะยิ้มแย้มแต่ฉันกลับรู้สึกว่าเขามีปฏิกิริยาที่ต่างออกไปจากตอนแรกแต่ก็แค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น “อีกอย่างฉันจำได้ว่าในเว็บสมัครงานฉันยังไม่ได้อัปเดตข้อมูลอะไรเลยหลังออกจากที่เก่า ไม่ทราบว่าคุณรู้ได้ยังไงเหรอคะว่าประวัติฉันน่าสนใจ เพราะนั่นมันเป็ประวัติที่ฉันลงไว้นานแล้ว”
“เอ่อ ในเมื่อคุณถามแบบนี้แล้ว…ผมคงต้องบอกความจริงสินะครับ”
“ความจริงเหรอคะ” ฉันไม่เข้าใจที่เขาพูดสักเท่าไหร่ “ความจริงอะไรคะ”
“ความจริงที่ว่าก็คือ”
ฉันตั้งใจฟังคนตรงหน้าที่เริ่มเล่าที่มาที่ไปของการเลือกฉันมาสัมภาษณ์งาน สิ่งที่เขาพูดทำให้ฉันนิ่งไปเลยทีเดียว
END PART
ผมนั่งมองเอกสารตรงหน้าแต่ก็ยังไม่แม้แต่จะจับปากกาเซ็นอนุมัติเพราะในหัวยังเอาแต่คิดถึงเื่ที่ได้ยินเมื่อเช้านี้
‘เมื่อวานคุณดาวุดมาขอประวัติการทำงานหมวยไปทำไมพี่จ๋าไม่รู้จริงๆ เหรอคะ’
‘จะไปรู้ได้ยังไงล่ะ เขาสั่งมาพี่ก็จัดหาไปให้วันหยุดแท้ๆ จะว่าไปหมวยก็ออกจากที่นี่เป็อาทิตย์แล้วนะ จะอยากได้ประวัติการทำงานของหมวยไปทำไมพี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน หรือจะเอาไปแก้แค้นแทนน้องสาว?’’
‘บ้าน่าพี่จ๋า ตอนนี้หมวยก็ไม่อยู่แล้ว คุณภาสกับคุณดาวก็เป็สามีภรรยากันแล้วเลิกแล้วต่อกันได้แล้วล่ะ’
เมื่อเช้าผมได้ยินพนักงานคุยกันโดยในบทสนทนามีชื่อของหมวยแฟนเก่าของผมอยู่ด้วยยิ่งไปกว่านั้นยังมีคุณดาวุดซึ่งเป็พี่ชายของวาดดาวด้วยอีกคน คุณวุดจะเอาประวัติการทำงานของหมวยไปทำไมกัน
“คุณจ๋าเชิญที่ห้องทำงานผมหน่อยครับ” อดรนทนความสงสัยไม่ไหวผมจึงเรียกให้ผู้ที่รู้เื่นี้ดีเข้ามาหา
“ค่ะผู้จัดการไม่ทราบว่าเรียกดิฉันมามีอะไรหรือเปล่าคะ” รอไม่นานคนที่ผมเรียกตัวก็เดินเข้ามา
“ผมมีเื่อยากจะถามครับ”
“คะ เื่อะไรคะ”
“ผมได้ยินว่าคุณดาวุดมาขอประวัติการทำงานของหมวย จริงไหมครับ?”
“เอ่อจริงค่ะ ดิฉันเป็คนจัดหาให้ค่ะ” ผมพยักหน้ารับ “แต่ดิฉันไม่ทราบหรอกนะคะว่าคุณดาวุดจะเอาไปทำอะไร”
“แล้วเื่นี้คุณดาวรู้เื่ไหม”
“ไม่ค่ะ คุณดาวุดบอกว่าไม่ให้บอกคุณดาวค่ะ” ทำไมกัน ผมเริ่มสงสัยถึงความผิดปกตินี้แล้วสิ
“แล้วคุณจ๋าให้ประวัติการทำงานหมวยไปเยอะแค่ไหนครับ”
“ก็ั้แ่ที่น้องหมวยเข้าทำงานเลยค่ะ จนถึงตำแหน่งพนักงานดีเด่น”
“โอเคครับ ไปทำงานต่อเถอะครับ”
“ค่ะ”
พี่ชายของภรรยาผมอยากจะเอาประวัติการทำงานของหมวยไปทำไมกันแน่แถมไม่บอกน้องสาวตัวเองด้วย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“เชิญครับ”
“เที่ยงแล้วฉันมาชวนคุณไปทานข้าวค่ะ” ผมเงยหน้ามองภรรยาที่เดินเข้ามา
“คุณดาวไปเถอะครับ ผมยังเคลียร์งานไม่เสร็จ” ผมตอบปัดก่อนจะหยิบเอกสารตรงหน้าขึ้นมาไล่อ่านอีกครั้ง แต่ทว่าอีกคนกลับเดินมากระชากแฟ้มนั้นไปจากมือผมแล้วโยนลงบนโซฟา “คุณทำอะไรของคุณ”
“ั้แ่แต่งงานกันมาหน้าฉันคุณแทบไม่อยากจะมอง…อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าที่บอกว่างานยุ่งเนี่ยมันก็แค่ข้ออ้าง” เธอมองผมด้วยแววตาที่โกรธเคืองจนผมต้องระบายลมหายใจออกมา “ถอนหายใจงั้นเหรอ…คุณกล้าถอนหายใจต่อหน้าฉันเหรอโอภาส!”
“แค่ผมไปทานข้าวกับคุณแค่นั้นใช่ไหมที่้า?” ผมวางปากกาในมือแล้วลุกขึ้นยืน “ก็ได้ผมจะไปทานข้าวกับคุณ”
“ยังรักมันอยู่อีกเหรอ!” ผมชะงักแล้วหันมองคนที่ตวาดแว้ด “นังหมวยน่ะ ยังตัดใจจากมันไม่ได้ใช่ไหม ยังอาลัยอาวรณ์มันอยู่ใช่ไหม!”
“ผมไม่อยากทะเลาะในที่ทำงานนะครับ”
“จะไปไหน ตอบฉันมาสิว่ายังรักมันใช่ไหม!” เธอกระชากแขนผมให้หันไปเผชิญหน้า “ยังรักมันอยู่ใช่ไหม! ตอบมาสิ!”
ผมพยายามสะกดอารมณ์ของตัวเองที่เริ่มจะปะทุขึ้นมาเมื่อโดนอีกฝ่ายขึ้นเสียงใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า “นังนั่นมันดีกว่าฉันตรงไหน! ฉันเป็คนผลักดันให้คุณได้ตำแหน่งผู้จัดการด้วยซ้ำ นังนั่นมันทำให้คุณได้เท่าฉันไหม!! ตอบมาสิ!”
“ใช่ ผมยังรักหมวยอยู่” ผมมองเธอที่มีสีหน้าผิดหวังในตอนที่ผมตอบกลับ “ในใจผมมีแค่หมวย คุณพอใจไหม!”
“มีแค่นังหมวยงั้นเหรอ” เธอพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือ “แล้วฉันกับลูกในท้องของคุณล่ะ! คุณไม่เคยเห็นหัวฉันเลยใช่ไหม!”
“ผมก็รับผิดชอบด้วยการทิ้งหมวยมาแล้วไง ผมทิ้งคนที่ผมรักมาตลอดสิบห้าปีเพื่อมารับผิดชอบคุณไง!” ผมตวาดเธอกลับบ้าง “เอาเถอะยังไงลูกในท้องของคุณก็ลูกผม”
“แล้วฉันล่ะ” ผมชะงักมือที่กำลังจะเปิดประตูเมื่อคนข้างหลังพูดเสียงสั่น “คุณรักแค่ลูก… แล้วฉันล่ะคุณเคยรักฉันบ้างไหม!”
“ผมรักหมวย”
นั่นคือคำตอบของผม ผู้หญิงที่ผมรักมีเพียงแค่หมวยเท่านั้น ผมเคยตัดสินใจผิดพลาดไปแล้วครั้งหนึ่งที่ทิ้งเธอไป ดังนั้นการตัดสินใจที่จะตอบไปตามความรู้สึกครั้งนี้ผมเลยไม่ลังเล
PAS END PART
หลังจากที่เข้าบริษัทเมื่อ่เช้าเพื่อรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นให้กับบริษัทแม่ที่อเมริกาได้รับรู้ ผมก็ตัดสินใจขับรถกลับมาที่บริษัทเฮียฟานอีกครั้งเพราะโทร.หาพี่ชายหลายครั้งแล้วแต่เขาก็ไม่รับสายเลย ผมก็แค่อยากรู้ผลว่าสาวข้างห้องผมได้ทำงานที่นี่ไหม
เมื่อเช้านี้จะเรียกว่าบังเอิญหรือเธอบังคับดี…แต่ผมว่าอย่างหลังน่าจะเหมาะกว่าเพราะเธอเล่นเอาตัวเองมาขวางรถเพื่อจะให้ผมพามาส่งที่บริษัทให้ทันสัมภาษณ์งาน คิดว่าผมเป็คนขับรถส่วนตัวหรือไงกันนะ
RRRR
ขณะที่กำลังจะเปิดประตูรถมือถือของผมก็สั่นไม่หยุดเมื่อหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็เฮียฟานที่โทร.มา
“กว่าจะติดต่อได้นะเฮีย”
[ขอโทษทีพอดีเฮียเพิ่งสัมภาษณ์คุณหมวยเสร็จ]
“อะไรนะเพิ่งเสร็จเหรอครับ” นี่มันก็หลายชั่วโมงแล้วแต่เพิ่งเสร็จเนี่ยนะ “เฮียสัมภาษณ์อะไรเธอขนาดนั้นครับ สองสามชั่วโมงเลยเหรอ”
[เธอสงสัยหลายเื่] พอเฮียฟานบอกแบบนั้นผมก็หลุดยิ้มออกมาทันที พานทำให้นึกถึงพี่ฉัตรที่บอกว่าเธอพูดมาก [แต่ก็ราบรื่นดีนะ]
“หมายความว่าเฮียรับเธอเข้าทำงานใช่ไหมครับ” ขณะที่พูดกับปลายสายผมก็เห็นว่าคนที่กำลังพูดถึงเดินออกมาพอดี “เอ่อ เฮียเดี๋ยวแค่นี้ก่อนนะครับ”
ผมวางสายจากเฮียฟานแล้วเคลื่อนรถตามหลังคนที่เดินต้อยๆ จนในที่สุดก็ตัดสินใจบีบแตรเรียกเธอ
ปรี๊น
“อ้าวนายเฟย” ผมลดกระจกลงจนเธอเห็นหน้า “มาทำอะไรอีกล่ะเนี่ย”
“ผมแวะมาทำธุระให้บริษัท”
“อ๋อ…ดีเลย” เธอยิ้มเผล่แล้ววิ่งอ้อมรถมาเปิดประตูฝั่งข้างคนขับ ก็ไม่ผิดจากที่คาดไว้หรอกนะเธอนั่งรถผมจนชินแล้วนี่ “ฉันได้งานทำแล้วนะ”
“จริงเหรอ ผมบอกแล้วว่าวันนี้คงเป็โชคดีของคุณสินะ…แล้วทำไมทำหน้าแบบนั้น”
“ฉันรู้ความจริงแล้วนะนายเฟย” ใบหน้าเปื้อนยิ้มก่อนหน้านี้เปลี่ยนเป็บึ้งตึง
“ความจริง…ความจริงอะไรเหรอ” เธอหันมามองผม
“ก็ความจริงที่ว่าทำไมคุณฟานเ้าของบริษัทถึงเลือกฉันไง” ผมลอบกลืนน้ำลาย…หรือว่าเฮียฟานจะบอกเธอไปงั้นเหรอ
“คุณรู้อะไร…เหรอ”
“ที่คุณฟานเรียกฉันมาสัมภาษณ์งานก็เพราะว่า…” ผมกลั้นหายใจอย่างลืมตัว “เพราะว่าพี่ชายของยัยวาดดาวนั่นไงล่ะ”
“ห้ะ” พี่ชายของวาดดาว…นี่เื่อะไรอีกล่ะเนี่ย “คุณหมายความว่ายังไง”
“เฮ้อ เอาเถอะเื่มันยุ่งยากซับซ้อนนายคงไม่เข้าใจ” เธอตัดรำคาญแล้วถอนหายใจแรงๆ “เอาเป็ว่าฉันได้งานก็พอแล้ว”
“ดูเหมือนคุณไม่ค่อยดีใจนะ”
“ก็ดีใจ แต่จะดีใจกว่านี้ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับครอบครัวของคนที่ทำให้ชีวิตฉันพัง” ถึงแม้จะไม่เข้าใจแต่ผมก็ต้องทำเป็เข้าใจ “อืม…ไหนๆ นายก็ช่วยฉันหลายครั้งแล้วและวันนี้ก็เป็วันที่มีเื่ดีๆ เกิดกับฉันถ้าอย่างนั้นฉันขอเลี้ยงข้าวนายก็แล้วกันเป็การตอบแทน”
“เลี้ยงข้าว?”
“อื้อ เลี้ยงข้าว” เธอทำท่านึกอะไรบางอย่าง “แถวนี้มีห้างใกล้ๆ ไปที่นั่นก็ได้เดี๋ยวฉันเลี้ยงนายเองขอบคุณที่มาส่งเมื่อเช้าแล้วก็เื่วันอื่นด้วย อ้อ นายยังจำที่ฉันยืมเงินนายไปซื้อเบียร์กระป๋องได้ไหมเดี๋ยววันนี้ฉันจะคืนให้เอง”
“ไม่ต้องก็ได้คุณ ผมไม่ได้มีปัญหากับเงินที่ให้คุณยืมหรอกน่า”
“ค่า รู้แล้วค่ะว่ารวยเป็ถึงเ้าของอู่รถ” เธอทำหน้าเบื่อผมอย่างชัดเจน “ว่าแต่นายทำงานอะไร ฉันถามได้ไหมหรือเป็นักแข่งรถอย่างเดียว แต่ก็อย่างว่าล่ะเนอะรวยถึงขั้นมีอู่รถเป็ของตัวเองไม่ต้องดิ้นรนเหมือนฉันก็ได้นี่”
“นี่คุณเคืองอะไรผมหรือเปล่าเนี่ย เหน็บแนมผมอยู่นะรู้ตัวไหม”
“ไม่เห็นจะรู้เลย” เธอไหวไหล่แล้วรอมองผมเพื่อรอคำตอบ “ผมเป็วิศวกรบริษัทรถยนต์”
“ถามจริง” เธอทำตาโตเหมือนได้ฟังเื่ที่มันน่าตื่นเต้น “นายนี่มีเื่ให้ฉันแปลกใจอยู่เรื่อย อีกหน่อยถ้าบอกว่าเป็เ้าชายฉันก็คงต้องเชื่อสินะ”
“คุณนี่ก็พูดไปเรื่อย” ผมได้แต่ส่ายหัวให้กับคนที่ช่างฝัน “แล้วตกลงคุณจะไปไหน”
“ไปเลี้ยงข้าวนายไง”
“เอาจริงเหรอ?”
“หน้าตาฉันล้อเล่นหรือไงนายเฟย” เธอกอดอกมองผม ดูจากสายตาและท่าทางแล้วคงจะเอาจริงสินะ
“โอเคๆ ไปก็ไปทุกวันนี้ผมก็คล้ายจะเป็คนขับรถของคุณอยู่แล้วครับคุณหมวย”
“ก็ช่วยไม่ได้นายอยากมาตรงจังหวะทุกทีเองทำไมล่ะ” เธอตอบอย่างไม่ยี่หระก่อนจะถือวิสาสะมากดเปิดเพลงในรถแล้วฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี
เป็อะไรของเธอเมื่อกี้ยังอารมณ์เสียอยู่เลยแต่แค่แป๊บเดียวก็กลับมาอารมณ์ดีอีกแล้ว รับมือได้ยากจริงๆ ผู้หญิงคนนี้
ผมขับรถไม่นานก็มาถึงห้างสรรพสินค้าที่ใกล้ที่สุดเราต่างลงจากรถโดยมีเธอเป็คนเดินนำส่วนผมเดินตามเมื่อเข้ามาด้านในแล้วเธอก็หันซ้ายหันขวาก่อนจะหันมามอง “นายอยากจะกินอะไร”
“ผมกินอะไรก็ได้ แล้วแต่คุณ”
“ก็เพราะว่าฉันไม่รู้ไงว่าจะกินอะไรดีเลยถามนาย แต่นายก็ดันโยนคำถามเดิมกลับมาให้ฉัน” เธอกลอกตาไปมาเมื่อผมไม่ได้ดั่งใจ ท่าทีของเธอทำเอาผมหลุดขำแต่ก็ต้องรีบเม้มปากเมื่ออีกฝ่ายจ้องผมพร้อมรอยยิ้มที่ชวนขนหัวลุก “ถ้านายไม่เลือกฉันเลือกนะ”
“โอเคตามนั้น”
“ร้านอาหารญี่ปุ่นร้านนั้นก็แล้วกัน นายกินได้ไหม”
“ได้สิ” ผมตอบรับอันที่จริงผมไม่เื่มากการกินอยู่แล้วตอน “เชิญนำเลยครับคุณหมวย”
เธอเดินนำไปยังร้านอาหารญี่ปุ่นที่คนค่อนข้างเยอะอาจเป็เพราะเวลานี้มันเป็เวลาเที่ยง คนเลยดูแน่นร้าน “สองที่ค่ะ”
“เชิญด้านในค่ะคุณลูกค้า”
“อ๊ะ!”
“ขอโทษครับ” ผมเอ่ยขอโทษผู้หญิงที่ลุกจากโต๊ะของตัวเองในระยะประชิดขณะที่ผมกำลังเดินไปยังโต๊ะด้านในเลยทำให้ชนเธออย่างไม่ตั้งใจ
“ไม่เป็…” เธอเงยหน้ามองผม แต่นั่นก็ทำผมแทบหยุดหายใจ “เฟย…เฟยเหรอ”