เช้าวันรุ่งขึ้น ซูหยุนเดินลากสังขารออกจากลานบ้านด้วยสีหน้าอิดโรยราวกับคนอดนอนมาสิบชาติ เมื่อคืนนี้เขาตบตีกับความคิดตัวเองในหัวจนวุ่นวายไปหมด เผลอรับปากแต่งเื่เล่านิทานออกไปไม่รู้กี่เื่ต่อกี่เื่ ผลก็คือพลังใจถูกสูบออกไปจนเกลี้ยง สภาพตอนนี้ดูเหมือนคนป่วยหนักไม่มีผิด
เหล่าศิษย์คนอื่นๆ ที่เดินผ่านต่างมองมาที่เขาด้วยสีหน้าแปลกประหลาด อยากจะขำก็ไม่กล้าขำ ทำได้เพียงกลั้นหัวเราะจนหน้าดำหน้าแดง
ซูหยุนสังเกตเห็นความผิดปกติของพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว เขาถอนหายใจเงียบๆ
'สงสัยเราจะใจอ่อนเกินไปสินะ ลงมือคราวนี้คงจะเบาไปหน่อย...'
...
“ซี๊ด...”
เกาผิงสูดปากโหยหวน รู้สึกราวกับกระดูกทั่วร่างกำลังจะหลุดเป็ชิ้นๆ เพียงแค่ขยับตัวเบาๆ ความเ็ปก็แล่นพล่านไปทั่วร่าง เขาพยายามหันศีรษะอย่างยากลำบากไปมองหลี่คุนที่กำลังแยกเขี้ยวยิงฟันด้วยความเ็ปอยู่ข้างๆ แล้วบ่นอุบ
“เ้าก็ไม่ใช่เพิ่งรู้จักผู้ดูแลวันแรก นิสัยเขาเป็ยังไงเ้าไม่รู้รึ? นี่มันแกว่งเท้าหาเสี้ยนชัดๆ!”
คนอื่นๆ ที่เหลือต่างก็พากันรุมตำหนิหลี่คุนที่พลอยทำให้พวกเขาซวยไปด้วย
หลี่คุนหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ตวาดกลับ “พวกเ้าก็นินทาเขาลับหลังไว้น้อยเสียเมื่อไหร่? ที่โดนอัดคราวนี้น่ะ พวกเ้าสมควรโดนที่สุดแล้ว!”
...
ซูหยุนรออยู่ครึ่งค่อนวันก็ไม่เห็นเงาของเย่ซวน ความหงุดหงิดเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ แต่แล้วเขาก็ฉุกคิดได้ว่า
'เดี๋ยวนะ ทำไมเราถึงคิดแบบนี้? ยัยหนูนั่นไม่มารบกวน เราควรจะดีใจไม่ใช่เหรอ?'
เขารีบดับความคิดอันตรายที่เพิ่งผุดขึ้นมาทันที แต่ทว่าความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านในใจกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
'อืม... ไปหาพี่หวังรำลึกความหลังหน่อยดีกว่า ถือโอกาสถามข่าวศิษย์พี่กัวด้วย ไม่ได้ข่าวมาหลายเดือนแล้ว ไม่รู้ว่าโดนเราอัดไปสองรอบ จะถึงขั้นเป็โรคซึมเศร้าเก็บตัวหนีหน้าผู้คนไปแล้วรึเปล่า...'
พอคิดได้ดังนั้น เขาก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานมุ่งหน้าสู่ยอดเขาหลัก เพียงชั่วพริบตาก็หายลับไปจากสายตา
...
หวังฉีมองซูหยุนที่กำลังยิ้มระรื่นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เขาี้เีจะบ่นเื่ความเร็วในการฝึกตนระดับปีศาจของเ้าเด็กนี่แล้ว...
เขาแสร้งทำเป็ถามขึ้นมาลอยๆ “น้องชาย สิ่งสกปรกในกายของเ้า ขจัดออกไปได้เท่าไหร่แล้ว?”
ซูหยุนเกาหัวแกรกๆ “น่าจะสามส่วนกว่าแล้วมั้ง เฮ้อ การฝึกตนใน ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา นี่มันชักช้าอืดอาดจริงๆ อยากจะเร่งก็เร่งไม่ได้ดั่งใจเลย”
หวังฉีไม่อาจรักษามาดนิ่งเฉยได้อีกต่อไป เขาแค่นเสียง “เ้ายั่งบ่นว่าช้าอีกรึ? เ้ารู้หรือไม่ว่าทั้งสำนักนี้ มีสักกี่คนที่ใช้เวลาแค่ไม่กี่เดือนก็ขจัดสิ่งสกปรกได้ถึงสามส่วน!?”
ซูหยุนลูบคางพลางพูดอย่างหลงตัวเอง “พูดแบบนี้ แสดงว่าข้าก็เป็อัจฉริยะสินะ?”
หวังฉีคร้านจะมองท่าทางได้ใจของซูหยุน จึงเบ้ปากแล้วกล่าวว่า “อัจฉริยะหรือไม่เอาไว้ก่อน แต่ด้วยพลังการต่อสู้ของเ้าในตอนนี้ เกรงว่าคงมีคุณสมบัติเข้าร่วมการเดินทางสู่ แดนลับหลิงเสวียน ในครั้งนี้แล้วล่ะ...”
'แดนลับหลิงเสวียน? มันคืออะไร?' ซูหยุนทำหน้างง อาจารย์ไม่เห็นเคยเล่าให้ฟังเลย
แต่พอมานึกดู อาจารย์ด่วนจากไปตอนที่เขาเพิ่งก้าวเข้าสู่ ขั้นทะเลิญญา ได้ไม่นาน เื่ราวหลายอย่างคงบอกไม่ทันก็เป็เื่ปกติ...
หวังฉีเห็นสีหน้าของเขาจึงอธิบาย “แดนลับหลิงเสวียนนี้มีความมหัศจรรย์อย่างยิ่ง เล่าลือกันว่ามันปรากฏขึ้นเมื่อหมื่นปีก่อน และสำหรับศิษย์ขั้นผลัดเปลี่ยนกายาแล้ว ข้างในนั้นมีวาสนาอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่!”
ซูหยุนตาลุกวาว รีบถามทันที “วาสนาอะไรพี่ชาย?”
หวังฉีทำท่าทางลึกลับ “น้องชายคงรู้อยู่แล้วว่า สิ่งสกปรกในร่างกายยิ่งเหลือน้อย ก็ยิ่งขจัดออกยาก ศิษย์ทั่วไปขจัดได้เจ็ดถึงแปดส่วนก็ถือว่าถึงขีดจำกัดแล้ว แต่สำหรับศิษย์ที่มีพร์ล้ำเลิศ หากสามารถขจัดได้ถึงเก้าส่วนขึ้นไป แล้วได้รับวาสนานั้นมาช่วยเสริม ก็จะสามารถทะลวงเข้าสู่ ขั้นขัดเกลาิญญา ได้ด้วยกายาที่บริสุทธิ์ไร้มลทิน ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้แข็งแกร่งกว่าผู้อื่นไปอีกขั้น!”
ดวงตาของซูหยุนส่องประกายวิบวับ เขาเร่งเร้า “พี่หวังอย่ามัวแต่อมพะนำ รีบบอกมาเร็วเข้าว่าวาสนานั้นคืออะไร?”
เมื่อเห็นความอยากรู้อยากเห็นของซูหยุน หวังฉีจึงค่อยๆ เฉลยด้วยความพึงพอใจ “เพราะในแดนลับนั้นมี ‘หยกจือ’ ที่ไม่รู้ว่าเติบโตมากี่ปีซ่อนอยู่น่ะสิ! และ วารีหยกจือ ที่ได้จากมัน ก็มีความมหัศจรรย์เหนือคำบรรยาย นอกจากจะมีสรรพคุณรักษาอาการาเ็ระดับโกงความตายแล้ว หากกินเข้าไป ยังช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกในกายของผู้ฝึกตนได้เกือบหนึ่งส่วน!”
ซูหยุนผงกหัวรัวๆ น้ำลายแทบจะไหลออกมา ฟังหวังฉีเล่าที่มาที่ไปจนจบ
วารีหยกจือนั้นหาได้ยากยิ่ง ดังนั้นทั้ง 5 สำนักจึงแย่งชิงกันอย่างเอาเป็เอาตาย ทุกๆ 30 ปี จะมีการส่งศิษย์ระดับผลัดเปลี่ยนกายา 10 คนเข้าไปแย่งชิงเพื่อกำหนดส่วนแบ่ง
และการเปิดแดนลับครั้งต่อไปก็เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่ปี ส่วนแบ่งวารีหยกจือที่สำนักได้มาคราวก่อนก็หมดเกลี้ยงไปนานแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ศิษย์ระดับหัวกะทิในสำนักที่ขจัดสิ่งสกปรกได้เก้าส่วนขึ้นไป จึงพากันกดระดับพลังของตัวเองเอาไว้ รอคอยให้สำนักได้รับส่วนแบ่งรอบใหม่ แล้วค่อยหาทางแลกเปลี่ยนมาสักหยด
ส่วนศิษย์ 10 คนที่ได้รับเลือกให้เข้าไปในแดนลับ นอกจากจะได้รับวารีหยกจือฟรีๆ หนึ่งหยดแล้ว ทางสำนักยังมีรางวัลพิเศษมอบให้อีกด้วย
ซูหยุนปาดน้ำลายที่มุมปาก เอ่ยถามด้วยความหวังเต็มเปี่ยม “พี่หวัง ถ้าข้าไปแย่งวารีหยกจือกลับมาได้ทั้งหมด ไม่เหลือให้สำนักอื่นเลยแม้แต่หยดเดียว สำนักจะให้ ผลึกิญญา ข้าเท่าไหร่?”
หวังฉีตอบอย่างระอาใจ “น้องชายเอ๋ย ศิษย์ของแต่ละสำนักที่เข้าไปในแดนลับได้ ล้วนเป็ยอดฝีมือในหมู่ยอดฝีมือนะ ั้แ่มีมา ข้ายังไม่เคยได้ยินว่ามีสำนักไหนสามารถเหมาส่วนแบ่งทั้งหมดได้เพียงลำพังเลย เ้า...”
พูดไปพูดมาเขาก็ชะงัก กุมขมับตัวเอง
'เออว่ะ ไอ้เด็กนี่มันปีศาจชัดๆ ขนาดอยู่แค่ขั้นผลัดเปลี่ยนกายาระดับต้น ยังอัดกัวเลี่ยงจนซึมเศร้าได้ ถ้าให้เวลามันเก็บตัวฝึกอีกสัก 3 ปี ไม่แน่มันอาจจะทำได้จริงๆ ก็ได้...'
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงเปลี่ยนคำพูด “ถ้าเ้าทำได้จริง ข้ากล้าฟันธงเลยว่า ตำแหน่งเ้าสำนักคนต่อไป ต้องเป็ของเ้าแน่!”
ซูหยุนไม่ได้ถ่อมตัวเลยแม้แต่น้อย กลับทำหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง ก่อนจะปฏิเสธ “ข้าไม่เป็เ้าสำนักดีกว่า วุ่นวายจะตาย!”
หวังฉีได้แต่ทำหน้าบอกบุญไม่รับ 'ไอ้นี่... ชมหน่อยเดียว เหลิงจนกู่ไม่กลับเลยนะ!'
...
ซูหยุนลาจากหวังฉี ตั้งใจจะกลับไปฝึกฝนต่อ แต่เพราะวันนี้ไม่เจอเย่ซวน ในใจมันเลยโหวงๆ เหมือนขาดอะไรไป เดินไปเดินมาไม่รู้ตัว ก็มาโผล่ที่หลังเขาเสียแล้ว...
ทันใดนั้น เสียงที่คุ้นเคยก็ลอยเข้าหู “เ้าเลิกตามข้าสักทีได้ไหม!”
'หืม? เสียงเหมือนเย่ซวน?'
เขามองตามเสียงไป เห็นแม่นางน้อยในชุดแดงยืนอยู่ไกลๆ ด้านหลังมีชายหนุ่มหน้าตาอัปลักษณ์ ท่าทางกะล่อน และไร้ยางอายยืนอยู่...
แน่นอนว่านั่นเป็เพียงภาพในจินตนาการของซูหยุน จริงๆ แล้วชายหนุ่มผู้นั้นหน้าตาดีทีเดียว เพียงแต่แววตาฉายแววเ้าชู้กรุ้มกริ่มอย่างปิดไม่มิด
ชายหนุ่มคนนั้นยืนอยู่ข้างหลังเย่ซวน ทำไม้ทำมือพยายามแสดงความรักอย่างสุดซึ้ง แต่สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงความรังเกียจจากเย่ซวน
“โอ้โห ศิษย์พี่ท่านนี้เก่งจริงๆ มายืนแทะโลมเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อยู่ตรงนี้” เสียงหนึ่งดังขัดจังหวะขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
อวิ๋นเฟิง กำลังหงุดหงิดที่เย่ซวนไม่สนใจเขาอยู่แล้ว แต่เพราะนางเป็บุตรีสุดที่รักของเ้าสำนัก เสวียนหยวน เขาจึงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม พอได้ยินเสียงคนพูดจาเหน็บแนม จึงตวัดสายตาเ็ากลับไปมอง เห็นเด็กหนุ่มท่าทางกวนประสาทคนหนึ่งเดินทอดน่องเข้ามา
ดูจากการแต่งกาย ก็แค่ศิษย์สายในตัวเล็กๆ...
ไฟโทสะในอกจึงหาที่ระบายได้ทันที “เ้าเป็ตัวอะไร?”
แต่ผิดคาด เย่ซวนพอเห็นเด็กหนุ่มคนนั้น ท่าทีก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคน นางวิ่งเหยาะๆ ไปหาเขาพร้ะโกนด้วยความดีใจ “พี่ซู!”
ซูหยุนไม่สนใจอวิ๋นเฟิงแม้แต่น้อย เอ่ยตำหนิเย่ซวนเบาๆ “ทำไมเ้าถึงชอบโดนคนประเภทนี้ตามตอแยอยู่เรื่อย?”
เย่ซวนได้ยินดังนั้นก็แอบขำ
ซูหยุนรู้สึกตัวทันทีว่าพูดอะไรผิดไป 'เหมือนจะ... เผลอด่าตัวเองไปด้วยหรือเปล่านะ...'
แต่ด้วยความที่หน้าหนาเป็ทุนเดิม เขาจึงโยนวีรกรรมในอดีตทิ้งไปอย่างเป็ธรรมชาติ แล้วยิ้มกล่าวว่า “ป่ะ เดี๋ยวพี่ซูเล่านิทานให้ฟังต่อ”
อวิ๋นเฟิงที่ยืนหัวโด่ทนดูทั้งสองคนเมินใส่ไม่ไหวอีกต่อไป เขาเข้าไปขวางหน้าซูหยุน กัดฟันพูดทีละคำ “ข้าถามว่า... เ้า-เป็-ตัว-อะ-ไร!”
เย่ซวนกำลังจะอ้าปากพูด แต่ซูหยุนโบกมือห้าม ทำหน้าประหลาดใจสุดขีด
“ข้าก็คือบิดาผู้ให้กำเนิดที่พลัดพรากจากเ้าไปเนิ่นนานอย่างไรเล่า... จำบิดาไม่ได้รึ?”
สิ้นเสียงซูหยุน เย่ซวนร้องอุทานในใจว่า 'ซวยแล้ว!'
ยังไม่ทันจะได้อธิบายอะไร อวิ๋นเฟิงก็คำรามลั่นด้วยดวงตาแดงก่ำ “รนหาที่ตาย!” พร้อมกับตะปบกรงเล็บใส่ซูหยุนทันที!
'ขั้นผลัดเปลี่ยนกายาระดับปลาย... อืม เ้าน่าจะไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับศิษย์พี่กัวเลี่ยงหน่อยนะ ท่านปู่ซูคนนี้เชี่ยวชาญการรักษากลุ่มอาการ ‘ไม่เชื่อฟัง’ เป็พิเศษอยู่แล้ว!'
ในหัวซูหยุนคิดอะไรเรื่อยเปื่อย แต่ร่างกายกลับไม่ช้าลงแม้แต่น้อย เขายืนปักหลักแน่น ซัดหมัดสวนกลับไปที่อวิ๋นเฟิง พลังปราณอันมหาศาละเิออกในพริบตา
ตูม!
ชั่วพริบตาเดียว เสียงร้องโหยหวนก็ดังขึ้น อวิ๋นเฟิงกระอักเืกลางอากาศ กระดูกในร่างไม่รู้หักไปกี่ท่อน ร่างร่วงกระแทกพื้นแน่นิ่งไม่ทราบเป็ตาย
เย่ซวนอ้าปากค้าง มองซูหยุนสลับกับอวิ๋นเฟิง ผ่านไปครู่ใหญ่ยังตั้งสติไม่ได้
ซูหยุนเก็บหมัด นึกเสียดายขึ้นมาตงิดๆ 'มัวแต่เอามันส์ ลืมท้าพนันกับมันก่อนเลย!'
แต่ช่างเถอะ ความอัดอั้นตันใจในวันนี้ได้ระบายออกไปหมดแล้ว เขาหันไปยิ้มถามเย่ซวน “ไอ้ลูกศิษย์ตาถั่วคนนี้มันเป็ใครกัน ถึงกล้ามาตามตอแยเ้าไม่เลิก?”
เย่ซวนเพิ่งได้สติ นางทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “พี่ซู... ท่านก่อเื่ใหญ่แล้ว...”
ซูหยุนเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี หัวเราะแห้งๆ “จะเป็ไปได้ยังไง เ้าหมอนี่จะมีเื้ัใหญ่กว่าเ้าอีกรึ? พ่อเ้าเป็ถึงเ้าสำนัก ในสำนักนี้ไม่มีเื่ไหนที่เขาเคลียร์ไม่ได้หรอกน่า...”
“มีจริงๆ...” เสียงนุ่มนวลสายหนึ่งดังแทรกขึ้น
ซูหยุนหันขวับไปมอง เห็นชายหนุ่มชุดขาวยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าประดับรอยยิ้มมองมาที่เขา รอบกายมีกระแสปราณบริสุทธิ์ไหลเวียน ดูเป็สุภาพชนผู้ทรงภูมิ แต่กลับตรวจสอบระดับพลังไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
เย่ซวนเห็นผู้มาใหม่ก็ร้องด้วยความดีใจ “ท่านพี่!”
แต่แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนเป็น้อยใจสุดขีด “ท่านต้องช่วยพี่ซูนะ ถ้าไม่ใช่เพราะข้า เขาก็คงไม่ลงมือ...”
เย่ชิง จัดการธุระเสร็จก็รีบบุรนมาที่นี่เพราะกลัวอวิ๋นเฟิงจะมารังควานเย่ซวน นึกไม่ถึงว่าพอมาถึงจะได้ยินวจีเด็ดของซูหยุนเข้าเต็มสองหู ตามมาด้วยภาพอวิ๋นเฟิงโดนตบจนกระอักเื
เขาส่งสายตาให้เย่ซวนวางใจ ก่อนจะหันมากล่าวกลั้วหัวเราะ “ศิษย์น้องอายุยังน้อย แต่ช่างห้าวหาญนัก ถึงกับกล้าประกาศตัวเป็ ‘บิดา’ ของบุตรชายโทนแห่งเ้าสำนัก อวิ๋นหลาน ...ศิษย์พี่เลื่อมใสยิ่งนัก วันหลังคงต้องขอทำความรู้จักศิษย์น้องให้มากขึ้นเสียแล้ว...”
สมองของซูหยุนตัดข้อความอื่นทิ้งหมด เหลือแค่สามคำที่ดังก้องในหัว
'เ้าสำนักอวิ๋นหลาน'
'บุตรชายโทน'
'บิดา'
เขาน้ำตาตกใน
'จบกัน ผู้าุโลู่ก็ยังเก็บตัว แล้วเ้าสำนักจะยอมแตกหักกับสำนักอวิ๋นหลานเพื่อศิษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราเหรอ? ...น่าจะยอมมั้ง ก็เราลงมือเพื่อลูกสาวเขานี่นา'
'อืม... เพื่อความชัวร์ แอบหนีไปก่อนดีไหม? แต่ด้วยฝีมือหางอึ่งแค่นี้ กลัวจะวิ่งไม่พ้นหลังเขาก็โดนจับกลับมาแล้ว...'
ขณะที่เขากำลังคิดฟุ้งซ่าน เย่ซวนกลับร้อนใจจนทนไม่ไหว ถลึงตาใส่เย่ชิงไปหนึ่งที
เย่ชิงยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย 'หึหึ ไอ้เด็กแสบ เล่านิทานเหรอ? จูกังเลี่ย? เทพธิดาฉางเอ๋อ? แถมยังกล้าคิดจะล่อลวงน้องเล็กสุดที่รักของข้าอีก?'
เมื่อเห็นซูหยุนยืนเหม่อลอย เขาที่ได้ระบายความหมั่นไส้ในใจไปบ้างแล้วจึงเอ่ยปลอบ “ศิษย์น้องไม่ต้องคิดหนีหรอก เื่นี้จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก จะว่าใหญ่... มันก็ไม่ใหญ่ขนาดนั้น เื่ที่เหลือ เดี๋ยวข้าจัดการเอง”
'อ่านใจเราออกด้วยเรอะ?'
ซูหยุนมองเย่ชิงด้วยความตะลึงงัน เห็นแววตาขี้เล่นของอีกฝ่ายก็รู้ทันทีว่าโดนปั่นหัวเล่นเข้าแล้ว แต่เขาก็ไม่กล้าคิดอะไรซี้ซั้วอีก รีบประสานมือคารวะ “ถ้าเช่นนั้น ต้องรบกวนศิษย์พี่แล้ว”
หลังจากเย่ชิงหิ้วร่างอวิ๋นเฟิงที่สลบเหมือดจากไป ซูหยุนถึงได้ถอนหายใจยาวเหยียด
'เื่มัน... จบง่ายๆ แค่นี้เลยเหรอ? รู้สึกไม่จริงยังไงไม่รู้...'
เขาถามไถ่เย่ซวนจนรู้ความจริงว่า เย่ชิงผู้นี้ก็เป็เด็กกำพร้า แต่โชคดีที่เ้าสำนักเก็บมาเลี้ยงและรับเป็บุตรบุญธรรม...
ซูหยุนแอบถอนหายใจด้วยความอิจฉา
'ดูเอาเถิด คนเหมือนกันแต่วาสนาต่างกันแท้ๆ คนที่เก็บเย่ชิงมาคือเ้าสำนัก ส่วนคนที่เก็บเรามา... ดันเป็นักพรตยาจก...'
'เอ๊ะ? คิดแบบนี้ คืนนี้จะโดนท่านอาจารย์เข้าฝันมาตบกบาลไหมเนี่ย...'
'เฮ้อ... มาอยู่สำนักได้ไม่เท่าไหร่ ทำไมถึงเริ่มคิดถึงสำนักเล็กๆ โทรมๆ บนเขาลูกนั้นขึ้นมาตะหงิดๆ แล้วนะ...'