“ขอโทษนะคะ!” คราวนี้คิมหันต์จึงเรียกด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิมจนพนักงานคนนั้นสะดุ้งเล็กน้อย
“ขอโทษด้วยครับ พอดีผมมัวแต่ทำงานจนไม่ได้ยินอะไรเลยน่ะครับ แฮะๆ” เขาเอ่ยด้วยท่าทางแหยๆ
“ว่าแต่คุณหนูมีอะไรให้ผมรับใช้หรอครับ?”
“นี่ค่ะ” เด็กสาวยื่นซองเอกสารที่เตรียมมาให้ตามที่เพื่อนชายของเธอได้สั่งเอาไว้
พนักงานหนุ่มรับซองเอกสารมาพร้อมกับเปิดตรวจสอบดูข้างในหลังจากใช้สายตากวาดเอกสารได้เพียงแค่แป๊บเดียวเท่านั้น เขาถึงกับผงะทันทีพอได้เห็นลายเซ็นรับรองในเอกสารของเด็กสาว
ตามระเบียบแล้วผู้ที่มาสมัครเป็นนักปราบผีหน้าใหม่นั้นจะต้องเข้าคอร์สเรียนพื้นฐานก่อนทุกคนเพื่อเตรียมความพร้อมในเบื้องต้นโดยเจ้าหน้าที่จะเป็นคนจัดหาครูและนัดเวลาพร้อมสถานที่เรียนให้ แต่การที่เด็กสาวคนนี้มีลายเซ็นรับรองของคนๆนั้น นั่นหมายความว่าเธอคนนี้ไม่ใช่พวกธรรมดาอย่างแน่นอน
“งั้นผมจะจัดการรับรองให้คุณคิมหันต์เป็นนักปราบผีฝึกหัดโดยไม่ต้องเข้าคอรส์เรียนพื้นฐานนะครับ” เขาบอกให้เธอได้รับรู้ทันที
“เอ่อ คือว่า ฉันเป็นแค่หน้าใหม่เองนะคะ มันจะดีหรือคะที่มารับรองให้แบบนี้” เธอถามด้วยความไม่มั่นใจแถมเจ้าตัวยังแอบรู้ว่าเหมือนตัวเองขี้โกงยังไงก็ไม่รู้
“ไม่จำเป็นต้องกังวลไปหรอกครับคุณหนู ส่วนใหญ่คนที่มีผู้เซ็นรับรองให้แบบนี้เป็นหลักฐานยืนยันแล้วล่ะครับว่าพวกคุณน่ะไม่ธรรมดา” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังจนคิมหันต์อยากจะร้องไห้และบอกเขาว่า ฉันจะเป็นกรณีแรกนี่แหละค่ะที่โคตรจะธรรมดาไม่มีอะไรซ่อนเร้นทั้งสิ้น แต่เธอก็ไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้จึงได้แต่ยิ้มรับอย่างไม่เต็มใจนัก
“ไม่ทราบว่าคุณหนูจะลงสายไหนหรอครับ?”
“เอ๋? มันคืออะไรหรอคะ?”
“หืม ผมหมายถึงสายการใช้พลังน่ะครับ”
“เอ่อ ขอโทษด้วยนะคะ คือฉันไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนั้นเลย ที่มาเริ่มปราบผีได้เป็นเพราะคำแนะนำของคุณเซน ดังนั้นถ้าหากว่ามีข้อมูลอะไรที่จำเป็น รบกวนเล่าทั้งหมดโดยละเอียดให้ฟังทีนะคะ”
“ฮะๆ ผมเชื่อแล้วล่ะครับว่าคุณน่ะใหม่กับวงการนี้จริงๆ ถ้าอย่างนั้นผมจะอธิบายอย่างง่ายให้ฟังนะครับ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงขี้เล่นก่อนจะเริ่มอธิบายอย่างจริงจังให้เด็กสาวฟัง
‘สาย’ ในที่นี้หมายถึงความถนัดในการต่อสู้ของเหล่านักปราบผี นักปราบผีแต่ละคนจะมีวิธีการปราบผีแตกต่างกัน ทางสำนักงานใหญ่จึงจำแนกสายการปราบผีเป็นสองสายหลักๆ คือ
สายที่เน้นอาวุธต่อสู้เป็นหลัก สายนี้จะใช้อาวุธที่ลงด้วยอาคมอันแรงกล้าที่ใช้สำหรับการปราบผีเอาไว้และจะพกอาวุธชนิดนั้นเป็นอาวุธประจำกาย ในบางกรณีอาจมีกรณีที่ไม่ได้ใช้อาวุธประจำกายแต่ใช้เป็นสิ่งของประทับอักขระ ก็ถือเป็นหนึ่งในสายการใช้อาวุธต่อสู้เช่นเดียวกัน สายนี้ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมมากกว่าเพราะไม่ต้องมาเปลืองพลังจิต หรือใช้เวลาในการเขียนยันต์ ซึ่งกว่าจะเขียนยันต์หรือร่ายมนตร์เสร็จก็อาจโดนพวกภูติผีทำร้ายเอาได้ ดังนั้นการมีอาวุธคู่ใจเอาไว้ป้องกันตัวย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่า
สายที่เน้นการใช้พลังจิตเป็นหลัก สายนี้จะเน้นที่การแปรรูปพลังให้ออกมาอยู่ในรูปแบบของอาวุธ โดยจะต้องผ่านตัวกลาง เช่น ยันต์ อาคม หรือเครื่องราง โดยสายที่เน้นพลังจิตนี้จะรับหน้าที่เป็นตัวซัพพอร์ตสายต่อสู้ด้วยอาวุธเป็นหลัก แต่ใช่ว่าจะเป็นเพียงแค่ตัวสนับสนุนอย่างเดียวเท่านั้น เพราะสายนี้ถ้าหากพลังจิตแก่กล้า และมีประสบการณ์โชกโชน จนสามารถเป็นเจ้าอาคมได้ก็จะสามารถต่อสู้ในแนวหน้าโดยที่จะให้สายการใช้อาวุธคอยสนับสนุนและป้องกัน
ที่จริงแล้วยังคงมีอีกสายหนึ่งที่มีนักปราบผีจำนวนน้อยเป็นกันคือ สายผู้ใช้พลังวิเศษ สายนี้จะแตกต่างกับสายพลังจิต เพราะว่าพลังจิตของผู้ที่อยู่ในสายพลังวิเศษ จะถูกร่างกายของมนุษย์แปรรูปออกมาเป็นพลังที่สามารถนำมาใช้ได้โดยตรงโดยไม่ผ่านตัวกลาง หรือเรียกอีกอย่างว่าใช้ตัวเองเป็นตัวกลางในการแปลงพลังจิต
สายนี้มีจำนวนน้อยมากจนแทบจะนับนิ้วได้ แต่คนที่อยู่ในสายนี้ส่วนใหญ่คือแนวหน้าที่สำคัญ ป้อมปราการไร้พ่ายของโลกนักปราบผี แม้จะมีคนใฝ่ฝันอยากจะใช้พลังได้อย่างสายนี้เป็นจำนวนมาก แต่ด้วยความจำเพาะบางอย่างทำให้คนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถแปลงพลังจิตเป็นพลังวิเศษได้ คนที่สามารถทำได้ต่างก็ล้วนมีเกณท์การใช้พลังไม่เหมือนกันทั้งสิ้น
ดังนั้นแล้วแม้ว่านี่จะเป็นสายที่คนทั่วไปใฝ่ฝัน แต่คงไม่สามารถเป็นจริงได้ พวกนักปราบผีทั้งหลายจึงเรียกคนที่อยู่ในสายพลังวิเศษนี้ว่า ผู้ที่ถูกเลือก
เมื่อคิมหันต์ได้ฟังเรื่องสายก็ทำให้เธอรู้สึกตัดสินใจได้อย่างยากลำบากเป็นอย่างมาก
“ฉันยังไม่รู้เลยค่ะ ว่าตัวเองควรจะอยู่สายไหน พอจะมีคำแนะนำอะไรบ้างไหมคะ?”
“ที่จริงแล้ว ที่สำนักงานของเรามีชั้นใต้ดินไว้สำหรับการทดสอบพลัง คุณหนูลองลงทดสอบทั้งสองสายก่อนแล้วค่อยตัดสินใจจะดีไหมครับ?” พนักงานหนุ่มเอ่ย
“ดีเลยค่ะ ถ้าอย่างนั้นขอรบกวนด้วยนะคะ”
“ได้ครับ ผมขอตัวหากุญแจสักครู่นะครับ” เขาพูดเสร็จก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ในตอนแรก แล้วเดินไปยังด้านหลังที่มีตู้ลิ้นชักไม้ขนาดใหญ่ก่อนจะใช้ปลายนิ้วชี้ไล่หาตู้ที่เก็บกุญแจห้องใต้ดินไว้
คิมหันต์พอเห็นดังนั้นจึงละความสนใจจากพนักงานแล้วหันมามองสิ่งรอบข้างเป็นการฆ่าเวลาแทน เธอเห็นเพื่อนทั้งสองคนเดินมาพอดีจึงโบกมือเป็นสัญญาณให้เห็นว่าเธออยู่ตรงนี้
“เป็นไงบ้างทั้งคู่?” เธอถามผู้ที่กำลังเดินมาด้วยความสนใจ
“ได้เลื่อนขั้นแล้ว / นี่ไงล่ะ” พวกเขาทั้งคู่พูดขึ้นพร้อมกันแล้วก็ต่างโชว์บัตรประจำตัวของตนเองขึ้นมาเป็นหลักฐานยืนยันว่าได้เลื่อนขั้นเป็นนักปราบผีเต็มตัวแล้ว
“ว้าว! ยินดีด้วยนะทั้งสองคน” เธอกล่าวแสดงความยินดีกับเพื่อนของเธออย่างตื่นเต้น
“ผมเจอกุญแจแล้วครับ” พนักงานหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับถือกุญแจเอาไว้บนมือ
“เอ่อทั้งคู่ ถึงจะน่าเสียดายแต่ดูเหมือนฉันจะต้องขอตัวตามพี่พนักงานไปเลือกสายก่อน” คิมหันต์พูดขึ้นด้วยความเสียดาย
“พาเพื่อนๆ ของคุณหนูไปด้วยกันก็ได้นะครับ” เมื่อพนักงานเห็นท่าทางเสียดายของคิมหันต์เขาก็เอ่ยขึ้นมา
ทันใดนั้นดวงตาของคิมหันต์ก็เป็นประกายขึ้นแล้วมองไปที่พนักงานชายด้วยความซาบซึ้งใจ
ไพลินและซูซาคุไม่ได้ปฏิเสธคำเชิญชวนของพนักงานพวกเขาหันไปมองคิมหันต์ และเมื่อเห็นสายตาที่เป็นประกายนั้นพวกเขาก็ตกลงที่จะตามคิมหันต์ไป
พนักงานชายหนุ่มหันไปบอกกับเพื่อนของเขาอีกคนที่กำลังพิมพ์งานอยู่ ก่อนจะเดินนำทั้งสามคนเดินลงไปยังชั้นใต้ดินของสำนักงาน
เมื่อเดินลงมาถึงพนักงานก็เดินตรงไปยังห้องที่เป็นกระจกพร้อมกับหยิบกุญแจขึ้นมาไขอย่างเคยชินเขาเปิดประตูออกพร้อมกับผายมือให้เหล่าเด็กๆ เดินเข้าไปกันก่อน
ภายในห้องนี้เต็มไปด้วยอาวุธต่างๆ มากมายและหุ่นฝึกไม้เพียงไม่กี่ตัว ซึ่งบางตัวนั้นหัวหลุดไปอยู่บนพื้นก็มี
นักปราบผีเขาฝึกกันรุนแรงขนาดนี้เลยหรอเนี่ย คิมหันต์คิดอย่างหวั่นใจ
“เชิญทดลองได้เต็มที่เลยนะครับ ห้องฝึกนี้มีเขตอาคมที่แข็งแกร่งครอบคลุมไว้อยู่เพราะฉะนั้นไม่ต้องเกรงใจ ส่วนเรื่องความปลอดภัยนั้นถ้าเกิดบาดเจ็บทางเรามีแผนกรักษาอยู่ครับ แต่ทว่ากรุณาอย่าทำอะไรเกินตัว หรือทำให้ตนเองได้รับบาดเจ็บสาหัสด้วยนะครับ” เขาเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มก่อนจะปิดประตูแล้วนั่งสังเกตการณ์อยู่ด้านนอก
“เหอะ ไอ้เจ้าพนักงานนั่นทำเป็นพูดดีว่าห้องนี้เขตอาคมแข็งแกร่งแต่ตัวเองกลับนั่งอยู่ข้างนอกซะงั้น” ซูซาคุหันไปมองพนักงานอย่างไม่สบอารมณ์นักเพราะเขาขัดใจกับความย้อนแย้งนี้เสียเหลือเกิน