“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...”
“ชาจ้ะ”
มินาโยะแจกจ่ายถ้วยชาให้แขกอีกสามคนของบ้านที่จู่ๆก็มาใช้ห้องรับแขกในบ้านของเธอเป็ที่สนธนายามบ่ายเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนรถตู้ประจำตระกูลฮิวาตาริเข้ามารับพวกเธอออกไปจากโรงเรียนและพาโทวะมาส่งที่บ้านของเขาหลังจากดูอาการจนแน่ชัดแล้วว่าเด็กหนุ่มจะไม่เป็อะไรมากนักภายใต้การดูแลของแพทย์ประจำตระกูลชินก็ขอตัวพาคนอื่นๆที่เหลือแวะมาบ้านของมินาโยะที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลเพื่อที่้าจะพูดคุยอะไรบางอย่างแม้มาโมรุจะยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็งว่าเขาอาการไม่ค่อยดีจากการต่อสู้เมื่อเที่ยงแต่ชินขู่เขาว่าจะยอมเดินมาด้วยกันดีๆหรือจะให้เขากับเท็ตสึยะ ‘ลาก’ ไปยังบ้านมินาโยะมาโมรุเลยตัดใจเลือกทางแรกอย่างช่วยไม่ได้
มินาโยะในฐานะเ้าของบ้านทิ้งตัวนั่งลงตรงข้ามชินกับเท็ตสึยะส่วนมาโมรุนั่งหมอบอยู่บนโซฟาเดี่ยวข้างๆ ไม่ยอมแตะต้องชาที่เด็กสาวส่งให้
“แล้ว... จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดีล่ะ?”
กลายเป็เท็ตสึยะที่เปิดบทสนธนาขึ้นมาก่อนเพราะชินเอาแต่ละเลียดชาในถ้วยของเขาโดยไม่ยอมพูดจาส่วนมินาโยะก็นั่งเอาหมอนขึ้นมากอดราวกับจะปกป้องตัวเองจากสิ่งรอบข้างส่วนมาโมรุนั้น ถ้าทำได้หมอนั่นคงไม่ยอมมานั่งด้วยกันตรงนี้แน่
“เมื่อเที่ยงเกิดอะไรขึ้นกับฉันงั้นเหรอ?” มินาโยะเปิดฉากถามเื่ที่คาใจที่สุดขึ้นมาก่อนแต่นั่นดันเป็คำถามเดียวที่ชินตอบไม่ได้
“ไม่รู้เหมือนกัน” ชินว่า“จู่ๆเธอก็กลายเป็อะไรก็ไม่รู้ที่ฉันไม่รู้จัก ที่สำคัญ...ดูเหมือนเธอจะใช้พลังบางอย่างได้โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนร่างเป็ผู้พิทักษ์ด้วย”
มินาโยะเก็บข้อข้องใจนั้นไว้ในใจก่อนจะหันไปมองมาโมรุผู้นั่งเกยคางอยู่บนพนักพิงและหันหลังให้เธออย่างจงใจ
“เคยมีเื่แบบนี้เกิดขึ้นกับเธอมาก่อนหรือเปล่า?”ชินถามเพราะสิ่งที่เขาััได้จากอาการของมินาโยะเมื่อตอนกลางวันนั้นเหมือนกับตอนที่เขาได้รู้จักเด็กสาวเป็ครั้งแรกไม่มีผิดตอนที่เขาเข้ามาเรียนที่นี่ใหม่ๆและกำลังไล่ตามหาความทรงจำที่หายไปของตัวเองอยู่จู่ๆเขาก็ััได้ถึงความผิดปกติบางอย่างมาจากห้องเรียนของเขาเองแล้วพอเขากลับไปที่นั่นต้นเหตุที่มาของความผิดปกติที่เด็กหนุ่มััได้นั้นก็คือตัวของมินาโยะเอง
ชินไม่เคยเล่าเื่นี้ให้ใครฟังเพราะเขารู้สึกว่ามันเป็เื่ที่อธิบายได้ยากเกินไปถ้าจะบอกใครต่อใครว่าเขาััได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ปกติในตัวของมินาโยะ
ถึงตอนนี้มาโมรุดูจะนั่งไม่เป็สุขนัก
“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”มินาโยะตอบด้วยสีหน้าที่อ่านความรู้สึกไม่ได้“ฉันจำเื่ของตัวเองเมื่อสมัยเด็กๆไม่ได้เลยรวมทั้งเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อเที่ยงด้วยดูเหมือนระหว่างที่มาโมรุกำลังสู้กับนักรบอเวจีอยู่ จู่ๆก็เกิดอะไรขึ้นกับฉันฉันรู้สึกเหมือนตัวเองถูกกระชากสติออกไปพอรู้สึกตัวอีกทีก็เห็นโทวะกับมาโมรุสลบไปแล้ว”
“นั่นน่ะ...” ชินอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ในสถานการณ์แบบนี้เด็กหนุ่มคิดว่าเขาควรจะเงียบไว้ดีที่สุดมันเป็เื่ที่ไม่สมควรจะพูดออกมานักเพราะดูจะกระทบกระเทือนจิตใจของคนที่อยู่ที่นี่พอสมควรดูเหมือนมินาโยะเองก็จะไม่รู้ตัวด้วยเหมือนกันว่าเด็กสาวถูกโทวะ ‘ทำอะไร’ ไว้ ก่อนที่เธอจะได้สติกลับคืนมา
แต่ก่อนหน้านั้นก็ดูเหมือนจะคลุ้มคลั่งด้วยกันทั้งคู่...
ชินคิดนึกถึงอาการของโทวะและมินาโยะขึ้นมาพร้อมๆกัน แต่กระนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่ามาโมรุดูจะไม่ประหลาดใจเลยกับเหตุการณ์นั้นดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มพอจะรู้อยู่แล้วว่าหากคนใดคนหนึ่งในบรรดาทั้งคู่คลุ้มคลั่งก็จะมีเพียงแค่วิธีการนั้นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะหยุดได้
“มาโมรุ ตานายแล้ว”
ชินหันมาพูดเสียงเข้มใส่คนเดียวในห้องที่นั่งเงียบตลอดการสนทนา
“เคยมีเื่แบบนี้เกิดขึ้นกับพวกนายมาก่อนแล้วสินะ”
มาโมรุนิ่งเงียบ
“นั่นเป็สาเหตุให้มินาโยะสูญเสียความทรงจำสมัยเด็กด้วยใช่ไหม?”
สายตาของทุกคนในห้องพุ่งเป้ามาที่มาโมรุ กดดันให้เด็กหนุ่มต้องพูดอะไรบางอย่างเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากสถานการณ์อันน่าอึดอัดนี้
“ใช่”
ในที่สุดมาโมรุก็ยอมปริปากพูด
“เมื่อก่อน มินาโยะเคยถูกพวกนักรบอเวจีทำร้ายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเื่อย่างนั้นอีก ฉันกับโทวะก็เลยต้องอยู่ข้างๆเธอ”
ก็เลยต้อง... อย่างนั้นเหรอ?
อะไรบางอย่างในส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจสั่นไหวคำพูดที่ว่า ‘ก็เลยต้องอยู่ด้วยกัน’ นั้นบั่นทอนจิตใจไปไม่น้อย ราวกับตัวเองเป็ภาระให้เขาต้องแบกรับ
ร่างของมินาโยะค่อยๆจมหายไปกับพนักพิง ขณะที่เท็ตสึยะแย้งขึ้นมาอย่างงงๆว่า“สั้นไปรึเปล่าวะ!?”
ชินเห็นด้วยกับเท็ตสึยะ
“ฟังดูเหมือนเป็เหตุผลที่เพิ่งคิดขึ้นได้สดๆร้อนๆอย่างนั้นแหละ”
เท็ตสึยะดูจะไม่เชื่อเลยสักนิด
“แล้วมันเกี่ยวข้องยังไงกับอดีตของมินาโยะที่หายไปกันล่ะ?”
ชินถามอีก
มาโมรุขยับตัวอย่างอึดอัดอยู่บนที่นั่งของตัวเองเด็กหนุ่มหันหลังให้มินาโยะ หลีกเลี่ยงที่จะสบตากับเธอ และเด็กสาวเองก็ไม่กล้าสู้หน้าเขาแล้วเช่นกัน
“ดูเหมือนจะถูกหมายหัวเพราะพลังที่มีอยู่ในตัวน่ะเพราะงั้นก็เลยต้องปิดกั้นพลังนั้น เลยทำให้สูญเสียความทรงจำบางส่วนไปพอพวกนั้นเห็นเป็อย่างนั้นก็เลยหายหน้าหายตาไป”
นั่นพอจะเข้าเค้าขึ้นมาหน่อย ถึงแม้จะช่วยอธิบายอะไรไม่ได้นักก็เถอะ
ชินคิด
“เข้าใจล่ะ แล้วหลังจากนั้นพวกฉันก็ถูกส่งมาที่นี่เพื่อช่วยคุ้มครองเธอด้วยอีกทีสินะ”
ชินหันมามองมินาโยะ
“เอ่อ... ฉันต้องขอบคุณทุกคนสินะ”
“เื่นั้นช่างมันเถอะน่า”
ชินชักจะเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาจริงๆ จนถึงตอนนี้เขายังไม่ได้ข้อมูลอะไรดีๆที่พอจะปะติดปะต่อเื่ราวได้เลยชินเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าเขาถูกส่งมาที่นี่โดยที่ไม่ได้รู้เื่รู้ราวอะไรเลยสักอย่างแถมดูเหมือนว่าทางนี้เองก็มีเื่ที่พูดไม่ได้อยู่ด้วยเหมือนกัน
“แล้วพลังของมินาโยะที่ว่านี่มันยังไงกันล่ะ?”เท็ตสึยะถาม “เป็ของที่พวกนั้น้าหรือว่ายังไง?”
“ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะมีพลังอะไรมากมายนักหรอกนะ”เด็กสาวกล่าวเสียงแ่มาจากที่นั่งของตัวเอง “ฉัน...ไม่เคยใช้พลังอะไรที่ว่านั่นเลยด้วยซ้ำ”
ชินหันมามองมาโมรุอีกครั้งเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบ
“ฉันไม่รู้!” มาโมรุดูจะมีน้ำโหขึ้นมานิดๆ “ฉันจะไปรู้ได้ยังไงกันล่ะ! ขนาดพลังของตัวเองเพิ่งจะมาได้เมื่อไม่นานมานี้เองแล้วสมัยก่อนที่ฉันเจอกับยัยนี่ก็ไม่เคยเห็นเธอใช้พลังด้วย!”
“เอ๋... มาโมรุเคยเจอฉันมาก่อนเหรอ?”
“หา...?”
ชั่ววูบเดียวจริงๆที่มาโมรุหันขวับมามองมินาโยะแต่อะไรบางอย่างหยุดเขาไว้ไม่ให้สบตากับเด็กสาว
“เธอจำไม่ได้เลยเหรอ?” ชินหันมาถามมินาโยะ
“ไม่เลย” เด็กสาวปฏิเสธ “ขอโทษนะคือฉันคิดว่าความทรงจำของตัวเองเมื่อสมัยก่อนยังมีไม่ครบน่ะตอนนี้เท่าที่จำได้ก็แค่ความตายของท่านพ่อตอนงานพิธีสืบรัชทายาทเท่านั้นเอง”
ทั้งหมดเงียบลงไปในทันใด
เท็ตสึยะย้ายที่นั่งของตัวเองจากข้างๆชินไปหามินาโยะอดไม่ได้ที่จะใช้นิ้วชี้ดันศีรษะของเด็กสาวไปมาเผื่อเธอจะอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง
“ถ้าไม่ไหวก็พูดออกมานะ” เด็กหนุ่มบอก“ทุกคนเองก็มีเื่ที่รู้สึกแย่อยู่ด้วยกันทั้งนั้นแหละ เพราะงั้นไม่เป็ไรหรอกเราเข้าใจเธอแน่นอน”
“ขอบคุณนะ เท็ตสึยะ”
มินาโยะยิ้มให้เขาจากใจจริง
“นี่แย่กว่าที่คิดไว้มากเลยแฮะ” ชินกล่าว “ตอนที่ฉันถูกส่งมาที่นี่ก็ได้รับคำสั่งแค่ว่าให้มาช่วยดูแลเธอแต่นึกไม่ถึงว่าเธอจะจำอะไรไม่ได้มากขนาดนี้”
“ขอโทษด้วยนะชินที่ฉัน--”
“ไม่ต้อง! นั่นไม่ใช่ความผิดของเธอ” ชินว่า “ฉันว่าสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องพยายามทำให้เธอจำเื่ในอดีตให้ได้มากกว่ามันจะต้องมีประโยชน์กับเราสักทางแน่ คิดออกไหมว่านอกจากท่านพ่อของเธอแล้วมีใครอีกบ้างที่อยู่ในความทรงจำเท่าที่เธอนึกได้ในตอนนี้”
มินาโยะพูดไม่ออก
นั่นเป็เพราะเธอจำอะไรเกี่ยวกับเขาคนนั้นไม่ได้เลยในทุก่ความทรงจำมีเขาปรากฏกายขึ้นอยู่ข้างตัวเธอเสมอ แต่ไม่ว่าจะพยายามนึกถึงใบหน้าของเขาสักกี่ครั้งสิ่งที่จำได้มีเพียงภาพเลือนรางของเขาที่ราวกับจะกลืนหายไปกับฉากหลังและอาการปวดหนึบในหัวที่แทรกเข้ามาหลังจากนั้น
มาโมรุลอบมองเด็กสาวสีหน้าของเด็กหนุ่มแสดงความกังวลใจอย่างเห็นได้ชัดเขาเลือกที่จะเงียบใน่เวลาที่ชินปล่อยให้มินาโยะนึกถึงอดีตของตัวเองอยู่
“ฉันว่ามันคงไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกมั้ง”เท็ตสึยะพูดขึ้น “ขนาดฉันเองยังมีบางเื่ที่จำไม่ได้เลย นายเองก็ด้วยนี่จริงไหม?”
ท่อนท้ายเด็กหนุ่มหันมาถามชิน
“นั่นก็ใช่”
ชินพึมพำ
“ฉันมาลองคิดๆดู บางทีความทรงจำที่หายไปนั่นมันอาจจะอยู่กับใครสักคนที่อยู่ด้วยกันในวันที่เราตายก็ได้อย่างในกรณีของนายก็เหมือนกันใช่ไหม?”
ชินหันมาถามมาโมรุ
“คิดว่างั้น” มาโมรุตอบ “แต่มันก็น่าแปลกนะ...”
จู่ๆเด็กหนุ่มก็หยุดพูดไปเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้
“ฉันจำ... ตอนที่ตัวเองตายไม่ได้น่ะสิ”
“หา...”
ทุกคนหันมามองเขามาโมรุเอานิ้วถูปลายจมูกเบาๆขณะที่หลบสายตาทุกคน
“แม้กระทั่งในตอนนี้นายก็ยังจำอดีตของตัวเองได้ไม่หมดงั้นเหรอ?”
“มันก็ไม่เชิงแบบนั้น” มาโมรุอธิบายเื่ราวของเขาได้ไม่ดีนักเพราะเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องพูดออกมายังไงดี“ไม่รู้ว่าจำไม่ได้หรือว่าลืมไปแล้วกันแน่แต่ที่แน่ๆดูเหมือนฉันจะจำตอนที่ตัวเองตายไม่ได้น่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นแล้วเื่ที่จำได้ตอนที่ปลดผนึกเป็ผู้พิทักษ์ได้แล้วล่ะ?”
“อ้อ! นั่นเป็เื่ตอนที่ฉันเข้าพิธีสืบรัชทายาทน่ะ” มาโมรุว่า “แล้วก็...เหมือนนั่นจะเป็ครั้งแรกด้วยล่ะมั้งที่ฉันได้เจอมินาโยะที่โลกนั้น”
มินาโยะเงยหน้าขึ้นมองมาโมรุ แต่เด็กหนุ่มไม่ได้มองมาที่เธอเลย
“เธอจำเหตุการณ์ตอนนั้นได้ไหม?”
ชินถามมินาโยะ
เด็กสาวส่ายหน้าอย่างยอมแพ้
“ไม่เลย” เธอกล่าว “แต่เท่าที่จำได้ในความทรงจำครั้งล่าสุดที่นึกออก เหมือนฉันจะต้องไปที่เอิร์ธซันหลังจากนั้นนะ”
สีหน้าของมาโมรุดูไม่มีความสุขเลย ชินเข้าใจได้ในทันทีว่ามาโมรุกำลังปิดบังเื่ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตกับพวกเขาอยู่เป็แน่พอมองดูมินาโยะที่ไม่รู้เื่รู้ราวอะไรแล้วชินก็เข้าใจความคิดของมาโมรุได้ในที่สุด
ทั้งจากปฏิกิริยาของโทวะตอนที่เกิดเื่ทั้งอาการเงียบขรึมที่ไม่ยอมปริปากเล่าอะไรเลยของมาโมรุทั้งหมดที่เด็กหนุ่มทั้งคู่กำลังทำอยู่ในตอนนี้นั้นล้วนแต่เพื่อเด็กสาวตรงหน้าพวกเขาทั้งสิ้นแล้วชินก็พอจะเข้าใจขึ้นมาแล้วว่าทำไมเขากับเท็ตสึยะถึงถูกส่งมาอยู่ที่นี่โดยที่ไม่รู้เื่รู้ราวอะไรของทางนี้เลยบางที... ชินคิด เวลาของทางนี้อาจจะกำลังหมดลงแล้วก็เป็ได้บางทีอาจจะนับั้แ่ที่มาโมรุกลายเป็ผู้พิทักษ์ในคืนนั้นหรืออาจจะเป็ก่อนหน้านั้นที่มินาโยะเริ่มจำอดีตขึ้นมาได้ชินรู้สึกได้ว่าเข็มเวลาที่หยุดนิ่งอยู่กับที่กำลังเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งบางทีคนที่เข้ามาไขลานที่ถูกปิดผนึกนั้นอาจจะเป็เขากับเท็ตสึยะเองนั่นแหละไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ชินพอจะมองแผนการณ์ของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ออกแล้ว
มีอะไรบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้นอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่แค่การมาของพวกนักรบอเวจีชินรู้สึกได้ว่าเขากำลังจะค้นพบความจริงนั้นในไม่ช้าและไม่แน่ว่าความจริงนั้นอาจจะทำให้สถานการณ์ของพวกเขาที่เป็อยู่ในตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเลวร้ายที่สุด... ไร้ทิศทาง กระจัดกระจาย...
ความคิดหนึ่งแล่นวาบเข้ามาในหัวเมื่อตอนที่มองไปยังมินาโยะและมาโมรุจะเกิดอะไรขึ้นหากเื่ในอดีตของทั้งสามคนเปิดเผยขึ้นมาหากทุกอย่างไม่ได้เป็ไปอย่างที่มันควรจะเป็ล่ะ...
ถึงเวลานั้นแล้วพวกเขาจะสามารถเผชิญหน้ากับมันได้ไหม?