เกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์

    บทที่ 3 ร่างใหม่ (100%)

            ผมยืนมองร่างใหม่ของตัวเองในกระจกรู้สึกไม่คุ้นตากับชุดเสื้อยืดสีสด กางเกงยีนส์ที่เหมือนจะไม่เข้ากับผิวเข้มๆสักเท่าไหร่ หมายรวมถึงใบหน้ารูปสามเหลี่ยม คิ้วเข้มโก่งเหมือนคันธนู สันจมูกโด่งกับริมฝีปากรูปกระจับนี่ด้วย

            ...หรือที่ผ่านมาผมอาจจะแค่คุ้นชินกับการแต่งตัวเลียนแบบราชาเพลงป๊อปคนนั้นก็ได้

            "เฮ้ย! ไอ้ตองเก้า ตกส้วมหรือไงวะเข้าไปนานขนาดนี้ หรือแกอยากเก็บความทรงจำเรื่องส้วมดีๆ ไว้เป็นที่ระทึกที่บ้านไม่มีใช้อะดิ" เสียงของคนที่ตาแก่ซินแสส่งมารับตัวผมดังลอดเข้ามาในห้องน้ำ และเป็นเสมือนสัญญาณให้ผมต้องเปิดประตูออกไปเสียที

            "เก็บปากไว้กินข้าวดีกว่าไหม"ผมตอบคำบูลลี่ของมันด้วยประโยคสั้นๆ ที่ทำเอาคนฟังเลือดสูบฉีดขึ้นมาที่หน้าทันที

            "ที่พูดเมื่อกี๊บอกตัวเองงั้นสินะ... ไอ้... ตองเก้า" มันถลึงตา มือเงื้อหมัดตั้งท่าจะตะบันหน้าไอ้ตองเก้าของมันให้ฟันร่วง

            ...แต่บังเอิญผมไม่ใช่ตองเก้าคนนั้น

            พลั่กกกก!!

            ผมตะบันหน้ามันเต็มแรงตั้งใจจะให้มันนอนโรงพยาบาลต่อจากผม แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรอย่างน้อยก็ให้มันรับรู้ว่า ผม... ไม่ใช่เพื่อนเล่น

            "เฮ้ย! พอๆ จบ แยกกลับบริษัทได้แล้ว" ใครอีกคนเปิดประตูห้องพักฟื้นเข้ามาตอนที่คนในห้องซึ่งไม่ใช่ผมกำลังนอนกุมเบ้าหน้า

            "กลับบ้าอะไรดั้งกับฟันกูหักหมดแล้ว!" มันบ่นอู้อี้ และยังไม่เลิกนอนกุมจมูกทั้งที่ไม่ได้มีอะไรแตกหัก

            "เออ! ถ้าชักช้าเงินเดือนก็จะโดนหักด้วย" สิ้นเสียงพูดนั้น ร่างหนาตันที่นอนอยู่บนพื้นก็ทะลึ่งพรวดขึ้นทันทีเหมือนดั้งกับฟันที่อ้างว่าหักป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดีประกอบร่างรวมตัวกันใหม่เรียบร้อยแล้ว

            "อย่าพึ่งได้ใจกลับไปเดี๋ยวรู้" มันยื่นหน้าเข้ามาทำท่าเชือดคอขู่ผม แล้วเดินออกไปจากห้องซ้ำยังทำท่าฮึดฮัดฟึดฟัดไปตลอดทาง คล้ายสติเหลือไม่เต็มร้อย

            "เดี๋ยวแกนั่นแหละที่จะได้รู้"ผมพึมพำระหว่างที่เดินตามหลังมันไปห่างๆจนมาถึงรถยนต์สีดำป้ายแดงที่จอดอยู่ภายในลานจอดรถของโรงพยาบาล

            "นายให้เอารถใหม่มารับแกเชียวนะไอ้ตองเก้าจำความเป็นบุญตูดครั้งนี้ใส่สมองกลวงๆ ไว้ด้วยนะโว้ย" คนข้างหน้าผมมิวายแกว่งปากหาเท้าอีก

            โครมมมม!!

            ผมยกเท้าถีบก้นมันเต็มแรงจนมันถลาไปกระแทกรถใหม่ป้ายแดงคันนั้น ก่อนจะทรุดลงกุมเป้า

            "แก... อะ... อะ...ไอ้ตองเก้า!!" มันละล่ำละลักชื่อเจ้าของร่างนี้ น้ำเสียงบอกความอาฆาต

            "เป็นบุญน้องชายไหมล่ะ?"ผมถามมัน

            "พูดแบบนี้ กลับเข้าไปนอนโรงบาลดีกว่ามั้ง!"มันตั้งท่าจะกระโจนเข้าใส่ผม ทั้งที่มือข้างหนึ่งยังกุมเป้ากางเกง

            "เฮ้ย! พอได้แล้ว"คนขับรถของตาแก่ซินแสพุ่งเข้ามากระชากคอเสื้อไอ้ตัวหนาแล้วเปิดประตูรถพร้อมกับผลักมันเข้าไปนั่งตรงเบาะหลัง

            "นายมานั่งหน้า"คนคนนั้นเปิดประตูรถด้านข้างคนขับ และพยักพเยิดหน้าเป็นสัญญาณให้ผมเข้าไปนั่งเหมือนเป็นการตัดปัญหาไม่ให้ผมกับหมอนั่นทะเลาะกันได้อีก

            ...แต่มันจะเป็นอย่างนั้นแน่รึเปล่า

            "ไอ้ตองเก้าเดี๋ยวนี้กล้าหือกับกูเหรอ วอนตายใช่ไหม มึงได้ไปเกิดใหม่แน่!"

            เสียงข่มขู่ดังขึ้นตั้งแต่รถยังไม่ทันเลี้ยวออกจากโรงพยาบาลแต่ไม่ทันที่ผมจะได้อ้าปากตอบโต้อะไร

            "ไอ้บูรณ์ ถ้าไม่เงียบได้เดินกลับแน่ เสียสมาธิเว้ย!" เสียงฉุนๆที่ดังสวนขึ้นทำเอาคนร่างหนาที่ชื่อไอ้บูรณ์สงบปากสงบคำได้ในเสี้ยววินาที

            ...เป็นมนุษย์ที่น่าสนใจดีบางทีผมอาจจะเลือกหมอนี่เป็นมือขวาก็ได้ แต่ก็แค่อาจจะ...

            "ไปถึงแล้วให้รีบขึ้นไปหานายใหญ่ที่ห้องนายใหญ่อยากพบนายด่วน" คนข้างๆ หันมาบอกผม เสียงเรียบพอๆกับใบหน้าที่ผมพึ่งสังเกตได้ชัด

            ...โครงหน้ารูปหัวใจ ดวงตากลมโตจมูกโด่ง กับริมฝีปากบาง และผิวขาวซีดอย่างคนเชื้อสายจีน หรือไม่ก็...ป่วยโรคเลือด ดูตัดกับเสื้อยืดดำ กางเกงยีนส์สีกรมท่าที่หมอนี่ใส่

            "ได้ยินรึเปล่า?" เสียงตั้งคำถามดังขึ้นเมื่อผมเอาแต่นั่งเงียบ ไม่ตอบอะไร

            "ได้ยิน" ผมตอบรับสั้นๆซึ่งคงจะผิดวิสัยของผู้ชายที่ชื่อตองเก้า

            "หมอเค้าตรวจนายดีแล้วใช่ไหม?"เสียงตั้งคำถามของคนคนเดิมดังขึ้นอีก

            "ตรวจดีแล้ว" คำตอบของผมทำเอาอีกฝ่ายถึงกับนิ่วหน้าชำเลืองมองจับผิดแม้จะไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ผมก็รู้ว่าหมอนี่กำลังคิดอะไร

            "ไอ้ตองเก้าคนเดิมมันไม่กล้าหือกับกูหรอกแต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวมันก็รู้ว่าจะต้องเจออะไร!"

            เสียงจากเบาะหลังดังขึ้นมาอีกรอบและเช่นเคยที่ผมยังไม่ทันได้เผยอปาก

            "ถ้าแกพูดอีกประโยคนึงฉันจะจอดรถให้แกเดินกลับ" คำพูดนั้นทำเอาไอ้บูรณ์ปิดปากเงียบสนิทตลอดทาง

             

            1 ชั่วโมงถัดมารถยนต์ป้ายแดงจากน้ำพักน้ำแรงคนอื่นก็เลี้ยวเข้ามาจอดตรงหน้าตึกแถวแห่งหนึ่งในย่านชานเมืองผมรู้แค่ว่าที่นี่คือกัมพูชา จากด่านพรมแดนที่เราผ่านเข้ามา รวมไปถึงป้ายบอกพิกัดภาษากัมพูชาที่ไม่รู้เหมือนกันว่าอ่านว่าอะไร

            "เฮ้ย!เดี๋ยวก่อนไอ้ตองเก้า"

            เสียงเรียกจากด้านหลังดังขึ้นทันทีที่ผมเปิดประตูลงจากรถแต่แล้ว...

            โป๊ก!

            กำปั้นหนักๆ กระแทกลงกลางหัวไอ้บูรณ์ทำเอาผมอดยิ้มมุมปากไม่ได้

            "กูอุตส่าห์เงียบมาตลอดทางแล้วนะเว้ยไอ้ปันผลมึงยังจะเอายังไงกับกูอีกวะ!" เจ้าของร่างหนาตันโวยลั่นอย่างคนใกล้บ้า ทำให้ผมได้รู้ว่าคนคนนั้นชื่ออะไร

            "มึงอยากโดนนายใหญ่หมายหัวก็เอาเลยกูไม่ได้ห้าม อยากทำอะไรก็ทำ แต่อย่ามาทำให้กูเดือดร้อน ถ้าอยากมีเรื่อง ก็ขึ้นไปต่อยกับมันหน้าห้องนายใหญ่โน่น!"

            ท่าทางหัวเสียของคนขับรถทำให้อีกฝ่ายเหลือแค่อาการฮึดฮัดฟึดฟัดอย่างคนถูกขัดใจและยอมปล่อยให้ผมเดินไปที่ประตูม้วนแบบเลื่อนขึ้นลงของตึกแถว ซึ่งยังคงปิดสนิท

            ครืนนนนน...

            เสียงเลื่อนขึ้นของบานประตูจากการกดรีโมทของนายปันผลดังต่อเนื่องอยู่ 4-5 วินาที และเปิดค้างอยู่ที่เศษหนึ่งส่วนสองของประตูบานนั้น

            "ลอดเข้าไป" เขาร้องบอกเมื่อเห็นผมยืนนิ่งมองความว่างเปล่าภายในตึก ที่ไม่ต่างอะไรจากสถานที่รกร้างมีเพียงรอยร้าวกับหยากไย่ระโยงระยาง และปราศจากเฟอร์นิเจอร์ใดๆ

            ตึก... ตึก... ตึก...

            เสียงฝีเท้าของผมดังก้องตลอดเวลาที่ก้าวเท้าเข้าไปในตึกที่รอบด้านเป็นผนังปูนเปลือยเปล่าลึกเข้าไปด้านในมีปูนก่อเป็นขั้น สำหรับใช้แทนบันไดทางขึ้นลงตึก โดยไม่มีราวบันได

            "เดินขึ้นบันไดไปชั้นบนสุด"คนคนนั้นเดินตามเข้ามา และร้องบอกบางสิ่งที่ผมควรทำ

            "หัวกระแทกแค่นี้สมองเสื่อมเลยเหรอวะ!" ร่างตันส่งเสียงขึ้นมาอีกทำเอาผมเริ่มรู้สึกอยากยันใครสักคนลงบันได ไว้เขียนหนังสือ How to กระแทกหัวยังไงให้ความจำเสื่อม

            "ฉันไม่ไปส่งนะคุยเสร็จก็ลงมาชั้นสามแล้วกัน"

            เสียงบอกกล่าวนั้นหายลับไปกับประตูห้องบนชั้นสามที่เปิดและปิดลงเวลานี้เหลือเพียงผมกับขั้นบันไดว่างเปล่าที่ไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน

            ตึก... ตึก... ตึก...

            ผมเดินขึ้นบันไดมาเรื่อยๆจนพบว่าข้างหน้าคือประตูไม้สีดำสนิท ตัดกับลูกบิดสีทองแบบก้านโยกและสัญลักษณ์รูปกิเลนที่ประดับอยู่ ซึ่งถ้าเทียบกับสภาพบันไดไร้ราวจับที่พาผมขึ้นมาถึงตรงนี้ก็คงบอกได้แค่ว่าต่างกันได้อย่างน่าเกลียดสุดๆ

            "เปิดประตูเข้ามาได้เลย"

            เสียงแหบแห้งดังขึ้นทันทีที่ผมยกมือตั้งท่าจะเคาะประตูมันดังมาจากบนเพดาน และเมื่อเงยหน้าขึ้นมองไปทางต้นเสียง ก็เจอทั้งกล้องวงจรปิด ทั้งลำโพงอินเตอร์โฟน

            แอ๊ดดดด...

            ไม่น่าเชื่อว่าประตูบานหรูที่สุดในตึกนี้จะส่งเสียงไม่ต่างจากประตูเก่าแก่ในบ้านร้าง บางทีตาแก่นั่นคงหูตึงจนต้องใช้เสียงสนิมบนบานพับคอยแจ้งเตือนการบุกรุกด่านสุดท้าย

            "ลงบันไดมานี่สิ"

            คำสั่งถัดไปดังมาจากลำโพงอินเตอร์โฟนด้านหลังบานประตูระหว่างที่ลมเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศปะทะเข้ากับตัวผมตรงหน้ามีบันไดที่ว่าทอดยาวลงไปยังความมืดด้านล่าง โดยมีแค่ไฟทางเดินสีส้มสลัวๆติดอยู่บนผนังเป็นระยะๆ เหมือนพวกปราสาทเก่าในหนังยุโรปย้อนยุค

            ตึก... ตึก... ตึก...

            เสียงฝีเท้าของผมดังสะท้อนกับผนังทางเดินแคบๆตลอดทางลงบันไดอิฐแดงที่น่าจะพาผมไปยังห้องใต้ดินสถานที่จำศีลของตาแก่ที่ยมทูตรุ่นน้องของผมเคยพบกับมันมาแล้วครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้

            ...และทันทีที่เท้าสองข้างของผมสัมผัสพื้นพรมสีแดงดำตรงชั้นล่างสุด

            "เปิดประตูเข้ามา"

            น้ำเสียงแหบแห้งบอกความกระตือรือร้นที่มากขึ้นกว่าเดิมและบอกให้ผมรู้ว่านี่ไม่ใช่แค่การเรียกตัวเหยื่อมาพบก่อนพิธีกรรมอุบาทว์ในคืนวันพรุ่งนี้จะเริ่มขึ้น

            ตึก... ตึก... ตึก...

            นั่นไม่ใช่เสียงฝีเท้าแต่เป็นเสียงหัวใจของร่างร่างนี้คงพูดได้ไม่เต็มปากนักว่าผมไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะอย่างน้อยเลือดในตัวผมเวลานี้คงสูบฉีดแรงไม่ต่างจากตาแก่ตรงหน้า

            "นั่งก่อนสิ... ตองเก้าหายดีแล้วใช่ไหม?"

            สิ่งที่เห็นทำเอาผมชะงักไปนิดหน่อยตาแก่ในชุดซินแสสีขาวขลิบทอง กำลังนั่งยิ้มอยู่บนโซฟากำมะหยี่สีน้ำตาลรอยยิ้มนั้นดูน่าขนลุก แต่ที่ชวนให้ขนลุกกว่า คือร่างผอมแห้งเหมือนโครงกระดูกหุ้มหนังผิวซีดๆ เหี่ยวๆ เหมือนถูกสูบเลือดออก กับดวงตาลึกกลวงเหมือนศพเดินได้

            "ครับ" ผมตอบสั้นๆเพราะไม่รู้จะพูดอะไร

            "รู้รึเปล่าว่าที่ฉันเรียกเธอมา...เพราะอะไร?"

            คำถามใหม่ถูกตั้งขึ้นอีกเมื่ออีกฝ่ายเห็นว่าผมไม่กระตือรือร้นที่จะพูดคุย

            "ไม่ทราบครับ" ผมยังคงตอบสั้นๆเหมือนเดิม เพราะไม่มีอะไรจะพูด

            "เดี๋ยวนี้พูดไทยชัดดีนะ"ตาแก่สรรหาเรื่องที่จะทำให้ผมพูดมากกว่าเดิมมาจนได้

            "ครับ"ผมมองไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องตอบคำถามให้ยาวกว่าที่กำลังตอบ

            "เอาล่ะ เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่าเรื่องที่ฉันให้คนตามเธอมาวันนี้" ตาแก่หยุดพูดนิดหนึ่งระหว่างที่ลุกเดินกระย่องกระแย่งมาหาผมโดยมีตัวช่วยเป็นไม้เท้าโลหะสีเงินฝังเพชรตรงด้ามจับ

            "ฉันจะวางมือและเพื่อเป็นการไถ่โทษที่เธอถูกรถชนเพราะรถของฉันเบรคแตกฉันจะแต่งตั้งเธอมาทำหน้าที่แทนฉัน" ค่าชดเชยของตาแก่ซินแสฟังดูยิ่งใหญ่เกินตัวคนรับแต่ไม่เป็นไร นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการอยู่แล้ว

            "ครับ" ผมตอบรับสั้นๆเหมือนเดิม ทำเอาคนที่กำลังรอฟังคำตอบ เผลอแสดงความผิดหวังออกมาทางสีหน้าและดวงตาที่ไม่ได้เห็นผมถ่อมตัวปฏิเสธว่าตัวเองไร้ความสามารถและไม่คู่ควร

            "ถ้าเธอตกลงก็มาเซ็นชื่อตรงนี้สิ"

            มือเหี่ยวๆ ที่มีแค่หนังหุ้มกระดูกเอื้อมมาฉุดข้อมือขวาของร่างที่ผมใช้และพยายามลากผมไปยังโต๊ะกระจกด้านหน้าโซฟา ซึ่งมีเอกสารหลายแผ่นวางอยู่

            "ฉันกลัวว่าเธอจะหลงลืมลายเซ็นของตัวเองเพราะอุบัติเหตุเลยไปค้นมาเป็นตัวอย่างให้ อย่าว่ากันเลยนะ ที่ทำทั้งหมด ก็เพื่อผลประโยชน์ของเธอทั้งนั้น"

            ข้ออ้างของตาแก่ซินแสดูจะเป็นประโยชน์กับผมจริงๆโชคดีที่ลายเซ็นนั่นไม่ได้ซับซ้อนอะไร ผมจึงปลอมแปลงได้ไม่ยากเวลานี้ตาแก่กำลังแสยะยิ้มที่ทรัพย์สมบัติทั้งหมดจะตกเป็นของตัวเองในร่างใหม่หลังทำพิธีโดยไม่รู้ว่าผมจะไม่มีวันปล่อยให้มันสำเร็จ

            "ขอบใจมากฉันเตรียมห้องไว้ให้ผู้บริหารใหม่ด้วย ต่อไปห้องพักนี้จะเป็นของเธอถาวร"ตาแก่ยกมือสั่นๆ ชี้ไปที่ประตูห้องทางซ้าย ห่างออกไปสามสี่ก้าว

            "ขอบคุณ"ผมตอบในสิ่งที่คิดว่าควรพูดอย่างน้อยนี่ก็คือการปูทางให้ผมไปสู่อำนาจที่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของคนกลุ่มหนึ่งได้

            "ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณเธอหลับให้สบายนะ" ตาแก่พูดพร้อมกับค่อยๆ นั่งลงบนโซฟามีเสียงข้อต่อตามแขนขาดังกรอบแกรบปิดท้ายบอกให้รู้ว่าพวกมันคงอยากปลดระวางจากการใช้งานเต็มทน

            "แค่สแกนนิ้วครั้งเดียวระบบก็จะจดจำรอยนิ้วมือของเธอ ฉันสั่งทำมาเพื่อเธอเลยนะ"

            เสียงแหบแห้งดังขึ้นทันทีที่อีกฝ่ายเห็นผมยืนงงกับประตูที่ปราศจากรูกุญแจและเครื่องอ่านคีย์การ์ดน่าชื่นชมตาแก่ที่แม้จะอยู่มานานหลายร้อยปีแต่ก็พยายามอัปเกรดตัวเองไม่ให้ดักดานกับอะไรที่มันล้าหลังไม่พัฒนา

            "ขอบคุณครับ"ผมเติมคำลงท้ายหลังประโยค และยิ้มมุมปากให้ซินแสชรา ข้างในดวงตาลึกกลวงคู่นั้นที่กำลังจ้องมองมาบ่งบอกแววจับพิรุธที่ทำให้ผมมั่นใจว่าตาแก่นั่นรู้เรื่องที่ผมไม่ใช่ตองเก้าคนเดิม

            แล้วยังไงล่ะ...ในเมื่อนั่นคือสิ่งที่ผมต้องการ!

            "หึ...ห้องนอนผู้บริหารหรือโรงแรม 6 ดาว"

            ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศปะทะเข้าหน้าผมพร้อมๆ กับที่โคมไฟ LED ภายในห้องสว่างขึ้นเผยให้เห็นภาพความหรูหราโอ่อ่าที่มากเกินกว่าจะบอกว่าจัดไว้ให้ผู้บริหารใหม่ทั้งโซฟากำมะหยี่สีแดงเลือดนก ด้านหน้าโทรทัศน์จอยักษ์ติดผนังพร้อมโฮมเธียเตอร์เตียงนอน 6 ฟุต เครื่องเสียงและชุดคาราโอเกะ ตู้เสื้อผ้าบิลด์อินขนาด 6 ประตูที่ไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ข้างใน และห้องน้ำที่มีอ่างอาบน้ำทองคำตั้งรอให้ใช้งาน

            ...แค่จัดไว้รอร่างใหม่ของตัวเองแต่พูดความเท็จให้มันฟังดูดีก็เท่านั้น

            "ก็ดี!"ผมเลือกที่จะทิ้งตัวลงบนเตียง โดยไม่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า

            เวลา 1 ชั่วโมงผ่านไปอย่างเชื่องช้า และผมยังคงนอนหนุนแขนลืมตามองเพดานอาจเป็นเพราะชีวิตยมทูตที่ไม่เคยต้องการการนอนหลับพักผ่อนทำให้ผมไม่สามารถข่มตาให้หลับได้ หรือไม่ก็เพราะภารกิจยังไม่เสร็จสิ้นทำให้ผมอยากปิดฉากตาแก่ข้างนอกนั่นเสียเดี๋ยวนี้ ถึงอย่างนั้น...ผมก็ทำได้แค่คิด

            "จน เครียด กินเหล้า จน เครียดเลิกเหล้า ทำงาน ทำงาน ทำงาน เก็บเงิน ทำงาน เก็บเงิน ใช้หนี้ ทำงาน เก็บเงินได้เรียน มีกิน ช่วยเหลือ ผ่องใส เมียรัก อบอุ่น ไม่ป่วย รวยปัญญา พัฒนา ฉลาดชาติเจริญ..."

            เสียงพูดของใครบางคนปลุกผมให้ตื่นรับวันใหม่ผมมองหาต้นเสียงและพบว่ามันคือนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือแบบกดปุ่มในกระเป๋ากางเกงน่าแปลกที่ผมไม่เคยได้ยินเสียงนี้มาก่อนคงเพราะหมอนี่ตั้งเวลาปลุกเอาไว้แค่วันนี้...วันที่ตาแก่ซินแสนัดหมายทำพิธีอุบาทว์นั่น

            "จน เครียด กินเหล้า...ตู๊ด!"

            ผมปิดเสียงปลุกระหว่างลุกจากเตียงตรงไปที่ประตูห้อง สแกนนิ้วให้มันเปิดออกก่อนจะพบว่าตาแก่กำลังนั่งยิ้มรออยู่ที่โต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้วไม่ต่างจากบนโต๊ะกระจกหน้าโซฟาที่มีชามข้าวต้มร้อนๆ ตั้งรออยู่สองชาม

            "ตื่นแล้วหรือตองเก้า มาสิมากินข้าวเช้ากัน"

            คำชวนที่ได้ยินทำเอาผมอยากถอยหลังกลับเข้าไปในห้องหรือไม่ก็... ไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีสายตาของตาแก่คอยมองตามจับผิด

            "ผมไม่กินข้าวเช้า"ผมตอบเป็นภาษาไทยเต็มประโยค ชัดเจน ให้สมกับที่กำลังถูกจับพิรุธ

            "ถ้าอย่างนั้นมื้อกลางวันกับมื้อเย็นอยากกินอะไรล่ะฉันจะให้คนเตรียมไว้ให้ ไม่ต้องเกรงใจ" ชายชราพยายามปั้นยิ้มอ่อนโยน ใจดีทั้งที่ดูไม่เข้ากับสายตาที่จ้องมองมาสักนิด

            "ผมขอแค่มือถือเครื่องเดียวไว้สั่งเดลิเวอรี่"

            คำตอบของผมทำเอารอยยิ้มของตาแก่จางหายไปในทันที

            "อ่อ... เธอคงลืมสินะว่าที่นี่อยู่นอกเขต ความจำของเธอคงจะมีปัญหาจริงๆ อยากไปโรงพยาบาลไหม?"ตาแก่ซินแสถามผมเสียงเย็น

            "จบงานของคุณคืนนี้แล้วผมจะไปเอง"

            คำตอบของผมเรียกรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ให้กลับคืนมาบนใบหน้าเหี่ยวย่นหุ้มกระดูกอีกครั้ง

            "ฉันดีใจที่เธอจำได้อยากไปกินข้าวกับเพื่อนๆ ไหมล่ะ เผื่อว่าเธอจะได้รำลึกความทรงจำ"ตาแก่เปลี่ยนกลับมาสวมบทชายชราใจดีอีกครั้ง

            "ครับ"คำตอบรับทำให้ผมได้รับอนุญาตให้กลับขึ้นมาบนตึกแต่คิดเหรอว่าผมมาที่นี่เพื่อรำลึกความทรงจำ

            "เฮ้ย! ไอ้ตองเก้าเดี๋ยวนี้อู้งานเหรอวะ หรือคิดว่าเป็นคนโปรดนายแล้วจะทำอะไรก็ได้" เสียงคุ้นหูดังขึ้นทันทีที่ผมเปิดประตูและก้าวเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยคอมพิวเตอร์กับสมาร์ทโฟนรวมกันนับร้อยเครื่อง

            "พูดด้วยแล้วทำเมินนี่อยากมีเรื่องสินะ... ไอ้ตองเก้า" คนคนนั้นปรี่เข้ามาหาผมมือเงื้อหมัดมาแต่ไกลเหมือนกลัวผมจะได้โอกาสชกก่อนแบบครั้งที่แล้ว

            "ใครทำร้ายตองเก้าฉันจะให้มันเข้าไปในห้องขังลืม!" เสียงประกาศจากลำโพงบนเพดานบ่งบอกว่าตาแก่นั่นยังคอยจับตามองพฤติกรรมของผมตลอดเวลาและมันก็ทำให้เจ้าของร่างหนาตันที่กำลังปรี่เข้ามาหยุดชะงักราวกับกดปุ่ม

            "อะไรวะครับเนี่ยกลายเป็นคนโปรดนายจริงๆ ด้วยเว้ย อยากโดนรถนายชนบ้างจังว่ะเผื่อจะได้เป็นคางคกขึ้นวอลบ้าง"

            เสียงของใครอีกคนดังมาจากหลังห้องเรียกให้ผมหันไปจดจำใบหน้าของผู้ชายผมยาวที่กำลังชูนิ้วกลางให้เสียดายที่ผมไม่ได้ถือเคียวยมทูตแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะผมจะจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้เสร็จสิ้นภายในวันพรุ่งนี้

            "ตองเก้า!เธอเป็นคนโปรดของนายจริงๆ น่ะเหรอ งั้นฉันขอเป็นคนโปรดของเธอได้ไหม?" ผู้หญิงผมซอยสั้นในชุดเสื้อยืดแขนกุดกางเกงยีนส์ขาสั้นกระโจนข้ามเก้าอี้พลาสติกของตัวเองมายืนจ้องหน้าผมในระยะประชิด

            "ผมไม่ชอบผู้หญิง"

            คำตอบของผมเรียกเสียงโห่ร้องเป่าปากให้ดังไปทั่วห้องหากแต่ผู้หญิงตรงหน้าผมก็ยังไม่ละความพยายาม

            "อะไรกันเดือนก่อนเธอยังมาสารภาพรักกับฉันอยู่เลย พอวันนี้มาบอกชอบผู้ชาย ฉันไม่เชื่อหรอกอยากแกล้งหักอกคืนก็บอกมาสิ" จู่ๆ เธอก็สารภาพความผิดออกมาเอง ที่จริง...ผมไม่ได้รังเกียจที่จะร่วมงานกับผู้หญิง แต่กับผู้หญิงอย่างเธอ คงใช้การอะไรไม่ได้

            "ถอยไป!หักอกเขาแล้วก็อย่ามาเสนอหน้าสิ ตองเก้าเค้ารู้หรอกว่าใครจะตีซี้เพราะผลประโยชน์เค้าหมายความว่าถ้าเหลือผู้หญิงอย่างเธอคนเดียวบนโลก เค้าชอบผู้ชายดีกว่าใช่ไหมตองเก้า?" ผู้หญิงอีกคนในห้องแทรกตัวเบียดคนและโต๊ะเก้าอี้เข้ามาหาผมพร้อมกับเอาคำพูดของผมไปตีความผิดๆ

            ...น่าเหนื่อยใจบางทีผมอาจต้องโละทิ้งทั้งแก๊งก็ได้

            "ผมไม่ได้พูดแบบนั้น"ผมตอบคำถามเธอสั้นๆ แค่พอให้ได้ใจความสำคัญ

            "แล้วนายหมายความว่าอะไรถ้าไม่ใช่แบบที่ฉันพูด?" แต่ดูเหมือนเธอจะไม่เข้าใจ

            "หมายความว่าต่อให้ไม่ใช่เค้กแต่เป็นเธอที่เป็นผู้หญิงคนสุดท้ายบนโลก หมอนั่นมันก็ชอบผู้ชายไง"

            เสียงตอบที่ดังแทรกขึ้นเรียกให้ผมหันไปมองผู้ชายผิวคล้ำตัวเล็ก ฟันขาว จมูกรั้น และผมตั้งเหมือนปาดเจลหมดกระปุกที่กำลังนั่งไขว่ห้างโยกเก้าอี้ยิ้มร่าอยู่หลังห้อง ก่อนที่ไม่กี่วินาทีต่อมาเก้าอี้ที่หมอนั่นนั่งโยกอยู่จะขาหักสองข้างพร้อมกัน

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์ ที่คุณอ่าน

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801