ตึก ตึก โครม!!
เลทีเซียค่อยๆ ขยับเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ เธอค่อยๆ ดันตัวเองลุกขึ้นจากกองฟางบางๆ ซึ่งมีผ้าผืนใหญ่คลุมไว้ แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาจากหน้าต่างวงกลมบานเล็กๆ แสดงให้เห็นว่าเป็เวลาย่ำรุ่งแล้ว
เธอบิดี้เีเล็กน้อยพร้อมกับปัดเศษฟางซึ่งติดอยู่กับเสื้อสีขาวเกรอะคราบดินของเธอ จากนั้นจึงเอื้อมไปหยิบเสื้อกั๊กหนังที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาใส่ทับไปอีกชั้น สภาพของเธอตอนนี้ดูแทบไม่ต่างจากเหล่าลูกเรือเลยแม้แต่น้อย จะมีก็เพียงแค่ผมยาวสีน้ำตาลคาราเมลอ่อนของเธอเท่านั้นที่จำแนกเธอออกจากลูกเรือทั่วไป
เมื่อเธอเปิดประตูห้องออกไปเธอก็ได้พบกับเหล่าลูกเรือซึ่งกำลังยืนล้อมรอบกันเป็รูปวงกลมอยู่กลางดาดฟ้าเรือกำลังสงสัยดังเฮฮากันลั่นจนทำให้เธอต้องจำใจตื่นขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
เธอพยายามมองหาเ้าเด็กหนุ่มที่ปรึกษาตัวดีของเธอก่อนจะพบว่าเขานั่งอยู่บนถังไม้โอ๊คถังเดิม ดูการวิวาทอย่างเพลิดเพลิน
ตรงศูนย์กลางของฝูงชนนั้นมีชายหนุ่มสองคนกำลังต่อสู้กันอยู่ในวงกลมสีดำซึ่งถูกวาดด้วยก้อนถ่าน หนึ่งในนั้นคือคนที่ชื่อฟิล ผู้ชายร่างผอมสูงดูมีเอกลักษณ์ แม้ร่างกายจะดูผอมแห้งแรงน้อยแต่ชายคนนี้กลับมีวิธีการจัดการต่อคู่ต่อสู้อย่างมีชั้นเชิง เขาใช้ความกว้างของ่แขนในการจัดการคู่ต่อสู้ซึ่งมีขนาดตัวใหญ่กว่าเขาได้ คอยใช้มือเบี่ยงเบนการโจมตีของคู่ต่อสู้และโจมตีจากระยะกลางอยู่เสมอ เมื่อศัตรูผลีผลามเข้ามา เขาก็ใช้การจับข้อมือของคู่ต่อสู้ขณะที่พุ่งเข้ามาประชิดพร้อมกับหมุนตัวเพื่อส่งแรงดึงให้คู่ต่อสู้ของเขาถลาออกไปนอกวงกลมสีดำ
“เย้ เย้” เสียงเชียร์จากเหล่าผู้ชมดังขึ้น หลังจากนั้นเหล่าผู้ชมก็เริ่มยื่นเหรียญทองแดงให้กันตามจำนวนที่มีการพนันไว้
ฟิลที่ชนะในการต่อสู้ได้ชูมือขึ้นพร้อมกับให้ไปยิ้มให้กับเหล่าผู้ชมซึ่งรายล้อมตัวเขาอยู่ ก่อนที่จะหันไปดึงผู้แพ้ซึ่งกำลังนอนแอ้งแม้งอยู่ให้ลุกขึ้นมาได้สะดวก
“ข้าจะชนะเอ็งได้ยังไงกันวะ อย่างเอ็งนี่คงมีแค่นายหญิง เอลก์แล้วก็ดอนนี่เท่านั้นแหละที่พอจะจัดการได้”
“ถ้าดอนนี่ข้าว่ายังพอรับมือไหวนะแต่กับนายหญิงและเอลก์นี่ขอผ่านเหมือนกัน ฮ่า ฮ่า”
ทั้งสองหัวเราะร่าร่วมกันใหญ่ก่อนที่จะเดินออกจากวงกลมออกมา
ขณะนี้เหล่าลูกเรือก็กำลังพูดคุยหาหนุ่มเืร้อนสองคนต่อไปที่จะมาเข้าร่วมการวิวาทยามเช้านี้
“ทำอะไรแบบนี้กันทุกวันเลยหรอ” เลทีเซียถามขึ้น
หลังจากที่เธอขึ้นมาอยู่บนเรือนี่ได้สามวันเธอจึงพบว่ากิจกรรมบนเรือนั้นไม่ได้มีอะไรมากมายนัก ตอนเช้าเหล่าลูกเรือก็จะตื่นขึ้นมาประลองฝีมือกัน พอสายๆ หน่อยก็จะเริ่มทำความสะอาดเรือและตรวจความเรียบร้อยอย่างถี่ถ้วน ตอนบ่ายก็เอาแต่นอนหลับกันอย่างเพลิดเพลินหรือบางส่วนก็อาจจะลุกขึ้นมาหากิจกรรมอะไรทำแก้ว่างบ้าง พอตกเย็นก็ร้องรำทำเพลงร่ำสุรากันจนดึกดื่น พอตื่นเช้ามาก็วนรูปแบบเดิมอยู่อย่างนั้น
‘เบื่อจะแย่อยู่แล้ว’ เลทีเซียจ้องมองไปยังกลุ่มลูกเรือที่หารือกันอยู่ขณะที่ใคร่ครวญกับความคิดของตนเอง
“ถ้าเบื่อเธอจะลองลงไปสู้บ้างมั้ยละ” เสียงที่โพล่งถามขึ้นมานั้นหาใช่ของเด็กหนุ่มไม่ แต่กลับเป็ของชายร่วงอ้วนที่เคยพยายามจะปลิดชีพของเธอก่อนหน้านี้
เลทีเซียสะดุ้งโหยงและเอามือจับไปที่แขนเสื้อของลิซโดยไม่รู้ตัว
“ไม่ดีกว่าค่ะ” เลทีเซียพยายามที่จะหลบตาของดอนนี่ในขณะที่เขายังคงจ้องเธอเขม็ง
“อืม อุตส่าห์คิดว่าจะได้เห็นการต่อสู้ในแบบของผู้ใช้เวทมนตร์สักหน่อย น่าเสียดาย น่าเสียดาย” ดอนนี่ยังคงกระเซ้าเย้าแหย่เลทีเซีย แม้จะเห็นว่าเธอไม่ค่อยอยากจะคุยด้วยก็ตาม
“ฮ่า ฮ่า แต่ผมอยากเห็นพี่ลงไปสู้รอบหน้านะั้แ่ขึ้นเรือมายังไม่เห็นพี่ลงไปสู้บ้างเลย”
“ข้าว่าจะเก็บแรงไว้สู้กับฟิลแต่ดันถูกลูกเรือคนอื่นตัดหน้าเลือกไปเป็คู่ต่อสู้ไปก่อนเนี่ยสิ”
“ผมก็เก็บแรงไว้สู้กับพี่เหมือนกัน แต่ถ้าให้สู้กันแบบเต็มแรงผมก็คงหมดโอกาสนะ เอางี้มั้ยถ้าพี่ชนะรอบหน้าได้ ผมจะลงสู้กับพี่ต่อเลย” ลิซท้าทายดอนนี่ ด้วยเงื่อนไขที่ดูไม่มีศักดิ์ศรีเอาเสียเลยและเขาก็เชื่อว่าดอนนี่จะต้องตอบรับข้อเสนอนี่อย่างแน่นอน
“บ๊ะไอ้หนูนี่ เฮ้ยพวกเอ็งข้าจะลงรอบต่อไปเองใครจะสู้ก็มา” ดอนนี่ตอบรับคำเชื้อเชิญของลิซโดยการเดินเข้าไปในวงอย่างทันท่วงที
เลทีเซียถอนหายใจโล่งเมื่อดอนนี่เดินออกไป แต่มือของเธอก็ยังคงจับแขนเสื้อของลิซไว้อย่างแ่า
“ยังไม่เลิกกลัวพี่ดอนนี่อีกหรอ”
“ก็ไม่ได้กลัวแล้วแหละ แต่แค่ยังไม่รู้จะพูดคุยด้วยยังไง”
เลทีเซียนั้นยังคงฝังใจจากเหตุการณ์ที่ขึ้นเรือมาในวันแรกอยู่ แม้ลิซจะเล่าเหตุผลให้ฟังไปแล้วว่าทำไมลูกเรือทุกคนถึงทำแบบนั้นกับเธอไปก็ตาม
‘ฉันเคยบอกไปแล้วใช่มั้ยว่าเรือของเราไม่ใช่เรือขนส่งสินค้าธรรมดา พวกเรายังขนสินค้าให้กับพวกชนชั้นสูงในอาณาจักรรูเบเรียอีกด้วย นั่นหมายความว่าหากมีคนขึ้นเรือมาโดยพลการพวกเราก็สามารถกำจัดทิ้งได้ในทันทีโดยใช้กฎหมายของป้องกันผู้รุกรานของอาณาจักรเรา’
‘งั้นทำไมพวกเขาถึงไม่ฆ่าฉันในทันทีเลยละ’
‘เพราะเธอเป็เด็กผู้หญิงเท่านั้นแหละ นายหญิงเคยเล่าให้ฟังว่าในอดีตก็เคยมีเด็กที่ถูกฝึกให้เป็นักฆ่าลอบขึ้นมาบนเรือเหมือนกัน เมื่อโดนจับได้แม้จะอยากจะช่วยแต่เด็กพวกนั้นก็จะชิงฆ่าตัวตายไปเองเสียก่อน’
‘เอาจริงๆ ตอนนั้นฉันก็ทำใจไว้แล้วเหมือนกันแต่สุดท้ายร่างกายกลับไม่ยอมเชื่อฟังเลยเนี่ยสิ’
‘นั่นก็เป็อีกเหตุผลที่ทำให้พวกเราช่วยเธอขึ้นมาเหมือนกันโดยมากแล้วบุคคลที่พยายามจะลอบเข้ามาบนเรือของเรามักจะเตรียมใจไว้แล้ว แต่กับเธอที่แม้จะโกหกได้ไม่เป็เื่เป็ราวสักเท่าไหร่ แถมยังทำตัวยึดมั่นในความทระนงแบบครึ่งๆ กลางๆ นั้น ก็ทำให้เข้าใจได้ว่าเธอคงไม่ใช่พวกที่เลวร้ายสักเท่าไหร่หรอก แต่น่าจะเป็พวกที่ไม่เคยเผชิญโลกมามากกว่า’
‘แต่ก็ไม่เห็นต้องทำกันถึงขนาดนั้นเลยนี่’
‘คนเราถ้าความตายมันยังไม่ได้มาอยู่ตรงหน้า ก็ไม่มีทางที่จะแสดงธาตุแท้ออกมาง่ายๆ หรอก’
คิดย้อนกลับไปถึงคำพูดที่ลิซบอกผนวกเข้ากับสถานการณ์ที่เด็กสาวเจอทำให้เธอรู้ว่าโลกภายนอกนั้นไม่ได้สวยหรูเหมือนอย่างในราชวังที่เธออาศัยอยู่มาแม้แต่น้อย พลาดพลั้งเพียงครั้งเดียวก็เกือบจะทำให้เธอกลายเป็ิญญาเฝ้ามหาสมุทรไปเสียแล้ว
และที่สำคัญความทระนงองอาจก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เธอได้รับการยอมรับหรือรอดพ้นจากความตายไปได้ กลับกันการที่เธอพยายามตะเกียกตะกายร้องห่มร้องไห้จะเป็จะตายนั้นกลับทำให้เธอรอดชีวิตมาได้เสียนี่
‘ชีวิตของคนเรามันช่างไม่แน่นอนเสียจริง’
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามความกลัวภายในจิตใจของเธอก็ไม่ได้จางหายตามไปด้วยอยู่ดี แม้เธอจะยอมรับเหตุผลของทุกการกระทำจากคนบนเรือได้แล้ว แต่ร่างกายของเธอก็ยังคงตอบสนองอย่างรุนแรงเมื่อพบเจอกับดอนนี่อยู่ดี
“อืม ค่อยๆ ทำตัวให้ชินไปก็ได้หรือต่อให้เธอไม่ยกโทษให้พี่ดอนนี่ เขาก็คงไม่ได้ใส่ใจอะไรหรอก” ลิซพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาเองก็รู้ดีว่าเลทีเซียยังไม่สามารถยอมรับดอนนี่ได้ เข้าจึงช่วยพูดเพื่อให้ดอนนี่ออกไปเสียก่อน แต่เมื่อกลับมาอยู่กับเด็กสาวสองต่อสอง ลิซเองก็กลับทำตัวไม่ถูกเสียเอง
“เฮ เฮ” เสียงเหล่าลูกเรือดังขึ้น
ภายในวงกลมสีดำมีร่างอ้วนๆ ของดอนนี่ยืนชูมือขึ้นและเรียกเสียงเชียร์อยู่ จากนั้นเขาก็มองมายังลิซและกวักมือเรียกเพื่อให้เด็กหนุ่มลงไปยังสนามประลอง
“อะไรเนี่ย เพิ่งลงไปสู้ตะกี้เองไม่ใช่หรอพี่ ไม่ออกแรงให้เยอะกว่านี้สักหน่อยล่ะ” เด็กหนุ่มเริ่มโอดครวญ
“พอดีว่าข้าก็อยากเก็บแรงไว้สู้กับเอ็งแบบเต็มเม็ดเต็มเหนี่ยวเหมือนกัน” ดอนนี่ยิ้มตอบกลับอย่างมีเลศนัย
“รอบนี้ขอใช้เวทมนตร์ในการประลองด้วยนะ ไม่งั้นขนาดตัวอย่างผมคงสู้พี่ไม่ได้แน่” ลิซเสนอเงื่อนไขในการต่อสู้ให้กับดอนนี่
“ได้อยู่แล้ว”
เมื่อลิซก้าวเข้าไปในวงกลมทุกคนก็จะเห็นถึงความต่างของร่างกายทั้งสองคนได้อย่างชัดเจน เด็กหนุ่มกำลังโตวัยสิบสองย่างเข้าสิบสาม มีขนาดความสูงอยู่แค่ประมาณ่คอของดอนนี่เท่านั้น อีกทั้งมวลร่างกายที่น้อยกว่าอีกเท่าตัว หากไม่ใช้เวทมนตร์เข้าช่วย มีหวังร่างกายของเด็กหนุ่มคงได้แตกเป็เสี่ยงๆ แน่
แต่แม้ความแตกต่างของทั้งสองจะชัดเจนแต่แววตาของเด็กหนุ่มกลับจ้องมองไปยังคู่ต่อสู้ตรงหน้าอย่างมั่นคง ลิซยกมือทั้งสองขึ้นตั้งท่าอยู่บริเวณกลางลำตัว วางขาขวาไว้ข้างหน้าและใช้ขาซ้ายตั้งยันไว้อย่างมั่นคง
ในขณะที่ดอนนี่กางแขนออกจากลำตัว แบบมือทั้งสองข้าง และวางตำแหน่งมือให้อยู่ระดับเหนือหัวเข่าเล็กน้อย เขาค่อยๆ ย่อลำตัวส่วนบนลงและทิ้งน้ำหนักลงไปที่ขาขวาซึ่งอยู่ด้านหน้า
ทั้งสองยืนจ้องกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ดอนนี่จะเริ่มเป็ฝ่ายพุ่งตัวเข้าไปหา
ดอนนี่ใช้ความได้เปรียบจากร่างกายที่ใหญ่โตกว่าขนาบทางหนีของลิซไว้ ฝ่ามือที่เคลือบไปด้วยพลังเวทมนตร์กำลังจะปะทะเข้ากับตัวของเด็กหนุ่ม
ลิซเลือกที่จะใช้มือขวาดันแขนข้างซ้าย่ในของดอนนี่ออกแล้วใช้มือซ้ายจับไปที่หัวไหล่ของดอนนี่ก่อนที่จะออกแรงะโโดยใช้ไหล่ของดอนนี่เป็ฐานแล้วมุดไปยังบริเวณใต้วงแขนข้างซ้ายซึ่งถูกเปิดทางไว้จากการปัดป้องรอบแรก
“โอ้ย ห้อยโหนเป็ลิงอีกแล้วนะเอ็งนี่”
“ถ้าผมมีร่างกายใหญ่โตแล้วใช้แค่แรงเอาชนะคู่ต่อสู้ได้แบบพี่ผมก็คงไม่ทำแบบนี้หรอก” ลิซยียวนคู่ต่อสู้ของเขาพร้อมกับแสดงใบหน้ายิ้มแย้มให้
“ถึงได้ไม่อยากออมแรงก่อนหน้านี้เพราะเวลาสู้กับเอ็งนะมันเหนื่อยกว่าจะจับได้!!” พูดจบดอนนี่ก็หมุนตัวกลับโดยใช้หลังกำปั้นข้างซ้ายนำทางไปก่อน
ลิซที่เห็นดอนนี่กำลังหันตัวกลับมาพร้อมกับกำปั้นจึงใช้มือซ้ายที่เคลือบด้วยพลังเวทสกัดกั้นไว้ ก่อนจะก้มตัวลงและเตะตัดขาข้างซ้ายของดอนนี่ซึ่งเป็ฐานในการหมุนตัว
แต่ความรู้สึกที่ลิซเตะเข้าไปนั้นราวกับเตะเข้าที่ฐานของต้นบอร์เนียวก็มิปาน ไม่มีการสั่นคลอนสำหรับดอนนี่แต่อย่างใด
“เมื่อกี้เกือบจะดีแล้วนะ”
“ก็ถ้าพี่มีพลังเวทน้อยกว่านี้อีกสักนิดมันก็อาจจะดีแล้วก็ได้” ลิซตอบในขณะที่ตัวของเขานั้นอยู่ในจุดที่ค่อนข้างอันตรายยิ่งนัก
ลิซพยายามดันตัวเองถอยหลังออกจากดอนนี่ให้มากที่สุด แต่เหมือนว่าดอนนี่จะเป็ฝ่ายที่ปรับสมดุลตัวเองได้ก่อน
จังหวะที่เด็กหนุ่มถีบตัวเองถอยหลังและพยายามที่จะลุกยืนขึ้นนั้น ตัวของดอนนี่ก็วิ่งเข้ามาอยู่ในระยะประชิดเสียแล้ว
“กัดฟันแน่นๆ หน่อยละ” ดอนนี่แสยะยิ้ม
“พี่!!” ลิซยิ้มแหยๆ พร้อมกับขบฟันแน่น
มือทั้งสองข้างของดอนนี่ดันเข้าบริเวณ่ท้องของลิซเข้าอย่างเต็มรัก ส่งผลให้ตัวของเด็กหนุ่มลอยกระเด็นไปยังกลุ่มลูกเรือที่ยืนรายล้อมอยู่
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไอ้หนูนี่นับวันยิ่งเอาเื่วุ้ย ไปกินให้มันเยอะๆ กว่านี้หน่อยจะได้สมน้ำสมเนื้อกับข้าเสียที ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ดอนนี่เท้าเอยยืนหัวเราะร่าอย่างมีความสุข
“แกล้งเด็กแบบนี้มันสนุกตรงไหนกันเนี่ยพี่”
“แกล้งเด็กคนอื่นอาจไม่สนุกแต่กับเอ็งนี่ข้าให้ทั้งวันก็ไม่มีเบื่อ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ดอนนี่ยังคงหัวร่อ
คู่ของทั้งสองเป็คู่สุดท้ายสำหรับเช้านี้แล้ว ลิซค่อยๆ เดินโซซัดโซเซกลับไปหาเลทีเซีย ซึ่งนั่งอมยิ้มหัวเราะคิกคักอยู่เพียงคนเดียว
“ตลกมากป่ะ”
“ก็นิดนึง” เธอตอบพร้อมกับเอามือป้องปากเพื่อรักษากิริยาที่อดกลั้นไม่อยู่ของตนเองไว้
“พรุ่งนี้ฉันจะเสนอให้เธอไปลงแข็งเตรียมใจเอาไว้เลย”
“งั้นฉันก็จะไปบอกนายหญิงของเธอว่า ที่ปรึกษาของฉันช่างหยาบคายและใช้ถ้อยคำราวกับผู้หญิงนั้นเป็เพียงสิ่งของเท่านั้น”
“หา!! ฉันไปทำอะไรแบบนั้นตอนไหนห๊ะ”
เลทีเซียยังคงหัวเระาไม่หยุด
สาเหตุที่เฟรย์ให้ลิซมาดูแลเลทีเซียทั้งๆ ที่เอลก์ดูจะเหมาะสมกับงานนี้มากกว่านั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะเฟรย์อยากให้เลทีเซียช่วยดูแลและสั่งสอนกิริยามารยาทในแบบที่ถูกที่ควรของบุคคลทั่วไปให้แก่ลิซด้วย เธอดูจะหมดหวังกันการที่ให้พวกลูกเรือเหล่านี้มาคอยช่วยดูแลลิซเสียแล้ว และตัวเธอเองก็ไม่ได้มีเวลาว่างมากพอที่จะมาดูแลลิซอีกด้วย
และที่สำคัญที่สุดก็คือทั้งสองนั้นอายุไล่เลี่ยกัน คงจะเป็การดีกว่าที่จะให้เด็กทั้งสองได้แบ่งปันประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงให้แก่กันและกัน
“นี่อย่ามาพูด เห๊อะ! ห๊ะ! ใส่ผู้หญิงแบบนี้นะ เธอควรจะพูดว่า ‘ผมไม่เคยทำอะไรแบบนั้นนะครับ’ มากกว่านะ”
“แหยะพูดไม่ลง ตอนฉันพูดกับพวกเพื่อนๆ แถวบ้านก็ยังไม่เห็นต้องพูดอะไรแบบนี้เลย”
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอจะพูดแบบนี้กับใครมาก่อนหรือเปล่าแต่ตอนนี้ท่านเฟรย์บอกให้ฉันดูแลเื่กิริยาของเธอดังนั้นเธอก็ต้องเชื่อฟังฉันสิ” เลทีเซียพูดพร้อมกับยิ้มและหรี่ตาลงเล็กน้อยแสดงท่าทางว่าตนนั้นอยู่เหนือกว่านะ
“โอ้ยจะฟ้องก็ฟ้องไปเลย สนตายล่ะ” ลิซพยายามที่จะเดินจากไป รู้สึกราวกับว่าการต่อสู้ที่ผ่านมาเมื่อครู่ยังไม่เหน็ดเหนื่อยเท่ากับการต้องมาต่อล้อต่อเถียงกับสตรีตรงหน้านี้เลย
“นี่แต่ถ้าเธอทำตามที่ฉันบอก เหล่าสุภาพสตรีในเมืองอาจจะสนใจเธอมากขึ้นก็ได้นะ”
“ได้เลยครับท่านหญิงเลทีเซีย ไม่ว่าจะให้กระผมทำอะไรก็บอกมาได้เลยครับ” ลิซหันกลับมาตอบรับอย่างทันท่วงทีพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างให้แก่เลทีเซีย จากคำพูดของเลทีเซียทำให้อาการาเ็ที่ลิซโอดโอยอยู่เมื่อครู่ดูจะหายดีเป็ปลิดทิ้งไปเลย
‘ดูท่าแล้วไม่น่าจะใช่เื่ง่ายแหะ’ เมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบรับของเด็กหนุ่ม เลทีเซียก็ได้แต่ส่ายหน้าและปลงจิตอยู่ในใจ
ส่วนเด็กหนุ่มนั้นก็ยังคงคาดหวังว่าเขาจะสามารถเข้ากับสังคมที่มีสาวๆ รายล้อมได้อย่างไม่เคอะเขิล โดยไม่ได้ตะขิดตะขวงใจเลยว่าสิ่งแรกที่เขาควรต้องทำคือการเลิกวางท่าและใช้คำพูดคำจาแบบพวกพี่ๆ ของเขาเสียก่อน