Seek A Star : ดาวนำทาง

    บทที่ 3 ความฝันของเด็กสาว [Re]

    บทที่ 3 ความฝันของเด็กสาว [Re]





    เช้ามืด ความเย็นยะเยือกเสียดแทงร่างกาย แม้เป็นช่วงปลายฤดูหนาว อุณหภูมิใจกลางหุบเขาในชนบทแห่งนี้ต่ำกว่าในเมืองหลวงอย่างร้ายกาจ โรงเรียนที่เหล่าทีมงานกองถ่ายภาพยนตร์ ‘ลำนำพงไพร’ มาพำนักชั่วคราวมีอาณาเขตกว้างขวาง กินพื้นที่บริเวณผืนป่าแถบหุบเขาเกือบทั้งลูก อาคารล้อมรอบด้วยต้นสนสูงตระหง่าน ตอนกลางวันแสงแดดยากส่องถึงพื้น ยามวิกาลจึงยิ่งทวีคูณความหนาวเย็น “เดี๋ยวพอ 6 โมงครึ่ง ฉันจะให้ทีมฝ่ายดูแลตัวประกอบทยอยส่งเอ็กตร้า[1] (นักแสดงตัวประกอบ) มานะ วันนี้มีเอ็กตร้าทั้งหมด 50 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจำนวน 30 คนต้องเตรียมสแตนด์บายให้พร้อมก่อน 8 โมงครึ่ง ส่วนกลุ่มที่ 2 เข้ากล้องตอน 10 โมงเช้า เวลาค่อนข้างจวนตัว เร่งมือหน่อยล่ะ” ชายหนุ่มแซ่เจียง ตัวแทนทีมงานกองถ่ายผู้รับหน้าที่ประสานงานเรื่องการคัดเลือกนักแสดงตัวประกอบมือสมัครเล่นจากคนในหมู่บ้านเมื่อวาน ย้ำเตือนทีมสไตลิสต์อีกครั้งหนึ่งอย่างรอบคอบ “ได้เลยค่ะ ผู้ช่วยเจียง” “วันนี้เป็นวันแรกของการถ่ายทำ ผู้กำกับเจิ้งจะต้องลงมาตรวจทานงานด้วยตัวเองแน่ คงรู้สินะว่าถ้างานออกมาไม่ดีจะเป็นยังไง” “ทราบแล้วค่ะ” ทุกคนพยักหน้าระรัวอย่างกริ่งเกรง ผู้ช่วยแซ่เจียงเดินออกมาจากกระโจมห้องแต่งตัวอย่างเหนื่อยล้า เผชิญหน้าสายลมอันหนาวเย็น เขาห่อตัวใต้เสื้อกันหนาว มือหนึ่งหยิบเอกสารมาทบทวนตารางงานของวันนี้ อีกมือหนึ่งคีบบุหรี่มาสูบแก้ง่วง ผู้ช่วยแซ่เจียงเป็นผู้ช่วยผู้กำกับลำดับ 2 ของกองถ่ายแห่งนี้ ในขณะที่ผู้ช่วยผู้กำกับลำดับ 1 เป็นเสมือนมือขวาของผู้กำกับ รับหน้าที่เป็นคนกลางสื่อสารกับทีมงาน คอยจัดการภาพรวมของงานสร้าง เรียงลำดับคิวการถ่ายทำ และดำเนินงานหน้ากล้องเป็นส่วนใหญ่
    หน้าที่หลักของผู้ช่วยลำดับ 2 อย่างเขาคือการจัดการความเรียบร้อยรอบกองถ่ายในทุก ๆ ด้านก่อนการเข้าเซ็ท เช่น ตรวจเช็กกล้อง ไฟ อุปกรณ์ประกอบฉาก และประสานงานกับฝ่ายนักแสดงกับทีมงานกลุ่มอื่น ๆ เป็นต้น ตอนนี้เป็นเวลา 05:15 น. อีก 1 ชั่วโมงหลังจากนี้ความวุ่นวายใกล้มาเยือนเพราะเป็นเวลาที่เหล่านักแสดงตัวประกอบมือสมัครเล่นกว่า 50 ชีวิตจะมารวมตัวกัน หลังตรวจทานความเรียบร้อยของทีมงานแต่ละฝ่ายเสร็จแล้ว เขาจึงปลีกตัวมาพักผ่อนหย่อนใจที่ฝ่ายสวัสดิการชั่วครู่ รับกาแฟร้อนมาดื่ม ชายหนุ่มถามเพื่อนร่วมงาน “เฮ้ นายเห็นยัยหมวยแถวนี้ไหม” “ยัยหมวย? ยัยอลิส? คนที่พี่ตามจีบน่ะรึ?” คนตอบขำ ชี้ไปทางหนึ่ง “เห็นนั่งคุยกับสาวน้อยคนหนึ่งอยู่ทางนู้น น่าจะเป็นเด็กแถวนี้นะ มองไกล ๆ หน้าตาดีไม่เบาเลยแหละ” “เด็กสาวหน้าตาดี? ในหมู่บ้านที่ไกลปืนเที่ยงแบบนี้จะมีเด็กสาวหน้าตาดีจริง ๆ น่ะหรือ” ผู้ช่วยแซ่เจียงหยอกล้อคนทำหน้าเคลิบเคลิ้ม “นายตาฝาดเพราะฟ้ามืดรึเปล่า ไม่ใช่ว่าพอฟ้าสว่างแล้วจะมากลับคำทีหลังนะ” “ปัดโธ่ พี่พูดงี้พี่ไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเองเถอะ” “รับคำท้า” ชายหนุ่มคว้าขนมขบเคี้ยวบนโต๊ะ ย่ำฝ่าลานดินไปยังเต็นท์หลังใหญ่ ผู้ช่วยแซ่เจียงอายุ 30 ปลาย ๆ เขามีประสบการณ์ทำงานกับกองถ่ายภาพยนตร์มากกว่า 10 ปี เริ่มจากทำงานจิปาถะเพราะไม่ได้จบการศึกษาสายภาพยนตร์โดยตรง หนทางขรุขระไม่น้อยกว่าจะไต่เต้ามาถึงตำแหน่งนี้ เพราะฉะนั้นจึงพบพานผู้คนมาทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงหน้าใหม่ นักแสดงหน้าเก่า สาวสวย หรือหนุ่มหล่อ ดังนั้นคำจำกัดความคำว่า ‘หน้าตาดี’ ของเขาจึงมีบรรทัดฐานที่สูงกว่าคนอื่น แม้ฟังประโยคบอกเล่าของรุ่นน้องแค่พอผ่านหู ทว่าเมื่อมาถึงจุดหมายปลายทาง เขาพลันหยุดชะงักกับภาพของใครบางคน ในม่านฟ้ามืดสลัวและทะเลหมอก แสงไฟสีเหลืองนวลจากหลอดไฟเคลือบใบหน้าและร่างกายซีกหนึ่งของเด็กสาวคนหนึ่งไว้เกิดเป็นรูปทรงแสงและเงาอันละมุนละไม เธอเพียงนั่งเหยียดหลังตรงอยู่ตรงนั้น อกผาย ไหล่ผึ่ง สองมือประคองแก้วกาแฟร้อนกรุ่นซึ่งมีควันขาวลอยคลุ้ง ตั้งใจฟังคู่สนทนาพูด ร่างสูงสะโอดสะอง แลดูเพรียวลม บอบบางแต่ไม่อ่อนแอ
    เพราะปัจจัยแวดล้อมเป็นใจ หรือเพราะบรรยากาศที่เกิดจากตัวเธอก็สุดแต่รู้ ภาพจิตรกรรมเบื้องหน้าลงตัวไปเสียทุกอย่างจนทำให้ผู้มองต้องควักโทรศัพท์มือถือตนขึ้นมาและกดเข้าโหมดกล้องถ่ายรูปอย่างเคยชินในฐานะคนทำงานในวงการภาพยนตร์ “โห… หน้าขึ้นกล้องไม่เลว” เผลอหลุดคำในใจออกมา ยามพบว่าภาพของเธอบนหน้าจอมือถือไม่ด้อยไปกว่าตัวจริงสักนิด แปลกแต่จริง หนุ่มหล่อและสาวสวยบางคนพอปรากฏตัวในภาพถ่ายกลับไม่ดูดีเท่าตัวจริง ซึ่งเหล่าช่างภาพมักบอกว่าพวกเขาเหล่านั้น ‘ไม่ขึ้นกล้อง’ ในทางกลับกัน บางคนหน้าตาใช้ได้ หากในจอโทรทัศน์กลับดูดีเกินจริง หรือจะเป็นดาราอีกประเภทที่ภาพถ่ายว่าหน้าตาดีแล้ว แต่ตัวจริงกลับดูดียิ่งกว่าจนกระทั่งกล้องไม่สามารถถ่ายทอดเสน่ห์ของพวกเขาออกมาได้ครบถ้วนก็มี สำหรับเด็กสาวคนนี้ ผู้ช่วยแซ่เจียงคิดว่าหน้าเธอเหมือนตัวจริง และยังมีหน้าตาที่ขึ้นกล้องมาก โดยเฉพาะยามเธอเงยหน้า ช้อนตาสบตาเขาผ่านเลนส์กล้อง ดวงตากลมโตสีน้ำตาลใสบริสุทธิ์ใต้แพขนตางอนงาม ไม่เพียงสะท้อนภาพเขา ยังเปล่งประกายระยิบระยับราวกับรวบรวมดวงดาวพร่างพราวบนฟากฟ้ายามราตรีบรรจุไว้ในนั้น เธอมีดวงหน้าเรียวเล็ก ผิวขาวผ่อง เครื่องหน้ามองเผิน ๆ ไม่อาจเรียกว่าสวยสะดุดตา หากรวมกันกับนัยน์ตาคู่นั้นกลับชวนสะดุดใจ ไม่มองตาก็แล้วไป หากพอสบตากันเมื่อใด ดวงตาของเธอดุจดั่งมีอำนาจบันดาลให้ผู้คนตกอยู่ภายใต้มนต์สะกดอย่างน่าสนเท่ห์ “ไอ้พี่เจียง!” เสียงตะคอกของหญิงสาวคนหนึ่งดังทะลุแก้วหู เจ้าของชื่อสะดุ้งโหยง “หือ! หืม? อะไร? ยังไงนะ?” “คนมารยาทไม่ดี! พี่ทำอะไรของพี่น่ะ แอบมาถ่ายภาพคนอื่นก่อนได้รับอนุญาตได้ยังไงยะ” เป็นอลิส หญิงสาวที่ผู้ช่วยแซ่เจียงตามหา เพราะเด็กสาวคนนี้เป็นผู้ฟังที่ดีมาก หล่อนนั่งสนทนากับเด็กสาวอย่างออกรสอยู่นานจนกระทั่งได้ยินเสียงชัตเตอร์จากกล้องโทรศัพท์มือถือลั่น หันกลับไปถึงพบว่ารุ่นพี่ผู้คุ้นเคยคนหนึ่งชะโงกตัวออกมาจากหลังต้นไม้และชูมือมาทางนี้อย่างโรคจิต “เอ๊ะ… นี่น่ะหรือ...” คนโรคจิตเหงื่อตก มองสาวที่ตนตามจีบทำหน้าถมึงทึงราวกับจะฆ่าจะแกงกัน “รีบลบภาพเสี่ยวมู่ออกจากมือถือเดี๋ยวนี้ อย่าหาว่าฉันไม่เตือน” อลิสโมโหจนเส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปน “ต่อหน้าฉัน พี่ยังกล้าทำตัวเจ้าชู้มากรักรึ ได้เลย ต่อจากนี้เราไม่ต้องมาคุยกันเลยนะ” “เฮ้ย เจ้าชู้อะไรกัน แค่ถ่ายภาพเด็กคนหนึ่ง เจ้าชู้ตรงไหน” “ยังจะมาแก้ตัว?” ผู้ช่วยแซ่เจียงเห็นสถานการณ์ย่ำแย่ รีบเปลี่ยนกลยุทธ์ “ไม่ได้แก้ตัว พอดีนิสัยเสียของช่างภาพมันโผล่น่ะ เธอดูสิ ภาพนี้แสงเงาดีมากเลยนะ พี่เลยอดถ่ายรูปไม่ได้ พี่ถ่ายรูปเธอเป็นภาพแรกเลยนะยัยหมวย” “ถ่ายภาพฉันภาพแรกจริงแน่นะ?” “สาบานให้ฟ้าผ่าเลยถ้าพี่โกหก เอามือถือพี่ไปดูสิ” ความซวยคลาดแคล้วเมื่อหญิงสาวพบว่ามีรูปตนอยู่ในคลังภาพของโทรศัพท์มือถือชายหนุ่มจริง ทว่าผู้ช่วยแซ่เจียงไม่ได้บอกว่าภาพนี้ได้มาเพราะมือเผลอกดไปโดนปุ่มถ่ายภาพอย่างไม่เจตนาต่างหาก “เหอะ รอดตัวไปนะคราวนี้ แต่ห้ามมีรูปของสาวคนอื่นในเครื่อง ต่อให้เป็นเสี่ยวมู่ก็เถอะ” อลิสกดลบภาพของสาวคนอื่นทันที หญิงสาวเปลี่ยนอารมณ์อย่างฉับไวเมื่อไขความเข้าใจผิดจบ แนะนำทั้งสองฝ่าย “นี่พี่เจียง เป็นผู้ช่วยลำดับสอง ส่วนทางนี้คือเสี่ยวมู่ น้องสาวจากในหมู่บ้านที่มาเป็นเอ็กตร้าวันนี้” “ซุนมู่เสวี่ยค่ะ” มู่เสวี่ยลุกมาทักทายชายหนุ่มอย่างมีมารยาท “ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ คุณเจียง” ครั้นเด็กสาวทักเขาเบา ๆ ตาหยีโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว เขาเพิ่งสังเกตว่าแท้จริงนัยน์ตาคนเรานั้นสามารถยิ้มได้จริง ๆ คุณเจียงรู้สึกว่าอากาศยามเช้าไม่หนาวเสียดกระดูกเหมือนเคย “อ้อ โอเค เสี่ยวซุน” คนแซ่เจียงกระแอม ชวนอลิสคุย “เป็นไงมาไงถึงมานั่งกันสองคนตรงนี้ล่ะ” “พอดีว่าเด็กคนนี้มาก่อนเวลานัดเป็นชั่วโมงนี่สิ จะปล่อยให้นั่งข้างนอกหนาว ๆ ก็ไม่ได้ใช่ไหม ฉันเลยเป็นคนชวนเธอมานั่งผิงฮีทเตอร์กับดื่มกาแฟร้อน ๆ แถวนี้ แล้วคุยไปคุยมาก็คุยถูกคอดี เลยนั่งคุยกันยาวเลย แล้วพี่มาที่นี่ทำไมล่ะ จะมาเปลี่ยนตารางงานหรือย้ำจุดไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า” “ไม่เชิง พี่แค่มาเช็กเฉย ๆ ว่าเธอเป็นยังไงบ้าง เธอได้เพื่อนคุยแล้วก็ดีเหมือนกัน ออกกองวันนี้ทีมงานเราไม่ค่อยพอ ถ้ายังไงเธอให้เสี่ยวซุนช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ สิ เด็กคนนี้น่าจะช่วยเหลือได้เยอะเวลาเช็กชื่อเอ็กตร้านะ เพราะแต่ละคนก็มาจากหมู่บ้านเธอ คงคุ้นหน้าคุ้นตากันดี” เขาถามมู่เสวี่ย “เธอติดขัดตรงไหนไหม” “ไม่เลยค่ะ ให้ฉันช่วยนะคะ” “ขอบใจนะ ลำบากเธอแล้ว” ชายหนุ่มยิ้มอย่างพอใจ “อ้อ อลิส พี่มีเรื่องจะคุยเพิ่มกับเธอ” พอเห็นผู้ช่วยแซ่เจียงดึงอลิสเพื่อคุยกันสองคน มู่เสวี่ยกลับไปนั่งที่เดิมตนอย่างรู้กาลเทศะ “พี่ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ทำไม ชอบเล่นบทคนโรคจิตเหรอ” “ไม่ใช่สักหน่อย ที่เรียกมาเพราะไม่สะดวกพูดต่อหน้าเจ้าตัวต่างหาก” ไม่ใส่ใจคำยียวน ชายหนุ่มพยักพเยิดไปทางเด็กสาว “เรื่องสิทธิ์การแจกบทเอ็กตร้าอยู่ในดุลพินิจของเธอคนเดียวใช่ไหม ถ้ายังไงเธอหาบทดี ๆ ให้เด็กคนนั้นหน่อยสิ เลือกตัวละครที่มีบทพูดใกล้ ๆ หน้ากล้องนะ” “หา? นี่พี่กล้าใช้ฉันเป็นสะพานให้พี่กับเด็กคนนั้นรึ จะข้ามแม่น้ำรื้อสะพาน[2] งั้นสิ!” “เฮ้ย ๆ ๆ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด” ผู้ช่วยแซ่เจียงเหงื่อแตกกับความหึงหวงของหญิงสาว ใจหนึ่งก็รู้สึกดี ใจหนึ่งก็หวาดเกรงว่าตนจะงานเข้า “นี่พูดในฐานะคนทำงานต่างหาก เด็กคนนี้หน้าตาขึ้นกล้องไม่ธรรมดา ผู้ชมกับผู้กำกับก็ต้องชอบคนหน้าตาจรรโลงตาเป็นปกติใช่ไหมล่ะ เพราะงั้นเธอก็ถือโอกาสแสดงน้ำใจ[3] ส่งบทดี ๆ ให้เด็กคนนั้นเป็นการสร้างบุญคุณเล็ก ๆ น้อย ๆ ไง” “อ๋อเหรอ?” “อยู่ในวงการนี้ การสร้างหนี้น้ำใจก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ไม่เลวนะ” ผู้ช่วยแซ่เจียงละล่ำละลักบอก “สมมติเด็กคนนั้นเกิดไปถูกตาต้องใจใครสักคนแล้วดังขึ้นมา ในอนาคตหล่อนจะได้ตอบแทนเธอบ้างไง ถ้าหากไม่ใช่เพราะบทดี ๆ มีหรือหล่อนจะสามารถเฉิดฉายในวงการได้เอง ฉะนั้นบุญคุณคราวนี้อย่างไรก็ต้องชดเชยใช่ไหมเล่า”
    เขาขยายความ “แถมการเลือกส่งบทดี ๆ ให้นักแสดงตัวประกอบก็ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรและอยู่ในขอบเขตงานของเธอนี่นา เธอไม่เห็นด้วยกับพี่หรือ” “เกลี้ยกล่อมฉันตั้งเยอะแยะ อันที่จริงพี่ก็แค่อยากถ่ายรูปเธอก็บอกมาเถอะ” อลิสหรี่ตาจับผิด เรื่องเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์เช่นนี้มีหรือเธอจะไม่เข้าใจ “เหอะ ไม่ต้องให้พี่มาบอกฉันก็รู้น่า ถ้าเป็นคนที่ฉันคุยถูกคอ ทำไมจะหาบทดี ๆ ให้ไม่ได้ล่ะ แต่เรื่องในอนาคตฉันไม่สนใจหรอก เด็กคนนี้จะดังก็ดี ไม่ดังก็แล้วไป” อลิสขับไสไล่ส่งชายหนุ่ม “ว่าแต่หมดธุระแล้วใช่ไหมยะ พี่รีบไปทำงานเลยนะ” “ได้ ๆ ๆ แค่เธอไม่โกรธก็พอ” ทำตาปะหลับปะเหลือกไล่หลังชายหนุ่มผู้จากไปอย่างอ้อยอิ่งสลับกับเด็กสาวผู้เป็นชนวนแห่งความวุ่นวายซึ่งแหงนหน้ามองฟ้าอย่างไม่รู้เรื่องราวโลกภายนอก อลิสถอนหายใจ ‘พูดจาฝันกลางวันจริง ๆ อย่าว่าแต่น้องสาวคนนี้จะมีโอกาสเป็นดาราดังในอนาคตหรือไม่ ที่สำคัญคืออยู่ในชนบทอันไกลห่างเช่นนี้ เด็กคนนี้จะมีโอกาสเข้าเมืองหลวงเหมือนใครเขาหรือเปล่าเถอะ’
     


    ใกล้ถึงกำหนดการนัดหมายของเหล่านักแสดงตัวประกอบมือสมัครเล่น มู่เสวี่ยนั่งข้างพี่สาวอลิสที่โต๊ะลงทะเบียนพลางช่วยหล่อนเตรียมเอกสารต่าง ๆ นานาตลอดทั้งเช้า พวกเธอเข้ากันได้ดีเนื่องจากอย่างแรกคือมีจุดร่วมที่ใกล้เคียงกัน แม่ของมู่เสวี่ยมาจากเมืองหลวง ซึ่งเป็นเมืองเดียวกันกับที่อลิสย้ายมาอาศัยอยู่ เลยมีเรื่องให้สนทนากันมากมาย
    ส่วนสาเหตุประการที่ 2 คือคนหนึ่งเอาแต่พูด อีกคนเอาแต่ฟัง ยิ่งคุย อลิสจึงยิ่งชอบเด็กสาวผู้ตั้งใจฟังทุกถ้อยคำของตนมาก เพราะผู้ฟังที่ดีนั้นหายากยิ่งกว่าผู้พูดที่ดีนัก ขณะฟังพี่สาวคุยฟุ้งเรื่องสัพเพเหระเกี่ยวกับชีวิตการทำงานในกองถ่ายหนังอย่างเพลิดเพลิน ไม่ทันไร ผู้คนในหมู่บ้านต่างเริ่มทยอยมาเจอกันที่จุดนัดพบ ทว่ามู่เสวี่ยพลันชะงักงัน เมื่อเห็นการปรากฏตัวของชาวบ้านแต่ละคนหน้าประตูโรงเรียน ชาวบ้านเหล่านั้นล้วนเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตา หากสิ่งที่ผิดแผกคือการแต่งตัวของพวกเขาและเธอ ...ชาวบ้านแต่ละคนต่างแต่งตัวกันแบบจัดเต็มโดยมิได้นัดหมาย หน้า ผม เสื้อผ้า ล้วนแต่งองค์ทรงเครื่องมาประชันกันอย่างอวดโอ่และไม่มีใครยอมใคร ฟาดฟันกันด้วยสีสันบาดตาของเสื้อผ้า จนคนมองตาพร่าเห็นภาพทางเดินจากรั้วโรงเรียนมายังโต๊ะลงทะเบียนประหนึ่งทางเดินแคทวอล์คแห่งกรุงปารีสในงานแฟชั่นวีค อธิบายลักษณะการแต่งกายของพวกเขาโดยสังเขป อาทิ พี่ชายข้างบ้านคนหนึ่งสวมกางเกงขาเดฟสีแดงแยงตา มองแต่ไกลอีกสิบเมตรก็ยังเห็นแจ่มชัด เพื่อนสาวร่วมห้องม้วนผมหยักเป็นลอนสลวยที่แม้กระทั่งสายลมพัดมายังปลิวไม่ขึ้นเพราะพ่นสเปรย์มาดี เพื่อนชายอีกคนโบกรองพื้นมาเสียหน้าขาวจั๊วะ แต่เพราะไม่คำนึงถึงพื้นที่บริเวณคอ สีผิวของหน้ากับคอจึงตัดกันอย่างรุนแรง ไหนจะอายชาโดว์สีน้ำเงินอมม่วงเหมือนโดนใครชกมาบนใบหน้าลูกสาวคนสุดท้องของผู้ใหญ่บ้านอีก “...” อลิสตกตะลึง ทำงานมาหลายปี เพิ่งพบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ เธอลูบหน้าตนอย่างเกร็ง ๆ “อย่าบอกนะว่าพี่เจียงไม่ได้บอกบทของเอ็กตร้าให้พวกเธอฟังเลย?” “ไ่ม่ได้บอกค่ะ” มู่เสวี่ยส่ายหน้าจนผมหางม้าสะบัดพลิ้วไหว “โอ๊ย ตายแน่ฉัน” อลิสอยากเกรี้ยวกราดใส่ผู้ช่วยแซ่เจียงผู้รับผิดชอบประชาสัมพันธ์เรื่องกับสมัครเอ็กตร้ามือสมัครเล่นนัก “ฉันต้องเป็นคนทำลายความคาดหวังของทุกคนในหมู่บ้านเสียแล้ว บทละครวันนี้แสดงเป็นชาวบ้านธรรมดาทั้งนั้น ส่วนใหญ่แสดงเป็นพ่อค้าแม่ขายข้างทาง กับมีบางส่วนรับบทเป็นป็นผู้คุ้มกันขบวนคาราวานในเรื่อง บทแสดงของชาวบ้านเหล่านั้นจะมาแต่งหน้าแต่งตัวได้อย่างไรกัน” มู่เสวี่ยเพียงส่งสายตาเห็นอกเห็นใจให้เธอ “ทุกคนคะ คนที่ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วสามารถเดินเข้าไปเต็นท์ฝั่งขวาได้เลยนะคะ ที่นั่นจะเป็นห้องแต่งตัวและแต่งหน้า รบกวนช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าและลบเครื่องสำอางออกด้วย ระหว่างที่นั่งรอตามคิว จะมีทีมงานบางส่วนเข้าไปช่วยแจกแจงบทให้แต่ละคน แล้วจะมีประกาศจากฉันอย่างเป็นทางการอีกทีตอนแปดโมงเช้า อีกอย่างหนึ่งทุกท่านกรุณาพกป้ายห้อยคอที่ฉันแจกไว้ติดตัวเสมอด้วยนะคะ” อลิสผายมือมาทางมู่เสวี่ย
    “ส่วนใครที่ยังไม่ได้เช็กชื่อ กรุณาช่วยมาลงชื่อกับเสี่ยวมู่ทางนี้นะคะ” การเช็กชื่อดำเนินไปด้วยดี จนกระทั่ง… “ทำไมเธอมาอยู่ที่นี่!” เสียงเหวของใครบางคนขัดกลางป้องเมื่อมาถึงคิวตน มู่เสวี่ยละสายตาจากเอกสารในมือ ประจันหน้ากับเจ้าของใบมนผู้โกรธขึ้ง หน้าตาเจ้าหล่อนก็ดูดีอยู่หรอก แต่พอทำหน้าบิดเบี้ยวกลับไม่น่าดูแล้ว หล่อนผู้สวมชุดกระโปรงสีขาวลายลูกไม้กรอมเข่ากับถุงน่องบาง ๆ ในวันที่หนาวเย็นของต้นฤดูใบไม้ผลิคือซุนซูลี่นั่นเอง “มิน่าเล่า เช้ามาถึงไม่เห็นเธอซุกหัวอ่านหนังสือในบ้านเหมือนเคย ที่แท้ก็มาประจบประแจงคนในกองถ่ายหนังตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางสินะ ทำไม? หรือเธอก็อยากเป็นดาราเหมือนใครคนอื่นเขาด้วย? น้ำหน้าอย่างเธอไม่ไหวหรอกมั้ง?” “อืม ไม่น่าจะไหวจริง ๆ นั่นแหละ” มู่เสวี่ยเห็นด้วย ไม่เจ็บไม่คันกับคำแดกดันของญาติผู้น้องสักนิด “ข้าวเช้าที่ฉันทำเผื่อเธอวางไว้บนโต๊ะอาหาร เธอกินอะไรมาแล้วหรือยัง” “ใช่เรื่องของเธอหรือ อย่ามายุ่ง!” “อ๋อ โอเค” คนว่าง่ายทำเครื่องหมายถูกหลังชื่อ ‘ซุนซูลี่’ บนกระดาษเช็กชื่อ “งั้นก็คนต่อไปค่ะ” ซุนซูลี่ใกล้อกจะแตกตาย ยัยบ้านี่เถรตรงเกินไปไหม! “นี่!” ไม่เหมือนสะใภ้กัวที่มักสงวนคำพูดและปฏิบัติต่อหลานสาวอย่างเย็นชา ซุนซูลี่ระเบิดความไม่พอใจใส่มู่เสวี่ยซึ่ง ๆ หน้า “อย่ามาเมินฉันนะ ใครให้เธอเสนอหน้ามาที่นี่ยะ” อ้าว ไม่ใช่ตะกี้บอกว่าไม่ให้ตนยุ่งหรือ? ในขณะที่มู่เสวี่ยงุนงงกับความแปรปรวนของญาติผู้น้อง เฉินอิ๋งอิ๋งที่เพิ่งมาถึงและได้ยินเสียงของศัตรูตัวฉกาจพลันโผล่พรวดมาผลักไหล่ซุนซูลี่ ฉะคารมแทนเพื่อนสาว “ทีมงานเขาให้ใครก็ได้ที่สมัครใจมาเล่นเป็นตัวประกอบ ทำไมมู่มู่จะมาไม่ได้ยะ เธอเป็นผู้กำกับหนังเรื่องนี้หรือไงถึงมาบงการคนอื่น ดูตัวเองหน่อยไหม ตั้งแต่หัวจรดเท้าไร้มารยาทสิ้นดี” “ใครกันแน่ที่พูดจาต่ำช้ากิริยาต่ำทราม นี่ใช่กงการอะไรของเธอไหม เฉินอิ๋งอิ๋ง” ซุนซูลี่เท้าสะเอว “เรื่องของคนในบ้านตระกูลซุน คนนอกไม่ต้องยุ่ง” “ต๊าย ประทานโทษนะ เรื่องเกี่ยวกับการงานของมืออาชีพก็ไม่ต้องให้เด็กไม่รู้ประสีประสาอย่างเธอมายุ่งเหมือนกันล่ะย่ะ ยัยเด็กบ้านนอก ซุนซูลี่” “โอ้โห หล่อนเป็นคนเมืองนักแหละ ถุย ยัยดัดจริต” “ใครดัดจริตยะ นี่มันจะมากไปแล้วนะ!” “แค่นี้เรียกว่าน้อยเกินไปด้วยซ้ำย่ะ!” ไม่มีครั้งไหนที่สองสาวโคจรมาพบกันแล้วจะไม่ปะทะคารมกัน เสือสองตัวมิอาจอยู่ร่วมถ้ำเดียวกันได้[4] ฉันใด เฉินอิ๋งอิ๋งและซุนซูลี่ก็มิอาจอยู่สถานที่เดียวกันได้ฉันนั้น ทั้งสองเป็นเด็กสาวหน้าตาสะสวยในโรงเรียน มีนิสัยอยากเอาชนะและชอบชิงดีชิงเด่น จึงทะเลาะวิวาทเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ในโรงเรียนเสมอ คราวนี้มีสาเหตุแอบแฝงเพราะใฝ่ฝันอยากเป็นดาราชื่อดังเหมือนกัน การโต้เถียงของสองเสือสาวยิ่งเสียงดังโหวกเหวกอย่างไม่มีใครยอมใครจนคนทั่วบริเวณนั้นเริ่มหันมาสนใจ
    ในระหว่างนั้น มู่เสวี่ยผู้เป็นต้นเหตุแห่งการจุดปะทะของสองคู่กรณีเพียงนั่งประจำที่โต๊ะลงทะเบียนอย่างเป็นปกติ ขีดเครื่องหมายถูกหลังชื่อ ‘เฉินอิ๋งอิ๋ง’ บนกระดาษแล้วว่า “คนต่อไปค่ะ” จะเคยชินเกินไปแล้วนะ เสี่ยวมู่… อลิสที่ผันตัวเป็นผู้ชมครวญครางในใจ ปฏิกิริยาของมู่มู่คือไม่ความสนใจสองสาวเลย เธอเพียงจัดการหน้าที่ที่ตนได้รับมอบหมายอย่างตั้งใจ ในที่สุดอลิสก็ได้สติ “พอได้แล้วพวกเธอทั้งคู่!” อลิสใช้ม้วนกระดาษในมือตีโต๊ะเสียงดัง ‘ปัง!’ เด็กสาวทั้งสองสะดุ้งเฮือก เงียบเสียงทันที “น่าขายหน้าจริง ๆ ถ้ายังมาส่งเสียงเจื้อยแจ้วตรงนี้อีกฉันจะตัดชื่อพวกเธอสองคนออก ที่หน้าประตูโรงเรียนยังมีคนรอมารับบทเป็นนักแสดงประกอบอีกเยอะ ฉันไม่อยากมาเสียเวลาดูเด็กทะเลาะกัน” “ขอโทษค่ะ” สองสาวกลัวถูกถอนชื่อทิ้งจริง ๆ “ฮึ” พอแสดงอำนาจ มาดของอลิสก็ดูเป็นมืออาชีพ “พวกเธอสองคนรีบไปแต่งตัวซะ ไม่ต้องมาอยู่แถวนี้ ถ้าฉันยังเห็นพวกเธอทะเลาะกันอีก อย่าหาว่าไม่เตือนแล้วกัน” หลังไล่ตะเพิดจนสองสาววิ่งหายไปลับตา อลิสใช้ม้วนกระดาษในมือเคาะไหล่มู่เสวี่ย ตำหนิติเตียน “เสี่ยวมู่ เธอก็เหมือนกัน เพ่ือนทะเลาะกันทำไมไม่รู้จักห้าม ปล่อยเอาไว้เดี๋ยวเรื่องก็บานปลายจนตัวเองต้องมาเดือดร้อนทีหลัง จัดการปัญหาไม่เป็นซะเลยเด็กคนนี้!” มองเห็นความหวังดีภายใต้ท่าทีฮึดฮัดของผู้พูด มู่เสวี่ยเผยรอยยิ้มหวาน “พี่อุตส่าห์แนะนำฉันอย่างจริงใจ ขอบคุณนะคะ” “เฮ้อ เธอนี่นะ” อลิสถอนหายใจ “จริงสิ ตอนนี้เจ็ดโมงเศษ ๆ แล้ว เอ็กตร้าที่ต้องลงช่ือเหลือไม่เยอะ เธอเองก็รีบไปแต่งตัวกับเพื่อนเธอเถอะ อ้อ แล้วก็อันนี้เธอเก็บไว้นะ” “นี่คือ?” มู่เสวี่ยรับป้ายห้อยคอมาจากอลิส พลิกดูหมายเลข ‘12’ บนนั้น “เธอก็รู้สินะว่าวันนี้มีเอ็กตร้ามาเกือบครึ่งร้อย ทีมงานเราไม่สามารถจดจำชื่อและหน้าทุกคนได้ เราเลยมอบหมายตัวเลขประจำตัวให้ชาวบ้านแต่ละคนไงล่ะ” อลิสยิ้มกว้าง จิ้มหมายเลขบนป้าย “อีกอย่างหนึ่ง ตัวละครประกอบแต่ละตัวมีหน้าที่และบทแตกต่างกัน เราจึงใช้ ‘ตัวเลข’ มากำกับเพื่อให้ทีมงานทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันว่าเอ็กตร้าแต่ละคนได้บทอะไร ต้องแต่งตัวแบบไหน มีอุปกรณ์ประกอบฉากอะไรบ้าง ประจำจุดไหน เส้นเดินหน้ากล้องทิศทางไหน เป็นต้น “วันนี้เช้าหลังเอ็กตร้าลงทะเบียนกับเธอเสร็จ ฉันก็มอบหมายเลขประจำตัวให้พวกเขาโดยดูความเหมาะสมกับบทตัวละครประกอบนั้น ๆ จากนั้นก็ส่งพวกเขาไปฝ่ายสไตลิสต์ แต่งเนื้อแต่งตัวให้เรียบร้อย ค่อยให้ทีมฝ่ายตัวประกอบมาแนะนำบท ดังนั้นเลขหมายแต่ละเลขจึงมีความสำคัญแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับบทของแต่ละตัวละคร” “อย่างงี้นี่เอง” มู่เสวี่ยเข้าใจหมายเลขที่ชาวบ้านแต่ละคนได้รับในที่สุด “พี่สาวกับทีมงานทำงานกันเป็นระบบระเบียบมากเลยนะคะ พอมีตัวเลขกำกับ การทำงานก็สะดวกกว่าจริง ๆ พวกพี่เป็นมืออาชีพกันมากเลย” “ใช่มั้ยล่ะ” ใครบ้างไม่ชอบคำชม อลิสฉีกยิ้มอย่างซุกซน “หมายเลขนี้ฉันเก็บไว้ให้เธอโดยเฉพาะนะ” “อ้อ ขอบคุณนะคะ” “เสี่ยวมู่ เธอไม่อยากรู้หน่อยหรือว่าทำไมฉันถึงเลือกหมายเลขนี้ให้เธอ” “เอ๊ะ” มองผู้พูดทำหน้าน้อยใจ มู่เสวี่ยรีบเอาใจ “ทำไมหรือคะ พี่สาว” “บทนี้น่ะนะ จะธรรมดาก็ไม่ธรรมดา” อลิสอธิบายอย่างกระตือรือร้น “บทที่เธอได้รับเป็นบทของตัวละครหญิง ลูกสาวร้านคนขายเนื้อในตลาดซึ่งเป็นฉากแรกที่เราจะถ่ายกันในซีน ‘ตลาดยามเช้า’ หน้าที่ง่าย ๆ ก็แค่ยืนประจำตำแหน่งหน้าร้าน สับชิ้นเนื้อบนเขียง และตะโกนขายของ แต่ความพิเศษก็คือเป็นบทที่ยืนแถวหน้าสุด มีจังหวะที่กล้องจับภาพเธอใกล้ ๆ มิหนำซ้ำหลังเธอตะโกนเสร็จ ตัวเอกจะเดินผ่านร้านขายเนื้อ ทำให้เธอมีโอกาสปรากฏอยู่หน้ากล้องนานกว่าคนอื่นเขาหน่อยด้วยนะ” “อย่างนั้นหรือคะ?” “พี่สาวคนนี้รู้อย่างไรล่ะว่าเด็กสาวสมัยนี้ย่อมฝันอยากเป็นคนดังให้ผู้คนจดจำเป็นธรรมดา ดังนั้นนี่คือโอกาสดีของเธอนะ!” อลิสขยิบตา “ถ้าเป็นดาราดังแล้วล่ะก็ อย่าลืมเลี้ยงข้าวพี่สาวคนนี้สักมื้อล่ะ” “...ฉันจะพยายามนะคะ” มู่เสวี่ยพยักหน้าคล้อยตามอลิส ไม่ได้ขัดว่าเป็นเฉินอิ๋งอิ๋งกับซุนซูลี่ต่างหากที่อยากเป็นดารา พี่สาวผู้นี้เข้าใจว่าเด็กสาวทุกคนเต็มใจตะเกียกตะกายเป็นส่วนหนึ่งในวงการบันเทิง นั่นไม่แปลก เด็กสาวแต่ละคนล้วนมีความฝันเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น มู่เสวี่ยเหม่อมองท้องฟ้ายามอรุณรุ่ง อีกไม่กี่เดือนก็จะเข้าสู่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยและต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เธอมีข้อจำกัดในชีวิตมากมาย อีกทั้งยังไม่มั่นใจในอนาคตตนเองเลย รู้เพียงตนยังต้องแบกรับความฝันของคุณปู่ คุณพ่อ และคุณแม่บนบ่า ความหวังของพวกเขาเธออยากจะทำให้สำเร็จ แต่สำหรับความฝันของตัวเอง มู่เสวี่ยเพิ่งตระหนักว่าตนไม่เคยคิดทบทวนมาก่อน นั่นสินะ แล้วเธอล่ะ เธอฝันอยากทำอะไรกันแน่? 
      “เป็นหมู่บ้านที่ครึกครื้นไม่เบาเลยเนอะ พี่อลิส” ทีมงานผู้เป็นพยานในเหตุการณ์โต้เถียงของเด็ก ๆ เปรยลับหลัง “อืม ก็วัยรุ่นนี่นะ” “เห็นเค้าลางความโกลาหลมาแต่ไกลเชียว” “เหอะเหอะ นี่แค่เพิ่งเริ่มต้น หนทางยังอีกยาวไกล” อลิสลูบแขนยามนึกถึงผู้กำกับเจิ้งและรองผู้กำกับหวงสุดโหดที่มาลงสนามกำกับการถ่ายทำด้วยตัวเองในวันนี้ “แต่เดี๋ยวตกบ่ายคงหัวเราะไม่ออกกันถ้วนหน้า” ทว่าคล้อยบ่ายวันนั้น ฝ่ายสุดท้ายที่หัวเราะไม่ออกจะเป็นฝ่ายใด ผลลัพธ์ก็ยังไม่แน่เสมอไป...







    เชิงอรรถ บทที่ 3 [1] Extra : นักแสดงตัวประกอบ [2] ข้ามแม่น้ำรื้อสะพาน (过河拆桥) : พอบรรลุเป้าหมาย ก็ถีบส่งผู้ช่วยเหลือ [3] ถือโอกาสแสดงน้ำใจ (顺水人情) : น้ำใจที่ไม่ต้องออกแรงมาก หรือไม่ต้องสิ้นเปลืองกำลังมาก
     [4] เสือสองตัวไม่อาจอยู่ถ้ำเดียวกัน (一山不藏二虎) : ผู้มีอิทธิพลห มีบารมี ชอบชิงดีชิงเด่นเท่ากันไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ หรือเป็นศัตรู อยู่ร่วมโลกด้วยกันไม่ได้ 

    เกล็ดความรู้เพิ่มเติม ผู้ช่วยผู้กำกับ (Assitant Director) : ถือเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีความสำคัญในกองถ่ายภาพยนตร์ เพราะเขาคือคนขับเคลื่อนการถ่ายทำในงานประจำวันเกือบทุกแง่มุม อาทิ เป็นตัวประสานงานระหว่างผู้กำกับและทีมงานฝ่ายต่าง ๆ ติดต่อโปรดิวเซอร์และฝ่ายจัดการ จัดคิว วางตาราง กำหนดการรันคิว และอีกมากมาย ในกองถ่ายภาพยนตร์ขนาดใหญ่มักมีผู้ช่วยผู้กำกับ 2 - 3 คนเป็นต้นไป หน้าที่ของผู้ช่วยแต่ละคนโดยสังเขป (ข้อมูลส่วนนี้อ้างอิงจาก https://www.facebook.com/movieDIY/posts/1743661675663013/ และเว็บภาษาอังกฤษอื่น ๆ ซึ่งเป็นลักษณะงานในประเทศไทยนะคะ ตามแต่ละประเทศอาจมีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่คิดว่าไม่มาก) ผู้ช่วยผู้กำกับ 1 (1st AD) : เป็นเสมือนมือขวาของผู้กำกับ ช่วยให้ผู้กำกับทำงานสะดวกขึ้น ต้องรู้ใจและรู้ลักษณะการทำงานกับผู้กำกับแต่ละคน หลัก ๆ ทำงานเกี่ยวกับเบื้องหน้ากล้องการถ่ายทำ รวมถึงวางแผนการถ่ายทำในแต่ละวันให้เป็นไปตามกำหนดการ สามารถคำนวนตารางเวลาล่วงหน้าได้ ประสานงานระหว่างผู้กำกับและทีมงานอื่น ๆ ตามที่ผู้กำกับต้องการ ผู้ช่วยผู้กำกับ 2 (2nd AD) : เป็นคนที่มักคอยจัดการความเรียบร้อยรอบเซ็ทและทำงานเบื้องหลัง ประสานงานระหว่างผู้ช่วยผู้กำกับ 1, Production team, นักแสดง และทีมงานส่วนอื่น ๆ งานส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเอกสารประเภท Call Sheets (เอกสารที่ระบุว่ารายละเอียดในแต่ละซีน เช่นใครทำอะไรบ้าง รายชื่อนักแสดง เริ่มกี่โมง อุปกรณ์ประกอบฉากที่ต้องเตรียม) ที่มาจาก Production Schedule ผู้ช่วยผู้กำกับ 3 (3rd AD) : หรือจะมีตำแหน่งที่ 4, 5, 6 หรือมากกว่านี้ก็ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของกองถ่ายภาพยนตร์ ผู้ช่วยผู้กำกับ 3 เป็นคนคอยปักหลักหน้าเซ็ท ทำทุกอย่างที่ผู้กำกับและผู้ช่วยผู้กำกับ 1 ต้องการอีกที อาทิ คอยประสานงานในการขยับกล้อง บอกตำแหน่งนักแสดง ปล่อยคิวนักแสดงตัวประกอบ และงานจิปาถะอีกมากมายที่ทำให้การถ่ายทำเป็นไปอย่างไหลลื่น

    Talk: ยะโฮ วันนี้โผล่หน้ามาทักทายกันไว้หนึ่งวันเนื่องในโอกาสพิเศษของเราเองค้า~ เป็นบทที่เขียนด้วยความรู้สึกคิดถึงมากเลยล่ะค่ะ สมัยเราอายุเท่าสามสาวในเรื่อง จำได้ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงชีวิตที่สับสนและมีสีสันมาก ๆ ช่วงหนึ่ง เพราะมันคือ 'ช่วงชีวิตของวัยรุ่น' ช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลง ที่เรากำลังจะเผชิญกับสิ่งใหม่ ๆ และออกจากความคุ้นชินเดิม ๆ อย่างเช่นการเตรียมตัวสอบ การเลือกสาขาวิชาเรียน การเข้ามหาวิทยาลัย การจากลาถิ่นลำเนาเก่าไปสู่แห่งใหม่ จากลาโรงเรียนเก่าและเพื่อนมัธยมที่แสนสนิทสนมกันมานาน เพ่ือไปสู่สังคมใหม่ การเติบโต และการเริ่มก้าวเท้าเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่ในอนาคต... เพราะงั้นการมี 'ความฝัน' ก็เป็นอะไรที่บางครั้งพร่าเลือน บางครั้งชัดเจน บางครั้งก็ว่างเปล่ามากเลยล่ะค่ะช่วงนั้น (แม้กระทั่งเดี๋ยวนี้ก็เถอะ) จริง ๆ จะ 'มี' ความฝันหรือ 'ไม่มี' ความฝันก็ได้ ไม่เห็นเป็นไร ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ค่อย ๆ เรียนรู้ระหว่างกันทางไป ในที่สุดก็อาจได้พบกับความฝันที่อยากทำให้สำเร็จในปลายทาง ก็คล้าย ๆ กับมู่มู่ในตอนนี้ที่เธอยังไม่รู้ว่าความฝันของเธอคืออะไร ในขณะที่คนแวดล้อมเริ่มพูดถึงแล้ว บทนี้พอเขียนรีไรท์เสร็จนี่คือแทบไม่เหลือเค้าโครงเนื้อหาเก่าเลย โดยเน้นเรื่องเกี่ยวกับรายละเอียดงานเบื้องหลังอย่างตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับมาเพิ่ม และให้บทของผู้ช่วยแซ่เจียงกับอลิสเพิ่มนิดหน่อยค่ะ ฮิ ๆ  
    อรัณย์ ARUNNE