โครม!
เสียงกัมปนาทดังกึกก้องแหวกก้อนเมฆ เครื่องบินโบอิ้งสีเงินลำั์ค่อย ๆ ร่อนลงจอดบนรันเวย์ของสนามบินหงเฉียวในเซี่ยงไฮ้
เครื่องยนต์คำรามสนั่นหวั่นไหว วินาทีที่ล้อแตะรันเวย์เกิดเสียงเสียดสีดังแสบแก้วหู เครื่องบินไถลไปตามทางก่อนจะค่อย ๆ ชะลอความเร็ว และจอดสนิทอย่างนุ่มนวล
พนักงานต้อนรับก้าวมาเปิดประตูเครื่องอย่างชำนาญ อากาศบริสุทธิ์เจือไอความร้อนจากรันเวย์พุ่งทะลักเข้าสู่ห้องโดยสาร
ผู้โดยสารทยอยลงจากเครื่องอย่างเป็ระเบียบ พวกเขาเดินตามทางเดินเข้าสู่โถงผู้โดยสารเพื่อรับสัมภาระ ก่อนแยกย้ายกันไปตามจุดหมายของตัวเอง
เมื่อคนส่วนใหญ่ลงไปหมดแล้ว ซุนเสี่ยวเหยียนที่นั่งอยู่ชั้นเฟิร์สคลาสถึงค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างไม่รีบร้อน เมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวรอบตัวที่หอบกระเป๋าพะรุงพะรัง เธอไม่มีสัมภาระหนักอึ้ง มีเพียงกระเป๋าเป้ใบเล็กสะพายเฉียงอยู่บนไหล่เท่านั้น
ซุนเสี่ยวเหยียนในตอนนี้ไม่ได้สวมชุดทำงานเหมือนตอนอยู่บริษัท วันนี้เธอมาในลุคเสื้อยืดสีขาวเรียบง่าย จับคู่กับกางเกงยีนเอวสูงสีฟ้าอ่อนและรองเท้าผ้าใบสีขาว ดูชิล ๆ แต่ยังคงความดูดีมีสไตล์อยู่
ไม่นานนัก เธอก็เดินออกจากโถงผู้โดยสารขาเข้ามายังจุดรอแท็กซี่ และก้าวขึ้นรถคันหนึ่งอย่างรวดเร็ว
"ลุงคะ ไปสวนสัตว์ค่ะ"
"ได้เลยครับ"
คนขับไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง รีบกดมิเตอร์แล้วออกรถทันที แท็กซี่พุ่งทะยานออกจากสนามบินมุ่งหน้าสู่จุดหมาย
ระหว่างที่รถแล่นไป ซุนเสี่ยวเหยียนทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง การมาเซี่ยงไฮ้ครั้งนี้เธอมีภารกิจอยู่สามอย่าง
อย่างแรกคือวันที่สิบสองมีนาคมกำลังจะมาถึง เธอต้องซื้อลอตเตอรี่ใบที่สองในเซี่ยงไฮ้ เพราะถ้าขืนซื้อที่จิงตูตลอดคงดูเตะตาเกินไป
อย่างที่สอง คือการไปสวนสัตว์เพื่อหาสวนลิง และทิ้งของทำเครื่องหมายไว้ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง เมื่อฉินจงยืนยันว่าได้รับของในโลกวันสิ้นโลกแล้ว แผนการขั้นต่อไปถึงจะเริ่มเดินเครื่องได้
อย่างที่สาม หลังจากยืนยันข้อสองเรียบร้อย เธอต้องสร้างศูนย์ลี้ภัยใต้ดินในที่ห่างไกลสักแห่ง ทางที่ดีควรเป็ศูนย์ที่ล้ำสมัยและมีเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อนำเสบียงมูลค่านับสิบล้านที่เตรียมไว้ไปยัดใส่ลงไปให้หมด รอให้ฉินจงในวันสิ้นโลกเป็คนมารับ่ต่อ
เวลาเดินทางเกือบหนึ่งชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว ซุนเสี่ยวเหยียนมาปรากฏตัวที่หน้าประตูสวนสัตว์เซี่ยงไฮ้ เมื่อเห็นประตูทางเข้าอันเป็เอกลักษณ์ เธอไม่รอช้า รีบก้าวตรงไปยังจุดขายตั๋วทันที
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ซุนเสี่ยวเหยียนเดินออกจากสวนสัตว์ด้วยท่าทางผ่อนคลาย ทว่าจังหวะที่เธอแกว่งแขน จะเห็นได้ชัดว่าแหวนที่เคยสวมอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายนั้นหายไปอีกแล้ว
ครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น ซุนเสี่ยวเหยียนมาโผล่ที่คาเฟ่สไตล์ตะวันตกริมแม่น้ำหวงผู่ ฝั่งตรงข้ามเธอมีชายชาวต่างชาติร่างสูง ผมทอง ตาสีฟ้า นั่งอยู่
"คุณซุน สวัสดีครับ ผมแจ็ค เป็ตัวแทนฝ่ายขายระดับสูงของบริษัทไมน์อาร์คประจำสำนักงานประเทศจีนครับ"
ทันทีที่ซุนเสี่ยวเหยียนนั่งลง ชายชาวต่างชาติฝั่งตรงข้ามก็ยื่นนามบัตรให้ด้วยความสุภาพ แม้หน้าตาจะเป็ฝรั่งจ๋า แต่เขากลับพูดจีนสำเนียงจิงตูได้อย่างคล่องแคล่ว
"คุณแจ็ค ภาษาจีนของคุณดีมากเลยนะคะ"
ซุนเสี่ยวเหยียนรับนามบัตรมากวาดสายตามองคร่าว ๆ บริษัทไมน์อาร์คแห่งนี้คือที่ที่หวังเหมิ่งแนะนำมา
ตามที่หวังเหมิ่งบอก นี่คือบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านการออกแบบและผลิตศูนย์ลี้ภัยและห้องหลบภัย ขณะเดียวกันก็มีความเชี่ยวชาญระดับสูงในการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการตรวจจับระยะไกล การติดตาม และการสื่อสาร
ความจริงแล้วสำนักงานในจีนของบริษัทนี้ตั้งอยู่ที่จิงตู แต่ปัญหาคือฉินจงในวันสิ้นโลกอาศัยอยู่ในเซี่ยงไฮ้ ดังนั้นศูนย์ลี้ภัยแห่งแรกนี้จะสร้างที่ไหนไม่ได้นอกจากเซี่ยงไฮ้
ด้วยเหตุนี้ ก่อนจะบินมาเซี่ยงไฮ้ ซุนเสี่ยวเหยียนจึงติดต่อไปยังบริษัทไมร์อาร์คเพื่อให้ส่งคนมาเจรจา เธอตั้งใจจะสำรวจพื้นที่ไปพร้อมกับคนที่ถูกส่งมา เพื่อให้การก่อสร้างศูนย์ลี้ภัยเสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด
"คุณซุนครับ ผมมีชื่อจีนว่าหลี่ข่าย คุณเรียกผมด้วยชื่อนี้ก็ได้ ผมได้ยินคุณซุนบอกทางโทรศัพท์ว่าเตรียมจะสร้างศูนย์ลี้ภัยใต้ดินในเซี่ยงไฮ้ ขอเสียมารยาทถามหน่อยได้ไหมครับว่า เตรียมสร้างไว้เพื่อใช้งานอะไร?"
"คุณหลี่คะ คุณเชื่อเื่วันสิ้นโลกไหม?"
แทนที่จะตอบคำถามของหลี่ข่าย ซุนเสี่ยวเหยียนกลับย้อนถามกลับไปแทน
"เอ่อ..."
หลี่ข่ายขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาฉายแววสับสนวูบหนึ่ง แต่ก็ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบ
"เกี่ยวกับวันสิ้นโลก ในคัมภีร์ไบเบิลมีการบรรยายไว้มากมายครับ ที่ผมจำได้แม่นคือตอนหนึ่งในพระวรสารนักบุญแมทธิว ที่บรรยายถึงปรากฏการณ์บนท้องฟ้าเมื่อวันสิ้นโลกมาถึง... ดวงอาทิตย์จะมืดมิด ดวงจันทร์จะไม่ส่องแสง และดวงดาวทั้งหลายจะร่วงหล่นจากสรวง์"
พูดถึงตรงนี้ หลี่ข่ายก็เปลี่ยนน้ำเสียงไป "แต่ผมเชื่อว่าพระเ้าผู้ทรงสรรพานุภาพจะช่วยเราได้ ดังนั้น... คุณซุนคนสวยครับ วันสิ้นโลกอาจจะมาถึงจริง แต่ก็ไม่จำเป็ต้องกังวลจนเกินไปหรอกครับ!"
กับคำพูดของหลี่ข่าย ซุนเสี่ยวเหยียนเพียงยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยช้า ๆ ว่า "ถ้าฉันบอกคุณว่า วันที่สี่กรกฎาคม ในอีกสิบปีข้างหน้าคือวันสิ้นโลก คุณหลี่จะทำยังไงคะ?"
หลี่ข่ายชะงักค้าง ใบหน้าปรากฏความตกตะลึง แต่แล้วก็รีบสลัดทิ้ง ยักไหล่ทำเป็เื่ตลก "ใครจะรู้ล่ะครับ บางทีผมอาจจะมีชีวิตอยู่ไม่ถึงสิบปีด้วยซ้ำ!"
พรืด!
ซุนเสี่ยวเหยียนหลุดขำออกมาทันที "คุณหลี่คะ ฉันแค่ยกตัวอย่างให้ฟังเฉย ๆ เมื่อกี้คุณถามใช่ไหมว่าทำไมต้องสร้างศูนย์ลี้ภัยใต้ดิน? ความจริงเหตุผลมันง่ายมากค่ะ ฉันแค่คิดว่าวันสิ้นโลกจะมาถึงไม่ช้าก็เร็ว ฉันเลยอยากเตรียมตัวไว้แต่เนิ่น ๆ!"
หลี่ข่ายผายมือ ยักไหล่แล้วหัวเราะ "แน่นอนครับ นั่นเป็สิทธิ์ของคุณซุนอยู่แล้ว"
จากนั้นเขาก็เลื่อนไอแพดบนโต๊ะส่งให้ซุนเสี่ยวเหยียน "คุณซุนครับ นี่คือแิและแบบแปลนศูนย์ลี้ภัยใต้ดินของบริษัทไมน์อาร์คมีทั้งหมดสิบหกรูปแบบตามขนาดและดีไซน์ที่แตกต่างกัน คุณลองเลือกดูได้เลยครับ"
ซุนเสี่ยวเหยียนพยักหน้า รับมาโดยไม่พูดอะไร แล้วเปิดดูอย่างละเอียดทันที
หลี่ข่ายไม่ได้พูดแทรก เขายกกาแฟดำบนโต๊ะขึ้นจิบเงียบ ๆ เฝ้ารออย่างสงบ
ผ่านไปประมาณสิบห้านาที ซุนเสี่ยวเหยียนละสายตาจากหน้าจอ เธอคลึงหน้าผาก แววตาฉายความผิดหวังออกมาวูบหนึ่ง
หลี่ข่ายที่คอยสังเกตท่าทางของหญิงสาวอยู่ตลอด ััได้ถึงความผิดหวังนั้น จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "คุณซุนครับ ขอเสียมารยาทถามหน่อย แบบของบริษัทผมไม่มีแบบที่คุณชอบเลยหรือครับ?"
"อืม..."
ซุนเสี่ยวเหยียนเลื่อนไอแพดส่งคืนกลับไป พร้อมตอบอย่างตรงไปตรงมา "คุณหลี่คะ ฉันลองดูแบบศูนย์ลี้ภัยของบริษัทคุณคร่าว ๆ แล้ว พูดตามตรงว่าค่อนข้างผิดหวังค่ะ มันห่างไกลจากที่ฉันจินตนาการไว้มากเกินไป"
"เอ๊ะ?" หลี่ข่ายเลิกคิ้ว ถามด้วยความสงสัย "คุณซุนครับ พอจะบอกได้ไหมว่าจุดที่ต่างกันคือตรงไหน?"
"ง่ายมากค่ะ"
ซุนเสี่ยวเหยียนยกกาแฟบนโต๊ะขึ้นจิบ รสขมไหม้ของกาแฟดำทำให้เธอรู้สึกตื่นตัว สมองที่เคยมึนงงก่อนหน้านี้พลันปลอดโปร่งขึ้น
เธอวางถ้วยกาแฟลงแล้วพูดต่อ "ศูนย์ลี้ภัยที่บริษัทคุณออกแบบ ส่วนใหญ่สร้างขึ้นเพื่อพวกเศรษฐี แบบที่ใหญ่ที่สุดที่ฉันเห็นก็รองรับคนได้แค่สิบคน และมีระยะเวลาใช้งานแค่สามปี หมายความว่าหลังจากสามปี คนพวกนี้ต้องเติมทรัพยากรใหม่ ไม่อย่างนั้นศูนย์ลี้ภัยก็ไม่ต่างอะไรกับเศษเหล็ก"
"ถูกต้องครับ"
หลี่ข่ายพยักหน้าและอธิบายอย่างใจเย็น "เพราะการสร้างศูนย์ลี้ภัยไม่ใช่โปรเจกต์เล็ก ๆ ต้องใช้ทุนมหาศาล ผู้สร้างย่อม้าปกป้องแค่สมาชิกในครอบครัวเมื่อวันสิ้นโลกมาถึง ซึ่งจำนวนคนในครอบครัวคงไม่เยอะนัก สิบคนนี่ถือว่าไม่น้อยแล้วนะครับ"
"นอกจากนี้ เื่ลิมิตเวลาสามปี ทางเราได้ทำการวิจัยมาแล้วครับ หากโลกเกิดภัยพิบัติระดับวันสิ้นโลกขึ้นมาจริง ๆ โดยทั่วไปเมื่อผ่านไปประมาณสองปี สภาพอากาศจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และหลังจากสามปี โลกก็ควรจะกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งครับ"