บทที่ 9 เข้าเมือง
เจียงผิงอันเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ผมยาวปรกครึ่งใบหน้า ยืนอยู่หน้าประตูเมือง
“เข้าเมืองต้องจ่ายภาษี ห้าเหรียญทองแดง!” ทหารนายหนึ่งขวางทางเจียงผิงอันไว้
เด็กหนุ่มหยิบเหรียญทองแดงห้าเหรียญมาจากถุงสัมภาระช้า ๆ ยื่นให้อีกฝ่ายด้วยอาการเสียดายเงินอย่างเหลือแสน
ตอนนี้เขามีเงินแล้ว แต่ต้องแสร้งทำเป็ไม่มีเงิน มิเช่นนั้นทหารจอมละโมบเหล่านี้จะตามเอาจากเขามากกว่าเดิม
ได้เงินมาแล้ว ทหารจึงเก็บอาวุธ
อันที่จริงเจียงผิงอันไม่อยากเข้ามาในตัวอำเภอ เขาไม่เชื่อสักนิดว่าที่ที่อันตรายที่สุดจะเป็ที่ที่ปลอดภัยที่สุด
แต่ที่ต้องเข้ามาในตัวอำเภอ เพราะเขาอยากจะทำความเข้าใจเื่บางอย่าง
เคล็ดปราณโลหิตคืออะไร โอสถปราณโลหิตคืออะไร พลังต่อสู้ของทหารเหล่านี้อยู่ในระดับไหน พลังต่อสู้ของตนเองในตอนนี้อยู่ในขั้นใด
เขาไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง
รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ปะทะกับฝ่ายตรงข้ามโดยไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเป็การกระทำที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย
เหมือนดังการต่อสู้ที่เกิดขึ้นเมื่อก่อนหน้า เขาไม่รู้เลยสักนิดว่าผู้ฝึกตนไม่ควรสู้กับผู้ฝึกยุทธ์ในระยะประชิด จนทำให้เกือบเอาชีวิตไม่รอด
ครั้งนี้ที่มาก็เพื่อสืบให้กระจ่าง
นี่เป็ครั้งที่สองที่เขาเข้าสู่ตัวอำเภอผิงสุ่ย
ก่อนหน้านี้เคยมากับบิดาอยู่หนหนึ่ง ตอนที่มาครั้งแรกเขาตื่นตาตื่นใจกับความเจริญรุ่งเรืองของที่นี่มาก
ความคาดหวังเมื่อตอนเด็ก ๆ ก็คือออกจากหมู่บ้าน เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่
เมื่อก่อน ใบหน้าของผู้คนบนถนนหนทางเต็มไปด้วยรอยยิ้มอันเปี่ยมล้นด้วยความสุข ทว่าตอนนี้มองแทบไม่เห็นอีกแล้ว
ตอนที่เดินผ่านโรงน้ำชา เขาได้ยินเสียงคนสนทนากันอย่างคึกคักจากด้านใน จึงเข้าไปนั่งในมุมเงียบและสั่งชามาจอกหนึ่ง
“แนวหน้ารบแพ้อีกแล้ว”
“สมองของไอ้คนพวกนี้คงมีปัญหาจริง ๆ เห็น ๆ อยู่ว่าแคว้นหลิงไถของพวกเราไม่แข็งแกร่ง กลับออกไปทำาเพราะเชื่อฟังคำยุยงของคนอื่น คนที่รับกรรมก็คือชาวบ้านอย่างพวกเรา!” ผู้เฒ่าคนหนึ่งพูดด้วยความเจ็บแค้นใจ
“ชู่วส์ ห้ามพูดเช่นนี้!” อีกคนหนึ่งรีบพูดเตือน
“ทำไมจะพูดไม่ได้? ดูแคว้นต้าเซี่ยของพวกเขาสิ ชาวบ้านอยู่ดีกินดีแค่ไหน เวลามีายกเว้นภาษีทุกชนิด ชาวบ้านที่นั่นร่วมลงแรงลงใจช่วยแคว้นของตัวเอง แต่ดูแคว้นหลิงไถของพวกเราสิ กระทั่งตดสุนัขก็ยังเทียบไม่ได้!”
“อย่าพูดเื่นี้อีกเลย พวกเ้าได้ยินกันหรือยัง? ที่หมู่บ้านต้าเหอมีคนฆ่าทหารตายไปตั้งหลายคน”
ชายวัยกลางคนผู้รับข่าวสารฉับไวเอ่ยพูดขึ้นมา
“จริงหรือ? ใครกันที่ใจกล้าถึงเพียงนั้น?”
“ไม่ค่อยรู้ละเอียดนัก รู้แต่ว่ามีทหารตายไปเยอะ ตอนนี้ส่งทหารไปที่นั่นหลายคนแล้ว”
“สมน้ำหน้า! ตายได้ก็ดี!”
รอยยิ้มเบิกบานปรากฏขึ้นบนใบหน้าคนทั้งหลายที่อยู่ในโรงน้ำชา
เจียงผิงอันนั่งอย่างสงบ เพียงแค่รับฟังเสียงวิจารณ์ของคนโดยรอบอย่างเงียบ ๆ ไม่เอ่ยกล่าวสิ่งใดออกมา
เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าทุกคนแล้ว เขารู้ว่าหนทางที่ตนเองกำลังเดินนั้นถูกต้องแล้ว
นอกจากนี้เขายังรู้มาด้วยว่า ไม่ใช่ทุกแคว้นที่กดขี่ข่มเหงชาวบ้านเหมือนอย่างอำเภอผิงสุ่ย ยกตัวอย่างเช่นแคว้นต้าเซี่ยทางนั้นไม่ได้ทำในสิ่งที่เกินกว่าเหตุเลย
บนโรงน้ำชาคือสถานที่สำหรับพักแรม เจียงผิงอันจึงเข้าไปพัก ใน่เวลาถัดมา นอกจากฝึกตนแล้ว เขาก็จะลงไปชั้นล่างเพื่อฟังเื่ราวต่าง ๆ
คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ มาโดยตลอดเช่นเขา จึงได้รับรู้เื่ราวมากมายที่ไม่เคยรู้มาก่อน
เพื่อสามารถสืบให้ได้เื่ที่้ารู้ เวลาที่มีการพูดถึงผู้ฝึกตนกับเหล่าทหารขึ้นมา เขาก็จะถามขึ้นมาบ้างเป็ครั้ง ๆ ไป
หลังจากที่คอยฟังอยู่ห้าหกวัน เขาก็ได้รู้ในเื่ที่ตนเอง้าอยากจะรู้
ทหารม้าเหล็กในอำเภอผิงสุ่ยมีด้วยกันสี่พันนาย ในจำนวนนี้มีสามพันนายคอยรักษาชายแดนที่อยู่ติดกับแคว้นต้าเซี่ย
ลำดับขั้นทหารของอำเภอผิงสุ่ยแบ่งออกได้ห้าขั้น ขั้นที่หนึ่งคือแม่ทัพ ขั้นที่สองคือนายกองขั้นหนึ่ง ขั้นที่สามคือนายกองขั้นสอง ต่อมาคือนายกองขั้นสาม และสุดท้ายคือทหารธรรมดา
คนเหล่านี้ล้วนฝึกฝนด้านยุทธ์ วิชาที่เรียนคือเคล็ดปราณโลหิต หลังจากที่ฝึกฝนแล้วจะทำให้มีพลังเพิ่มมากขึ้น
ความสามารถของเขาในตอนนี้เทียบได้กับนายกองขั้นสอง ด้อยกว่านายกองขั้นหนึ่งมาก หรืออาจถึงขั้นด้อยกว่านายกองขั้นสองเก่ง ๆ บางคนเสียด้วยซ้ำ
ได้ยินมาว่าความสามารถของนายกองขั้นหนึ่งเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนขอบเขตก่อปราณขั้นหกถึงขั้นเก้าเลยทีเดียว
แม่ทัพยิ่งแกร่งกว่ามาก อยู่ในขอบเขตก่อปราณขั้นสิบ และยังมีข่าวลือว่าแม่ทัพแกร่งจนถึงระดับปรมาจารย์ยุทธ์ เทียบเท่าได้กับผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน
ตำราอีกเล่มชื่อว่าดาบมายา ที่เขายึดมาได้นั้นเป็ตำราวิชายุทธ์ มีด้วยกันทั้งสิ้นสามขั้น เป็วิชายุทธ์ที่ใช้กันทั่วไปในอำเภอผิงสุ่ย
เรียนสำเร็จขั้นที่หนึ่ง สามารถสร้างเงาดาบมายาได้หนึ่งเงา ขั้นที่สองสามารถสร้างเงาดาบมายาได้สองเงา ขั้นที่สามสร้างได้สามเงา
ยิ่งสำเร็จถึงขั้นสูง ก็ยิ่งร้ายกาจมากเป็ธรรมดา
เมื่อเจียงผิงอันรู้ถึงเื่นี้แล้ว เขารู้สึกหวาดเสียวขึ้นมาในใจ
โชคดีที่ชุยเซียวสำเร็จวิชาดาบมายาถึงขั้นที่หนึ่งเท่านั้น และยังเป็แค่นายกองขั้นสองระดับต่ำสุดอีกด้วย
หากว่าฝ่ายตรงข้ามแกร่งยิ่งกว่านี้เพียงแค่นิดเดียว ตอนนี้เขาคงตายไปแล้ว
สำหรับลำดับขั้นของผู้ฝึกตน เจียงผิงอันก็เริ่มเข้าใจในระดับหนึ่งแล้วเช่นกัน ที่แท้ผู้ฝึกตนไม่ได้หมายความว่าต้องสำเร็จเป็เทพเซียนและแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาทั่วไปเท่านั้น
หากผู้ฝึกตน้าเพิ่มความแข็งแกร่ง จะต้องศึกษาคาถาด้วย แต่เขามีเพียงแค่วิธีกำหนดลมหายใจเท่านั้น
“หน้าประตูเมืองออกประกาศจับแล้ว! ประกาศจับตัวคนที่ฆ่านายกองขั้นสองชุยเซียว! ที่แท้ฆาตกรเป็แค่เด็กคนหนึ่งเท่านั้น!”
คนคนหนึ่งเดินเข้าไปในโรงน้ำชาแล้วส่งเสียงดังเพื่อบอกข่าวที่รู้มาให้ทุกคนได้รู้ด้วย
“เด็กคนหนึ่ง? จริงหรือ? นายกองขั้นสองร้ายกาจถึงเพียงนั้น เด็กหนุ่มคนหนึ่งจะฆ่าตายได้อย่างไร?”
แขกในโรงน้ำชาตื่นใกันมาก
หลายวันมานี้พวกเขาก็ถกกันถึงเื่นี้อยู่ตลอด แต่ไม่รู้ว่าฆาตกรจะเป็เด็กหนุ่ม
“ย่อมเป็ความจริงอยู่แล้ว! ข้าเห็นรูปวาดของเขามาเองกับตาเลย!”
“ได้ยินว่าทหารกลุ่มนั้นตามหาเขาอยู่หลายวันแต่หาอย่างไรก็ไม่เจอ สงสัยว่าเด็กหนุ่มคงหนีเข้าไปในตำบลใดตำบลหนึ่งไปแล้ว ถึงได้ออกประกาศจับ....”
คนที่นำข่าวมาบอกมองเห็นอะไรบางอย่าง พลันหรี่ตาลง จากนั้นหันหน้าไปทางอื่นโดยเร็ว
“ตอนนี้ที่หน้าประตูเมืองกำลังติดประกาศจับกันอยู่ ที่ตำบลอื่น ๆ ก็กำลังติดประกาศเช่นกัน หากว่าข้าเป็เด็กหนุ่มคนนั้น ข้าจะรีบหนีไปทางฝั่งตะวันออก เพราะที่นั่นมีูเาสูงชัน ม้าขึ้นไปไม่ได้ แต่ก็ต้องระวังโจรป่าด้วย เพราะทางนั้นมีโจรป่าชุกชุม”
เจียงผิงอันกดหมวกให้ต่ำลง จากนั้นเดินออกโรงน้ำชาไปอย่างเงียบ ๆ ราวกับไม่มีเื่ใดเกิดขึ้น เมื่อออกมาแล้ว เขารีบไปทางตะวันออกของประตูเมืองโดยทันที
เมื่อเจียงผิงอันไปแล้ว คนที่นำข่าวมาบอกจึงเงยหน้ามองตามไปพร้อมกับพึมพัมเบา ๆ “เด็กหนุ่ม เ้าต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้จงได้”
ไม่นานนัก คนที่เห็นรูปวาดของเจียงผิงอันก็มีเพิ่มมากขึ้น
คนที่มักจะมาดื่มชาในโรงน้ำชาบ่อย ๆ เห็นรูปวาดนี้แล้ว หัวใจถึงกับสั่นระรัวอย่างแรง
นี่มันเด็กหนุ่มที่มักจะนั่งในมุมเงียบตรงนั้นไม่ใช่หรือ!
เขามาถึงอำเภอผิงสุ่ยแล้ว!
เจียงผิงอันมาถึงฝั่งตะวันออกของประตูเมือง สวมหมวกฟางปิดหน้า เดินไปข้างนอกอย่างช้า ๆ
ทุกคนกำลังดูรูปวาดที่หน้าประตู จึงไม่มีใครสังเกตเห็นเขา
“หยุดอยู่ตรงนั้น!”
ทหารนายหนึ่งร้องะโ
เจียงผิงอันสะดุ้งเล็กน้อย เตรียมพร้อมวิ่งหนีอย่างเต็มที่
“เปิดถุงสัมภาระของเ้า ข้าจะดูสิว่าในนั้นมีของดีอะไรบ้าง” ทหารละโมบพูดขึ้น
เขาเห็นว่าเจียงผิงอันเดินทางคนเดียว ดูจากด้านข้างเป็แค่เด็กหนุ่มคนหนึ่งเท่านั้น ทว่าถุงสัมภาระใบใหญ่มาก หากมีของดีอะไรซ่อนอยู่ จะได้ริบมาเป็ของตน
เจียงผิงอันกดหมวกให้ต่ำลง พลางยื่นถุงสัมภาระไปให้
ในนั้นมีแต่เสื้อผ้ากับเหรียญทองแดงอีกนิดหน่อย
ทหารโยนเสื้อผ้าลงกับพื้น เก็บเหรียญทองแดงเข้ากระเป๋าตัวเองอย่างไร้ความเกรงใจ
“ไสหัวไปได้แล้ว...เดี๋ยวก่อน! เ้าคือ...”
“อ๊าก!”
เจียงผิงอันชักดาบของอีกฝ่าย ฟันขาของฝ่ายตรงข้ามขาดอย่างรวดเร็ว
อยากจะแย่งเงินก็แย่งไป ทำไมต้องดูหน้าให้มากเื่ด้วย!
ทหารทางนี้ไม่มีหลักประกันเหมือนทหารของแคว้นต้าเซี่ย หากระหว่างการสู้รบเกิดมีคนพิการขึ้นมา คนคนนั้นก็จะถูกทอดทิ้ง
ฆ่าคนชั่วเช่นนี้ตาย เป็เื่ที่สบายเกินไปสำหรับพวกเขา สู้ทำร้ายให้พิการ โดนคนทอดทิ้งจนอดตาย จะเป็การทุกข์ทรมานยิ่งกว่า
“อ๊าก!”
เสียงกรีดร้องดังทั่วประตูเมืองด้านตะวันออก
เจียงผิงอันไม่อยากทำ แต่อีกฝ่ายบีบให้เขาต้องลงมือ
เขาแย่งม้ามาได้ตัวหนึ่ง จากนั้นวิ่งตรงไปยังนอกเมือง
“ฆาตกร! เด็กหนุ่มคนนั้นคือฆาตกรที่ฆ่านายกอง!!”
ได้ยินเช่นนี้ ทหารที่ตั้งใจจะเข้าไปขวางในตอนแรกแยกย้ายกันหนีในทันที
กระทั่งนายกองขั้นสอง เด็กคนนี้ก็ยังฆ่าได้ ทหารกระจอกอย่างพวกเขาไม่ต้องตายในดาบเดียวหรอกหรือ ใครขวางก็มีแต่ตายเท่านั้น
“รีบกลับไปรายงาน! บอกว่าคนที่ฆ่านายกองขั้นสอง หนีไปทางประตูด้านตะวันออกแล้ว!”
“เลวระยำ! ไอ้เด็กนี่บังอาจเสียจริง กล้าหนีเข้ามาในเมืองได้!”
“รีบตามไป อย่าให้หนีไปได้!”