หลังจากที่สวี่หยุนนำหนังสือแนะนำเกี่ยวกับอาวุธต่างๆและหนังสือช่างไม้เบื้องต้นมาหลังกระท่อมเขาก็เริ่มศึกษาเกี่ยวกับมันในทันที เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม สวี่หยุนเริ่มลงมือใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ตัดไม้มาจากต้นไม้ั์เล็กน้อยและใช้เวลาอีกหนึ่งชั่วยามในการเหลาไม้ให้เหมือนกระบี่ตามรูปภาพในหนังสือ
สวี่หยุนถือกระบี่ไม้ที่ตอนนี้ให้ความรู้สึกคุ้นเคยกับเขาทั้งๆที่เขาไม่เคยจับกระบี่เลย..สวี่หยุนเริ่มลองแกว่งกระบี่เล่นๆดูและเริ่มศึกษาวิธีการใช้จากหนังสือแล้วจึงลองทำตามดู..ฟัน ตัด แทง เขาทำมันได้อย่างยอดเยี่ยมราวกับฝึกฝนมาเป็ปีแล้วแต่ตัวสวี่หยุนเองคิดว่านี่คือพื้นฐานของการใช้กระบี่
สวี่หยุนเริ่มใช้กระบี่ให้ต่อเนื่องและเป็ระบบมากขึ้นหลังจากลองทำไปสักพักเขาก็หยุดลง พร้อมกับเริ่มตัดไม้มาทำอาวุธไม้ต่อไป..สวี่หยุนใช้เวลาทำอาวุธไม้จนถึงเย็น มีอาวุธต่างชนิดกันถึง 4 ชนิดได้แก่ ดาบ มีดสั้น หอก ทวน สวี่หยุนทดลองใช้อาวุธทุกชนิดที่เขาทำมาได้แต่เขากับไม่รู้สึกคุ้นเคยอย่างมากเหมือนกระบี่แค่รู้สึกคุ้นเคยเล็กน้อยเท่านั้น
หลังจากทดลองใช้อาวุธไม้ไปจนหมดทุกชนิดก็ถึงเวลาคํ่า สวี่หยุนเก็บอาวุธไม้ไว้หลังบ้านและนำหนังสือกลับเข้าไปวางไว้ในบ้าน เมื่อสวี่หยุนกลับเข้ามาในบ้านที่มีแสงสลัวออกมาจากตะเกียงก็เห็นลู่เหมยกำลังอ่านหนังสือความรู้ทั่วไปและมีใบหน้างัวเงียเล็กน้อยทำให้เขายิ้มออกมาทันที สวี่หยุนหันไปมองอ้ายสุ่ยก็พบว่าบนโต๊ะเหลือผลไม้แค่ 2 ลูก ตอนเช้าลู่เหมยเอามา 3 ลูก
"ลู่เหมยถ้าง่วงทำไมไม่ไปนอนแล้วค่อยมาอ่านต่อพรุ่งนี้ล่ะ?" สวี่หยุนกล่าวออกมาด้วยนํ้าเสียงอ่อนโยน
"หืม? ท่านมาแล้วหรือ? ข้ากำลังรอท่านอยู่เลย! มานอนกันเถอะ!" ลู่เหมยกล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะกลายเป็ใบหน้าเขินอายตัดกับสีหน้าของสวี่หยุนที่กำลังใเล็กน้อย
"ไม่ใช่นะ! ขะ..ข้าหมายถึงนอนคนเดียวมันน่ากลัวนี่หน่า.." ลู่เหมยกล่าวออกมาหน้าของเด็กสาวแดงเล็กน้อยและรีบไปนอนด้านในของเตียงทันที สวี่หยุนเห็นดังนั้นก็หัวเราะออกมาเล็กน้อยแล้วจึงเดินมานอนที่ขอบเตียง..ผ่านไปสักพักลู่เหมยก็กล่าวขึ้นมาว่า
"คะ..คือว่ามันค่อนข้างหนาว..ท่านช่วยกอดข้า..ได้ไหม?" ลู่เหมยหันมาหน้ามากล่าวโดยที่มันสบตาของเด็กหนุ่ม สวี่หยุนได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ก่อนตอบกลับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
"อืม..ได้สิ ถ้าลู่เหมยไม่รังเกียจน่ะนะ" สวี่หยุนกล่าวออกมาด้วยความเขินอายเล็กน้อย
ลู่เหมยได้ยินดังนั้นก็รีบซุกหน้าเข้าไปในอกของเด็กหนุ่มทันทีและไม่มองหน้าของเด็กหนุ่มเลย สวี่หยุนตอบรับด้วยกันนำแขนไปโอบลู่เหมยไว้ด้วยสีหน้าที่ยังมีรอยยิ้มอ่อนโยนอยู่ ผ่านไปสักพักสวี่หยุนก็รู้สึกได้ว่าลมหายใจของลู่เหมยคงที่แล้วก็รู้ว่าเด็กสาวได้หลับไปแล้ว สวี่หยุนเริ่มคิดทบทวนสิ่งที่ได้ในวันนี้ สวี่หยุนพบว่าเขาถนัดกระบี่ที่สุด รองลงมาคือ ดาบและทวน ทั้งเขายังถนัดมีดสั้นมากกว่าหอกทั้งที่คล้ายทวนเป็อย่างมากอีกด้วย...
2 เดือนผ่านไป...สวี่หยุนได้ลองอาวุธมากกว่า 20 แบบแต่เขาก็ฝึกหลักๆแค่ กระบี่ ดาบ ทวนและมีดสั้น เขาเริ่มเชี่ยวชาญมากขึ้นเรื่อยและคิดการใช้อาวุธด้วยท่วงท่าที่ต่อเนื่องจากความเข้าใจของเขาเอง โดยกิจวัตรประจำวันของเขาคือการเดินจับมือไปดื่มนํ้าล้างตัวลำธาร เก็บผลไม้ไปให้อ้ายสุ่ยในบางวัน พอตกดึกสวี่หยุนก็จะนอนกอดลู่เหมยทุกคืนจนทั้งคู่แทบไม่ค่อยมีความเขินอายกันแล้ว
ลู่เหมยมักใช้เวลาส่วนมากในตอนที่สวี่หยุนฝึกอาวุธไปอ่านหนังสือความรู้ทั่วไปกับกวีต่างๆพอลู่เหมยเบื่อก็จะหาพู่กันที่อยู่หลังกระท่อม และให้สวี่หยุนละลายนํ้าหมึกที่แข็งเป็ก้อนแล้วมาวาดรูปใส่หนังสือตรงที่ๆยังมีที่ว่างอยู่บ้าง
บางครั้งลู่เหมยก็พาอ้ายสุ่ยไปดูดอกไม้รอบๆทุ่งหญ้าพร้อมกับนําหนังสือและพู่กันพร้อมนํ้าหมึกไปวาดรูปต่างๆ ทั้งลำธาร ต้นไม้ ดอกไม้ วิวต่างๆมาให้สวี่หยุนดู ทุกครั้งที่ลู่เหมยนำภาพวาดมาให้สวี่หยุนดูเขาก็จะกล่าวชมลู่เหมยพร้อมรอยยิ้มทำให้ลู่เหมยเริ่มฝึกวาดรูปไปเรื่อยๆและต้องขอบคุณที่หลังบ้านมีนํ้าหมึกที่แข็งแล้วเป็จำนวนมากทำให้ลู่เหมยวาดรูปไปได้อีกหลายปี
ส่วนเื่อาหารการกิน ลู่เหมยและสวี่หยุนก็กินสลับกับผลไม้สีฟ้าและปลาย่าง โดยที่ลู่เหมยไม่มีทีท่าว่าจะเบื่อเลยทั้งยังตั้งหน้าตั้งตาเฝ้ารอถึงตอนเช้าที่จะได้กินปลาย่างหรือผลไม้โดยที่สวี่หยุนจะเป็คนให้ลู่เหมยเลือก ต้นผลไม้สีฟ้าดูทีท่าว่าจะไม่มีวันหมดเพราะทุกครั้งเขาเด็ดไปวันใหม่ก็จะมีเพิ่มขึ้นมาอีกทำให้สวี่หยุนทั้งประหลาดใจและดีใจในเวลาเดียวกัน
อ้ายสุ่ยหลังจากกินผลไม้สีฟ้าเข้าไปมากๆตัวมันก็เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนตอนนี้มันตัวใหญ่กว่าเดิมครึ่งเท่าประมาณ 7-8 ส่วนของฝ่ามือลู่เหมยและยังกินมากกว่าเดิม ตอนนี้อ้ายสุ่ยกินผลไม้ครั้งล่ะ 7-8 ส่วนของผลไม้สีฟ้าแล้ว...
ผ่านไปอีก 4 เดือน นับเป็เวลาครึ่งปีั้แ่สวี่หยุนตื่นขึ้นมากับลู่เหมยที่ได้ออกมาจากห้องขังใต้ดิน ความสัมพันธ์ของทั้งสองต่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นราวกับชีวิตของทั้งคู่ไม่อาจขาดใครสักคนไปได้ สวี่หยุนและลู่เหมยจะมีรอยยิ้มในทุกๆครั้งที่พบกัน นานๆทีลู่เหมยก็จะแกล้งหยอกล้อกับสวี่หยุนทำให้ทั้งเด็กหนุ่มและเด็กสาวหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข
สวี่หยุนไม่เคยก้าวเข้าไปในป่าลึกลับนั่นเลยเขาเพียงแค่ไปเก็บผลไม้สีฟ้ากับลู่เหมยเป็บางวัน สวี่หยุนมีความคิดที่จะสำรวจประตูบานที่สองที่มีสัญลักษณ์เวทย์อยู่เป็ครั้งคราวแต่เมื่อคิดถึงสัตว์อสูรในป่าลึกลับก็ทำให้เขาลบความคิดนี้ออกไปโดยทันที..หากที่อยู่หลังประตูบานนั้นมีสัตว์ดุร้ายที่น่ากลัวกว่าพวกสัตว์อสูรในป่าเขาก็คงได้ตายไปในทันทีที่เปิดประตู
สวี่หยุนเริ่มใช้เวลาในการอ่านหนังสือสมุนไพรเบื้องต้นเล่มหนาเตอะ สวี่หยุนอ่านไปได้ประมาณ 4-5 ส่วนของทั้งหมดใน 4 เดือนนับว่าเป็ความก้าวหน้าอย่างมากของความสามารถในการจดจำของเขา
สวี่หยุนใช้เวลาส่วนมากในการฝึกอาวุธ ในตอนนี้เขาเริ่มเพิ่มท่วงท่าในการก้าวเท้าเข้าไปในการใช้อาวุธต่างๆเขาเริ่มรู้สึกเชี่ยวชาญขึ้นเรื่อยๆทั้งๆที่จริงๆแล้วเขาเชี่ยวชาญในกระบี่อยู่แล้วแต่ก็นับว่าเขาก้าวหน้าไปไม่น้อย
ลู่เหมยยังคงใช้เวลาส่วนมากกับการวาดรูปและอ่านหนังสือราวกับไม่มีความเบื่อหน่ายแม้แต่น้อยและลู่เหมยก็เริ่มมามองดูการฝึกใช้อาวุธต่างๆของสวี่หยุนบ้างเป็บางครั้ง ทุกครั้งที่ลู่เหมยมาจะทำให้สวี่หยุนตัวเกร็งพร้อมกับมีความเขินอายขึ้นมาทันที ลู่เหมยก็รู้ว่าเขาคิดอย่างไรอยู่ทำให้นางหัวเราะออกมาตอนที่มาดูสวี่หยุนฝึกอาวุธต่างๆทุกครั้ง
อ้ายสุ่ยตัวเริ่มโตขึ้นอีก ขณะนี้มันมีขนาดเท่ามือของลู่เหมยทั้งมือแถมยังกินผลไม้สีฟ้ามากขึ้น ตอนนี้อ้ายสุ่ยกินทีล่ะผลในการกินอาหารหนึ่งครั้ง อ้ายสุ่ยดูมีความน่ารักและน่าเกรงขามขึ้นมาอีกมากถ้าเทียบกับตอนเมื่อครึ่งปีที่แล้ว
ตอนนี้ทั้งสวี่หยุนและลู่เหมยราวกับว่าถ้าไม่มีกันแและกันจะไม่สามารถอยู่ได้ ลู่เหมยมักรอสวี่หยุนกลับมาจากการทำสิ่งต่างๆเพื่อที่จะได้นอนด้วยกันทุกครั้ง สวี่หยุนเห็นแบบนั้นทุกครั้งเขากลับเข้าไปในกระท่อมก็ทำให้เด็กหนุ่มยิ้มกว้างออกมาทันที สวี่หยุนที่ชอบตัวตนของลู่เหมยอยู่แล้วก็ยิ่งรู้สึกชอบขึ้นไปอีก
6 เดือนหลังจากนั้น..สวี่หยุนและลู่เหมยราวกับสามีภรรยาที่พึ่งแต่งงานกันใหม่ๆ ทั้งคู่ตัวติดกันอย่างมากแม้ตอนลู่เหมยวาดรูปก็จะเอาหนังสือและพู่กันพร้อมนํ้าหมึกมาวาดรูปที่หลังกระท่อมพร้อมมองดูสวี่หยุนฝึกอาวุธ สวี่หยุนเห็นดังนั้นก็เลยใช้ไม้จากต้นไม้ั์มาทำเป็โต๊ะหนึ่งตัวและเก้าอี้สองตัวหลังกระท่อมและเลือกตั้งไว้ในวิวที่มองเห็นที่ๆเขาฝึกอาวุธต่างๆได้ พร้อมทั้งวิวที่มองเห็นทั้ง ลำธาร ป่า ทุ่งหญ้าและเนินเขาได้ทั้งหมด พร้อมทั้งยังมองเห็นต้นไม้ั์ในมุมที่สวยงามมากอีกด้วย
สวี่หยุนมักมาอ่านหนังสือสมุนไพรพร้อมกันกับลู่เหมยที่โต๊ะด้านนอก ทั้งคู่อ่านหนังสือกันไปพร้อมกับคุยกันอย่างหวานชื่นในทุกๆวัน บางครั้งที่ลู่เหมยออกมาวาดรูปที่โต๊ะด้านนอกก็มักจะถามความคิดเห็นของสวี่หยุนเสมอว่าจะวาดอะไรดีพร้อมรอยยิ้มน่ารักน่าเอ็นดูแต่ตัดกับสีหน้าของสวี่หยุนที่ได้ยินคำถามครั้งแรกๆ สวี่หยุนต้องใช้ความคิดอย่างมากในการตอบคำถามนั้นของลู่เหมย จนหลังๆมาเขามักจะคิดไว้ั้แ่เข้านอนของวันนั้นๆเพื่อเตรียมตัวมาตอบคำถามสุดน่ากลัวของลู่เหมย
ตอนนี้ทั้งสวี่หยุนและลู่เหมยรวมถึงอ้ายเฟยก็เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว สวี่หยุนดูเป็ผู้ชายที่เฉียบคมมากขึ้นแต่ก็ยังมีสีหน้าอ่อนโยนทำให้เขาดูน่ารักน่าเอ็นดู ส่วนลู่เหมยที่มีความงดงามอยู่แล้วก็ยิ่งงดงามมากขึ้นไปอีก หน้าอกนูนออกมาเริ่มเห็นเป็รูปทรงที่สวยงามถึงจะไม่ใหญ่มากแต่ก็น่ามองเป็อย่างมาก เสื้อผ้าของทั้งคู่เริ่มคับไปบ้างแล้วลู่เหมยก็ได้ศึกษาการตัดเย็บจากหนังสือและหาอุปกรณ์จากหลังกระท่อมมาตัดเย็บชุดของทั้งคู่ด้วยเสื้อผ้าของชุดอื่นๆทำให้ทั้งคู่มีเสื้อผ้าพอดีตัวอยู่เสมอ
สวี่หยุนมักใส่แต่ชุดที่เขาใส่อยู่ตอนที่เขาตื่นขึ้นมาจากซากปรักหักพัง..มันมีสีฟ้าตัดด้วยแทบสีดำอ่อนไม่มีลวดลายแต่กับให้ความรู้สึกที่งดงามเข้ากับตัวของสวี่หยุนอย่างไม่น่าเชื่อกับชุดที่เขาเลือกจากเสื้อผ้าทั้งหมดจากกองเป็ชุดสีขาวทั้งหมด
ส่วนลู่เหมยมักใส่แค่ชุดที่สวี่หยุนเจอลู่เหมยครั้งแรกเป็ชุดสีขาวออกชมพูนิดๆที่แม่นางเป็คนตัดเย็บให้กับชุดสีชมพูอ่อนเหมือนกับดอกเหมยลวดลายดอกไม้ที่สวี่หยุนเป็คนเลือกให้ลู่เหมย ทั้งสองชุดเข้ากันกับลู่เหมยเป็อย่างมากและส่งผลให้ความงามของลู่เหมยมีเยอะขึ้นอย่างมาก
สวี่หยุนเริ่มฝึกใช้ร่างกายในทุกๆส่วนในการฝึกอาวุธต่างผสมกับท่าเท้าของเขา ตอนนี้ความสามารถการใช้กระบี่ของเขาราวกับปรมาจารย์ ส่วนอาวุธอื่นๆเหมือนผู่เชี่ยวชาญมากฝีมือ
สวี่หยุนอ่านหนังสือสมุนไพรเบื้องต้นจนจดจำได้ทั้งหมด มันมีมากกว่าแสนชนิด สวี่หยุนจึงรู้จักสมุนไพรมากกว่าแสนชนิดและยังรู้สูตรยาเบื้องต้นของการผสมกันของสมุนไพรอีกด้วย
สวี่หยุนยังคงไม่ได้เข้าไปในป่านั่นหรือประตูบานที่สองเลยสักครั้งใน 6 เดือนที่ผ่านมา..ส่วนอ้ายสุ่ย ตัวมันเทียบเท่ากับ 2 ฝ่ามือของลู่เหมยแล้วแถมยังกินเป็ 2 เท่าของเมื่อก่อนคือ 2 ผลต่อครั้ง มันยิ่งดูน่าเกรงขามราวกับเสวียนอู่ ในตำนานที่เขาอ่านเจอในหนังสือประวัติศาสตร์มากขึ้นเรื่อยๆ
วันที่ครบรอบ 1 ปีของการพบกันสวี่หยุนไม่ได้ฝึกอาวุธต่างๆแต่กับเลือกที่จะใช้เวลาอยู่กับลู่เหมยทั้งวัน ไม่ว่าจะไปวาดรูปที่ลำธารนั่งอ่านหนังสือหรือจะเฝ้าดูลุ่เหมยให้อาหารอ้ายสุ่ยทำให้เขายิ้มออกมาตลอดทั้งวัน พอตกดึกสวี่หยุนกับลู่เหมยยังไม่ได้รีบเข้านอนในวันนี้ทั้งคู่มานั่งมองดูดาวบนท้องฟ้าที่โต๊ะข้างนอก สวี่หยุนและลู่เหมยนั่งอยู่ข้างกันโดยที่ทั้งคู่กันจับมือกันแล้วลู่เหมยกำลังซบไหล่ของสวี่หยุนมองไปทางท้องฟ้า
"บางที ข้าก็อยากให้เวลามันหยุดลงแค่ตอนนี้.." ลู่เหมยพำพึมออกมา
"อืม..ข้าก็เช่นกัน" สวี่หยุนกล่าวเสียงเบาออกมา ผ่านไปอีกสักพักลู่เหมยถึงกล่าวเพิ่มออกมา
"ท่านจะ..อยู่กับข้าตลอดไปใช่ไหม?" ลู่เหมยกล่าวออกมาเสียงเบา
"คิคิคิ ไม่สมกับเป็เ้าเลยนะลู่เหมย" สวี่หยุนกล่าวพร้อมหัวเราะออกมา
"บู่..ข้าก็แค่อยากรู้" ลู่เหมยกล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้มเล็กน้อย
"แน่นอนสิ..ข้าก็..อยากอยู่ด้วยกันตลอดไปกับลู่เหมยเหมือนกัน" สวี่หยุนกล่าวออกมาอย่างอ่อนโยนพร้อมรอยยิ้มกว้าง
"อื้ม!!' ลู่เหมยตอบรับออกมาพร้อมมีรอยยิ้มที่กว้างขึ้นเหมือนกัน
"เราไปนอนกันเถอะลู่เหมย ข้างนอกนี้เริ่มหนาวแล้ว" สวี่หยุนกล่าวออกมาพร้อมยื่นแขนไปโอบเอวของลู่เหมยไว้
"อืม" ลู่เหมยผงกหัวรับคำ เมื่อทั้งคู่กำลังจะเดินกลับไปยังกระท่อมไม้ทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงเรียกจากในใจว่า
'เอาล่ะๆมาหาปู่ที่ประตูบานที่เ้ายังไม่ได้มาได้แล้วหลานของข้ากับเ้าเด็กหนุ่ม ผู้ตรวจการณ์คุก์จะมาแล้ว' ทั้งคู่ได้ยินเสียงเก่าแก่และโบราณในใจทำให้ทั้งสองมองหน้ากันและกันด้วยสีหน้าประหลาดใจในทันที....
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
จากผู้เขียน : สวัสดีทุกท่านด้วยครับแล้วก็ขอบคุณมากที่อ่านมาถึงตอนนี้แล้วทุกคนคงสงสัยแล้วว่ามันคือนิยายจีนแนวอะไรกันแน่ ตอนนี้ใกล้ถึงเวลาที่พระเอกจะได้ผจญภัย ไปต่อสู้แล้วครับต้องรออีกสักนิดหนึ่งครับ >-<
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------