วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผันวันแล้ววันเล่าจนกระทั่งร่วงเลยผ่านเข้าเดือนที่สามของการฝึกปรือและยกระดับร่างกายแล้วก็ระดับปราณยุทธของทั้งสองคน
ซึ่งบัดนี้หามีใครรู้ถึงระดับแท้จริงของทั้งสองอีกแล้ว แม้แต่ผู้เป็นอาจารย์เพราะทั้งสองต่างก็เข้าไปฝึกในมิติส่วนตัวและยังเป็นมิติส่วนตัวของชิงเซียนอีกด้วย ภายในนั้นวันเวลาหมุนผ่านเป็นเวลาเกือบนับสิบปีภายในมิติและประมาณเกือบๆสามเดือนของภายนอกมิตินั่นเอง
หลงเทียนและชิงเซียนจะออกมาทุกๆเจ็ดวันเพื่อไม่ให้คนในสำนักสงสัยว่าพวกเขาสองคนหายไปที่ใด แม้ที่พักของทั้งสองจะตั้งอยู่ในเขตต้องห้ามที่ไม่อนุญาติให้ใครเข้าไปแต่ก็มีผู้อาวุโสบางคนต้องการพูดคุยกับทั้งสองจึงทำให้ทั้งสองตกลงกันว่าจะออกมาพบผู้คนทุกๆเจ็ดวันและได้ให้ไป๋หานลู่แจ้งแก่ทุกคนว่าหากต้องการจะเข้าพบทั้งสองให้มาทุกๆเจ็ดวัน
แม้แรกๆที่เเจ้งความจำนงก็จะมีบางคนไม่พอใจอยู่บ้างแต่ก็ทำอันใดไม่ได้เพราะทุกคนต่างก็เกรงกลัวทั้งสองมากด้วยระดับที่สูงเหนือสามัญของพวกเขาจะก้าวข้ามมันไปได้และที่สำคัญคือสัตว์เทพทั้งสองที่เฝ้าคอยดูแลความปลอดภัยที่นี่ไหนจะยังไม่รวมม่านอักขระป้องกันนั่นอีก
การปรากฏตัวของหลงเทียนและชิงเซียนทำให้แผนการต่างของพวกคิดไม่ซื่อต่อสำนักเป็นอันต้องหยุดชะงักและต้องเก็บพับความคิดชั่วๆลงไปในส่วนลึกของจิตวิญญาณทันที ด้วยเหตุการณ์เหตุการณ์นึงหลังพิธีรับรองและแต่ตั้งท่านชายท่านหญิงเสร็จสิ้นลง
ย้อนกลับไปหลังจากเสร็จสิ้นพิธี
ทุกคนต่างยอมรับท่านชายและท่านหญิงคนใหม่ทุกคนกล่าวทำความเคารพอย่างพร้อมเพียง แต่มีคนผู้นึงที่ไม่ยินยอมหรือก็คือผู้อาวุโสหอหนึ่งที่ความเกลียดชังและอารมณ์ที่พุ่งพ่านยากจะควบคุมตัวเองได้ทำให้ทำในสิ่งที่ไม่ควรที่สุดลงไป....
เนื่องเกิดจากการปรากฏตัวของคนทั้งสองทำให้แผนการยืดสำนักที่ใกล้สำเร็จเสร็จสิ้นต้องพังทลายด้วยความรู้สึกที่หลากหลายที่เก็บกดเอาไว้ก็ได้พังทลายหมดสิ้นพร้อมกับโทสะที่มากล้นมันจึงบดบังความเป็นจริงที่ตนไม่สามารถสู้ทั้งสองได้
เมื่อขาดสติจึงทำให้ความคิดโง่ๆบังเกิดปล่อยให้อารมณ์มีอำนาจมากกว่าเหตุผลและความเป็นจริง จึงทำให้ชายชราวัยใกล้จะเลขเจ็ดตัดสินใจดีดตัวพร้อมทั้งในมือที่ชักกระบี่ออกมาหวังจะกำจัดเสี้ยนหนามในยามที่ทั้งสองกำลังหันหลังลงจากแท่นพิธีด้วยความรวดเร็วและถึงเป้าหมายในที่สุด
แต่แทนที่จะได้กำจัดเป้าหมายที่ตนคาดไว้กลับเป็นตนเสียเองที่ถูกจัดการ ก่อนที่ความรู้สึกนึกคิดสติปัญญาจะกลับมามันก็ได้สายไปเสียแล้ว ด้วยความเร็วที่พุ่งไปหวังเพียงจะตวัดกระบี่เพียงครั้งเดียวให้รัศมีของกระบี่ตัดผ่านร่างทั้งสองพร้อมกันแต่แล้วมันก็ไม่เป็นดั่งที่หวังไว้เมื่อจู่ๆร่างคนทั้งสองหายไปในชั่วพริบตารู้ตัวอีกทีลำคอตนเองก็ถูกกอบกุมเอาไว้ด้วยมือของบุรุษที่ตนหมายจะสังหารให้ตกตาย
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วมากหากแต่ทุกคนในที่เเห่งนี้ก็เห็นกันแทบทุกคนและภาพที่ทุกคนเห็นคือเมื่อชายชราพุ่งตัวหมายเข้าโจมตีแต่กลับเป็นตนเองที่ถูกชายหนุ่มผู้เป็นหนึ่งในเป้าหมายของชายชรากอบกุมลำคอเอาไว้ก่อนทั่วร่างชายชราจะถูกปกคลุมด้วยเปลวเพลิงสีม่วงอมแดงที่แสนจะร้อนแรงลุกโชนแผดเผาทั่วร่างชายชราอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่ทุกคนเห็นคือร่างของผู้อาวุโสหอหนึ่งที่มีระดับลมปราณที่ระดับครึ่งก้าวเซียนขั้นสูงถูกบีบลำคอด้วยมือข้างเดียวของท่านชายคนใหม่ก่อนที่พวกเขาจะได้ยินเสียงของท่านชายที่พูดขึ้นแม้จะเบาแต่พวกเขาเป็นผู้ฝึกยุทธยอมมีประสาทสัมผัสที่ดีและการได้ยินที่ชัดเจนกว่าคนธรรมดาทั่วไป เพียงได้ยินก็ทำให้ทุดคนขนลุกและขวัญผวากันทั่วทั่งลาน
"โทษของเจ้าคือ....'ตาย'...เท่านั้น"
พรึบบบบ
เพียงจบประโยคชายชราผู้มีลมปราณระดับสูงและอีกเพียงนิดจะก้าวเข้าสู่ระดับจุติเซียนได้ไม่แม้แต่จะได้กล่าวอันใดแม้แต่ครึ่งคำเปลวเพลิงก็ลุกโชนท่วมร่างเพียงแค่เปลวไฟลุกท่วมร่างชายชราก็กลายเป็นฝุ่นในอากาศทันทีไม่แม้แต่จะได้ร้องสักแอะ มันเป็นการตายที่ง่ายดายและน่าอดสูที่สุดเท่าที่ทุกคนเคยเห็นเลยทีเดียว......
"อ่า....ไม่ได้ตั้งใจจะใช้เพลิงนี้สักหน่อย...สงสัยข้าจะเกิดโทสะมากไปนิด....เจ้าผิดเองนะที่คิดจะแตะต้องของรักของห่วงของข้า....จงโทษในความโง่เขลาของตัวเองเถิด..."สิ่งที่หลงเทียนกล่าวออกมามันมีทั้งความเย็นชาและไม่รู้สึกรู้สาอันใดกับการสังหารคนเลย
แม้ว่าคนผู้นั้นจะเป็นผู้อาวุโสของสำนักก็ตามเขาหาได้ใส่ใจไม่
นั่นจึงเป็นการสร้างความหวาดกลัวและหวั่นเกรงเป็นอย่างมากให้ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ ส่วนชิงเซียนเพียงกลายเป็นลมในอากาศมองดูการกระทำของหลงเทียนเพียงเท่านั้น และทุกอย่างก็จบโดยไม่มีใครกล้าเอาผิดอันใดจากหลงเทียนเลยสักคนมีแต่พูดว่าชายชราผู้นั้นรนหาที่ตายเอง นี่เป็นเหตุการณ์เมื่อประมาณสองเดือนกว่าๆที่แล้วและนั่นก็ทำให้พวกคิดไม่ซื่อหยุดการกระทำโง่ๆนั่นลง
กลับมาที่ปัจจุบัน
ทั้งสองออกมายังที่พักด้านนอกของมิติหรือก็คือที่พักที่สำนักจัดให้เหลือเพียงอีกสามวันเท่านั้นก็จะถึงการแข่งของแต่ละสำนักทั้งสองจึงออกมาเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปยังที่แข่งขันและตอนนี้เพียงคนทั้งสองออกมานอกมิติเฮ่ยหลงและฮุ่ยหลงก็มาปรากฏตัวต่อหน้าทั้งสองทันทีและได้แจ้งว่าไป๋หานลู่ฝากข้อความไว้ว่าหากทั้งสองออกมาให้พวกเขาทั้งคู่เข้าไปพบด้วยทั้งสองก็ทำเพียงพยักหน้ารับแล้วก็หายไปทิ้งไว้เพียงสายลมอ่อนๆเท่านั้น
ณ ห้องทำงานของเจ้าสำนักจันทราโลหิตเป็นห้องกว้างรอบๆมีชั้นวางตำรามากมายลายล้อมอีกทั้งตู้เก็บสมุนไพรสูงค่าต่างๆรวมทั้งโอสถต่างๆก็ล้วนแต่ถูกจัดเก็บอยู่ในห้องนี้ทั้งนั้นและทุกๆอย่างในห้องแห่งนี้ล้วนเป็นของส่วนตัวของไป๋หานลู่ทั้งนั้น
ภายในห้องกำลังมีบุคคลมากหน้าหลายตานั่งสนทนากันอยู่ เพียงไม่นานประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างสองร่างที่สวมเสื้อคุมสีแดงมีหมวกคุมศรีษะก้าวเดินเข้ามานั่นจึงทำให้การสนทนาในห้องหยุดลงทันที
"ศิษย์คารวะท่านอาจารย์และผู้อาวุโสขอรับ/เจ้าค่ะ"แม้ทั้งสองจะอยู่ในตำแหน่งที่ไม่จำเป็นต้องเคารพใครแต่ทั้งสองก็ยังให้เกียรติความอาวุโสที่มากกว่าของบุคคลเหล่านี้และนั่นก็ช่วยลดความเกรงของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี
"เอาหล่ะเจ้าทั้งสองมาถึงพอดีอาจารย์และผู้อาวุโสของสำนักกำลังปรึกษากันเรื่องเดินทางพอดี มาๆนั่งก่อน ว่าแต่พวกเจ้าตอนนี้ระดับไปถึงขั้นไหนกันแล้วพอจะบอกได้หรือไม่"หานลู่เรียกทั้งสองให้มานั่งและกล่าวถามสิ่งที่อยากรู้ทันที
"ความลับขอรับ/เจ้าค่ะ"ทั้งสองตอบพร้อมกันทันทีที่ได้ยินคำถามจากผู้เป็นอาจารย์
"ฮึ.....ข้าไม่รู้ก็ได้...ว่าแต่พวกเจ้าดูสนิทกันขึ้นนะคงจะมีข่าวมงคลในอีกไม่ช้าสินะ...หึหึ..."
"......//////"ทั้งสองพอได้ยินผู้เป็นอาจารย์กล่าวก็พากันหน้าแดงลามไปจนถึงใบหู
จะไม่ให้อายได้อย่างไรก็ในเมื่อสิ่งที่ท่านอาจารย์กล่าวมานั้นมันเป็นเรื่องจริง ด้วยระยะเวลาที่ทั้งสองใช้ร่วมกันภายในมิติมันนานกว่าสิบปี ทั้งสองจึงใช้เวลาไปกับการพัฒนาตนเองทั้งเรื่องความแข็งแกร่ง ทักษะ ความรู้ต่างๆและ....'ความรัก'.....
"อะ แฮ่ม....ท่านกล่าวอันใดเจ้าคะท่านอาจารย์ แล้วที่ท่านเรียกพวกข้ามามีอันใดหรือเจ้าคะ"ชิงเซียนที่ได้สติจึงรีบกล่าวทำเป็นไม่ใช่เรื่องจริงและทำการเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที
"อะ เอ่อ....ขออภัยที่ข้าขอขัดจังหวะสักครู่...ด้วยชายชราผู้นี้มีความสงสัยอย่างนึงอยากจะถามถ้าไม่เป็นการละลาบละล้วงจนเกินไปขอถามได้หรือไม่ว่าเอ่อ....พวกท่านทั้งสองเป็นคนรักกันรึ?....."
"..../////"
".../////"
"ฮ่าๆๆๆๆ.....ท่านก็ถามพวกเขาสองคนตรงเกินไปแล้วผู้อาวุโสโม่ แต่เอาเถอะข้าตอบให้ก็ได้...ใช่...ทั้งสองเป็นคนรักกันและเป็นคู่หมั่นกันท่านมีอันใดสงสัยอีกหรือไม่?"หานลู่กล่าวตอบแทนทั้งสองทันทีที่เห็นอาการหน้าแดงแม้มีหน้ากากปิดไว้แต่มันก็ปิดไม่มิดอยู่ดี
"มีขอรับท่านเจ้าสำนักคือ.....ตอนที่ทั้งสองเข้าพิธีรับศิษย์ตอนนั้นที่ทั้งสองลดผ้าคุมลงข้าสังเกตุเห็นรอยแปลกๆสีดำตรงลำคอของทั้งสอง พวกเขาทั้งสองไม่ได้ถูกคำสาปร้ายใช่หรือไม่ขอรับ"ชายชราที่สังเกตุเห็นตั้งแต่วันแรกแต่ไม่มีโอกาสได้ถามความจริงเสียทีพอมีโอกาสจึงรีบถามไถ่ทันที
"ฮ่าๆๆ....หาใช่เช่นนั้นไม่ผู้อาวุโสโม่ มันเป็นเพียงสัญลักษณ์แทนใจของทั้งสองเท่านั้น ใช่หรือไม่เทียนเออร์ เซียนเออร์.."
"ขอรับ/เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์"
"หากไม่มีอันใดแล้วมาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าเสร็จสิ้นแล้วทั้งสองจะได้ไปพักผ่อนและเตรียมตัวเดินทางในเช้าวันพรุ่ง"ทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่พยักหน้ารับเท่านั้น
ทุกคนคุยกันนานกว่าหนึ่งชั่วยาม(2ชั่วโมง)หลังจากตกลงเรื่องการเดินทางและเรียกศิษย์ที่จะไปเข้าร่วมการแข็งขันมาร่วมฟังด้วยพอทุกอย่างตกลงกันลงตัวแล้วก็ต่างพากันแยกย้ายไปทำงานตามที่แต่ละคนต้องทำ แม้แต่ชิงเซียนและหลงเทียนพอฟังจบก็ได้รับอนุญาติให้ออกไปได้ จากนั้นทั้งสองก็หายไปราวกับสายลมทำให้ทุกคนที่อยู่ที่นั่นตกใจเล็กน้อยเพราะพวกเขายังไม่ชิน หานลู่ที่เห็นทั้งสองออกไปแล้วจึงเอ่ยกับทุกคนที่กำลังแยกย้ายกลับออกไปทันที
"เดี๋ยวพวกเจ้าจงฟังความข้าก่อนสักครู่"
"มีเรื่องอันใดหรือขอรับท่านเจ้าสำนัก"อี้เหลียนกล่าวด้วยความสงสัย
"ข้าอยากจะเตือนพวกเจ้าว่าเมื่อใดที่ไปถึงยังที่แข่งขันแล้วข้าอยากจะเตือนพวกเจ้าทุกคนไว้ว่า...ถึงพวกเจ้าจะเก่งกาจแค่ไหนจงอย่าหาเรื่องใส่ตัวอย่าทะนงตัวว่าเก่งแล้วไปทำกิริยากดหัวคนอื่นถ้าข้ารู้ข้าจะไล่มันผู้นั้นออกจากสำนักทันที และที่สำคัญจงไปแจ้งทุกคนว่าทุกคนในสำนักห้ามไปมีเรื่องกับคนของสำนักภูติสวรรค์เด็ดขาด! เพราะถ้าเกิดอันใดขึ้นแม้แต่ตระกลูจะใหญ่มาจากไหนหรือแม้จะอยากพึ่งพาชื่อเสียงของสำนักหากเกิดเรื่องขึ้นข้าก็ช่วยอันใดไม่ได้...."หานลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังเพราะถ้าไม่เตือนไว้ก่อนคงมีบางคนได้มานั่งเสียใจภายหลังเป็นแน่
"ทำไมหรือขอรับ.....สำนักนั้นพึ่งเปิดตัวได้ไม่นานหนิขอรับแม้จะมีชื่อเสียงด้านโอสถแต่ก็ไม่น่าจะแข็งแกร่งมากนักเพราะส่วนมากนักหลอมมักอ่อนแอกว่าผู้ฝึกยุทธอยู่แล้วหนิขอรับ"ผู้อาวุโสของหอสองกล่าว
"ท่านคิดเช่นนั้นรึ.....ถ้าเช่นนั้นข้าจะบอกไว้เป็นความรู้แก่ทุกคนในที่นี้ก็แล้วกันนะว่า คนของสำนักภูติสวรรค์ผู้มีระดับต่ำสุดคือราชันจักรพรรดิ์ทีนี้ท่านคิดว่าพวกเขายังอ่อนแออยู่หรือไม่?"
".....!!!!!"
"........."
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องทันทีที่ทุกคนได้ยินสิ่งที่หานลู่กล่าว มีเพียงเสียงกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอเท่านั้น และเพื่อเป็นการตอกย่ำหานลู่จึงกล่าวเพิ่งอีกนิดหน่อยแต่เป็นการตอกตะปูปิดฝาโลงชัดๆ
"และสิ่งที่ทุกคนควรรู้คือหน่วยมัจจุราชที่เรื่องชื่อทั้งด้านปกป้องและทำลายล้างคือคนของสำนักภูติสวรรค์!"เฮ้อ....คนพวกนี้เร้นกายมานานไปจนไม่คิดจะสนโลกภายนอกเลยหรือไร หากไม่ใช่คนของนางข้าจะไม่กังวลเท่านี้เลยแม้นางจะเป็นศิษย์ของข้าแต่ก็เป็นข้าคนเดียวคนอื่นๆสำหรับนางเพียงคนที่พบพานเท่านั้น
"........."
"อะ เอ่อ.....ถ้าเป็นดังท่านกล่าวแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนไหนคือคนของสำนักภูติสวรรค์ขอรับ"
"อือ...อ้อ!...เพียงเเค่พวกเจ้าสังเกตุที่ใบหูของคนเหล่านั้นหากมีต่างหูรูปร่างแปลกๆอย่าได้เข้าไปมีเรื่องด้วยเด็ดขาดและที่โดดเด่นคือคนเหล่านั้นจะสมหน้ากากปิดบังใบหน้าทุกคน ข้าคงบอกพวกเจ้าได้เพียงเท่านี้นอกนั้นก็แล้วแต่พวกเจ้าจะเลือกระหว่างทางไปสวรรค์หรือจะเดินลงนรกก็ตรองดูเถิด"หานลู่กล่าวเพียงแค่นั้นก็หายไปทันที
ทุกคนที่ได้ยินดังนั้นก็รีบออกไปกระจายข่าวทันทีใครบ้างอยากจะเดินไปนรกทั้งที่มีเส้นทางไปสวรรค์ให้เดิน แต่ทุกคนคงไม่รู้ว่าสิ่งที่คิดและคุยกันนั้นต้นเหตุของความหนักใจนี้นั่งยิ้มมุมปากฟังการสนทนาทุกอย่างอยู่บนหลังคาพร้อมกับชายหนุ่มที่นั่งนิ่งๆอยู่ข้างๆไม่ห่าง
"พี่หลงเทียน...ท่านว่าท่านอาจารย์กังวลมากเกินไปหรือไม่เจ้าคะ ข้าออกจะเป็นคนดีหาได้เป็นคนโมโหง่ายเมื่อไหร่กันและอีกอย่างข้าไม่ทำร้ายใครก่อนถ้ามันผู้นั้นไม่มารบกวนข้าก่อน...."ชิงเซียนกล่าวกับหลงเทียนอย่างผ่อนคลานพร้อมทั้งเอาหัวทุยๆไปซบอกและไหล่ของอีกฝ่าย
"หึ.....เพราะท่านอาจารย์กังวลว่าจะมีตัวสร้างความรำคาญให้แก่เจ้าเท่านั้นเซียนน้อย จะว่าไปแล้วเมื่อได้ยินคำที่ท่านอาจารย์กล่าวก่อนหน้านี้ตกลงแล้วเมื่อไหร่เจ้าจะตอบตกลงพี่เสียที....พี่รอเจ้ามานานแล้วนะแม้ด้านนอกจะผ่านไปเพียงไม่กี่เดือนแต่เราที่อยู่ในมิติก็เกือบจะสิบปีแล้วนะ.....เจ้าไม่สงสารพี่บ้างรึพี่รอเจ้ามานานแล้วนะเซียนน้อย......"หลงเทียนกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยนพร้อมทั้งนำมือใหญ่ที่โอบไหล่ของชิงเซียนขึ้นมาลูบที่หัวเบาๆ
"รออีกไม่นานหรอกเจ้าค่ะ......เมื่อเราจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นเราสองคนจะได้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขเสียที โดยเฉพาะเรื่องของนางผู้นั้นหากเราไม่รีบจัดการขั้นเด็ดขาดกับนางคงจะเป็นข้าเองที่ต้องไปเกิดใหม่อีกครั้ง...."หลงเทียนนั้นรู้เรื่องทุกอย่างแล้วรวมถึงเรื่องโลกก่อนของนางก็ด้วย เพราะด้วยความอยากรู้หลงเทียนจึงไปเข้นความจริงกับผู้เป็นปู่หรือก็คือองค์มหาเทพหลงจินนั้นเอง
"พี่จะไม่มีวันให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด...พี่สัญญา...เซียนน้อยของพี่......"หลงเทียนกล่าวไปก็ลูบหัวของนางเบาๆไปด้วย
"เจ้าคะ??"
".......พี่รักเจ้านะ....."/////
"/////"
"ขะ ข้าก็รักท่าน....."
"หึ....ฟอด....."หลงเทียนสบโอกาสจึงก้มลงไปหอมที่หัวทุยของนางหนักๆหนึ่งที กลิ่นหอมอ่อนๆของนางมันทำให้เขาผ่อนคลายและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก เขาอยากจะอยู่กับนางเช่นนี้ทุกวันและตลอดไปจริงๆ
"ท่านขี้โกง.....เช่นนั้นข้าขอเอาคืนบ้างนะเจ้าคะ.....จุ๊บ....พรึบ"
ทันทีที่ชิงเซียนบอกจะเอาคืนนางก็ได้เงยหน้าขึ้นพร้อมทั้งนำริมฝีปากบางไปกดที่ริมฝีปากหนาหนักๆหนึ่งทีก่อนจะหายไป ทิ้งไว้เพียงหลงเทียนที่นั้นแข็งค้างอยู่ที่เดิม ก่อนจะได้สตินางก็จากไปแล้ว
"ร้ายนักนะ ปีศาจน้อยของข้า....หึหึ"