บทที่ 7 ได้ดูแล (1)
ภาวินเดินเข้าไปภายในบ้านของคนที่เขาเคยเข้ามาตลอดว่ามีบุญคุณกับเขา ชายหนุ่มมองสามคนพ่อแม่ลูกกำลังนั่งเล่นอยู่ในห้องนั่งเล่นอย่างสบายใจ สายตาของภาวินออกที่จะสำรวจไปรอบบ้านไม่ได้ เขาเห็นกล้องวงจรปิดติดภายในบ้านอยู่หลายจุด แต่เขากลับไม่เห็นเครื่องดักฟังหรือกล้องที่ซ่อนไว้ราวกับเป็นพวกโรคจิตสักตัวด้วยซ้ำ“ท่านคะ ท่านภาวินมาขอพบค่ะ” คนรับใช้ภายในบ้านพูดขึ้นอย่างนั้น ทั้งสามก็หันมามองทางแขกที่เหมือนจะไม่ได้รับเชิญของสองแม่ลูก“มาทำไมย่ะ มาออดอ้อนเอาอะไรอีกล่ะ” รัตนาพูดขึ้นราวกับประชดประชันภาวิน แต่ชายหนุ่มกลับยืนนิ่งเฉย“คุณพ่อคะ เมื่อวันก่อนคุณพ่อพึ่งเซ็นเช็คให้นังรสาไปเองนะคะ แล้วนี่ยังต้องมาให้ปลิงตัวอื่นอีกเหรอ” ภาวินได้ยินอย่างนั้นก็หันไปมองคนพูด แต่ตัวเองก็ได้แต่พยายามเก็บสีหน้าความไม่พอใจเอาไว้“ไม่มีอะไรหรอก พ่อแค่ให้ภาวินไปทำงานให้นิดหน่อย ไปคุยที่ห้องทำงานเถอะ” ปกรณ์พูดด้วยน้ำเสียงสุขุมเหมือนสิ่งที่ให้เขาไปทำเป็นเรื่องปกติ ภาวินเลือกที่จะเดินตามชายวัยใกล้เกษียณไปยังห้องทำงานอย่างเงียบ ๆ“ขอโทษด้วยที่สองคนนั้นพูดไม่ค่อยดีเท่าไร ไหนล่ะเอกสารที่ฉันให้ไปเอา” ภาวินหยิบซองจดหมายสีขาวที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกับที่รสาให้มาอย่างกับแกะภาวินมองปกรณ์ที่หยิบซองจดหมายไปกรีดซองเปิดออก แต่คิ้วของคนที่เปิดซองกลับขมวดขึ้นก่อนที่จะมองภาวินราวกับจะพิจารณาอะไรบางอย่าง“นายได้เปิดซองดูข้างในไหม” ปกรณ์ถามขึ้นเสียงเรียบกว่าปกติ ภาวินมุ่นคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นคนตรงหน้าทำท่าทางนิ่งราวกับโกรธอะไรบางอย่าง“ข้างในซองมีอะไรเหรอครับ ท่านจะให้ผมกลับไปหารสาใหม่ไหมครับ” ปกรณ์ก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนที่จะกำมือแน่นขึ้นราวกับพยายามระงับอารมณ์ที่พุ่งขึ้นมา แต่ถึงอย่างนั้นปกรณ์ก็ยังรักษาใบหน้าที่เรียบไว้ได้เหมือนเดิม“ไม่ต้อง นายกลับไปได้แล้ว” ปกรณ์บอกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ลอดไรฟันออกมา พร้อมกับใบหน้าที่แดงขึ้นจากความโกรธของปกรณ์ แต่ภาวินก็เลือกที่จะหันไปเปิดประตูห้องทำงานแล้วเดินออกมาจากห้องภาวินเดินผ่านเสียงกระทบกระเทียบของสองแม่ลูกที่คิดว่าเขาและรสาเป็นปลิงมาสูบเลือกสูบเนื้อตัวเอง ภาวินได้แต่มองไปทางสองแม่ลูกอย่างไม่พูดอะไรออกมาภาวินเรียนรู้ว่าการเงียบบางครั้งอาจจะเป็นทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีที่สุด อาชีพของเขาการตัดสินความผิดต้องยึดถือหลักฐานที่มี ในเมื่อเวลานี้เขามีหลักฐานที่เพียงพอ เขาก็ต้องพิจารณาไปตามหลักฐานที่อยู่ในมือ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เขาได้แต่ภาวนาว่าไม่อยากให้คนที่ช่วยเขาคือรสา ต่อให้ใครในโลกช่วยเขาก็ไม่อยากให้เป็นเธอ เขาพยายามที่จะไม่ชอบเธอ เพราะเธอดูเหมือนรังเกียจเขา แต่น่าแปลกที่เขาพยายามเท่าไร แต่สายตาของเขาก็ยังคงมองเธอตลอดเวลา อาจจะเป็นเพราะว่าเหมือนเธอรู้จักเขามากเกินไป รู้จักทั้งที่เราไม่เคยรู้จักกันเลย‘เกลียดโลกนี้ที่ไม่ยุติธรรมสินะ ตอนนี้นายคงจะเกลียดทุกอย่างในโลกแม้แต่ตัวนายเอง นายมันก็แค่คนโง่ที่พอขาดสติก็ใช้กำลัง คนฉลาดเขาใช้สมองเอาคืนต่างหาก คนอย่างนายมันน่าสมเพชสิ้นดี’ประโยคที่เขาจำได้ไม่เคยลืม สายตาที่เธอมองมาราวกับเขาเป็นสิ่งไร้ค่า หลังจากนั้นเขาสัญญากับตัวเองว่าเขาจะทำทุกทางให้ผู้หญิงคนนั้นรู้สึกไร้ค่าอย่างที่เขารู้สึก เขาจะทำทุกอย่างที่เธอทำกับเขา แต่เขากลับไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เธอทำกลับกลายเป็นเปลือกแข็งที่ต้องทนโดนลมฝนเพื่อห่อหุ้มเมล็ดอย่างเขาให้แข็งแรงพอที่จะเติบโตเป็นต้นไม้ให้ได้ ความรู้สึกผิดเริ่มก่อตัวขึ้นมา เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อไถ่โทษสิ่งที่เคยทำกับเธอแบบนั้น ถ้าให้พูดความจริงจากใจ ถ้าปกรณ์เป็นคนช่วยเหลือเขามาตลอดจริง เขาคงไม่ลำบากใจขนาดนี้ เพราะบุญคุณถ้าทวงไปเรื่อย ๆ สักวันมันก็หมด แต่บุญคุณของคนที่ไม่เคยหวังสิ่งตอบแทน ต่อให้ทดแทนยังไงก็ไม่มีวันหมดภาวินตรงกลับบ้านตัวเองทันที เขาไม่รู้ว่าระหว่างที่เขามาที่นี่ รสาจะมีไข้ขึ้นสูงอีกไหม แต่ยังไม่ทันก้าวเข้าบ้านก็เห็นเพื่อนบ้านที่มาเกาะรั้วหน้าบ้านยืนยิ้มอยู่จนน่าหมั่นไส้“ท่านหัดพาสาวเข้าบ้านเหรอวะ ไหนวะ สวยไหม อยากเห็นแฟนนายเป็นบุญตาสักหน่อย” สายตากรุ้มกริ่มของตะติยะที่มองมาพร้อมกับมองเข้าไปภายในบ้านที่มีเพียงแค่ไฟจากหน้าบ้านสว่างอยู่เท่านั้น“เรื่องที่ท่านถามมันเรื่องส่วนตัวของผมนะครับ เชิญกลับบ้านท่านเถอะครับ ผมคงต้องขอความเป็นส่วนตัวจากท่านด้วยครับ” ภาวินพูดอย่างสุภาพจนตะติยะหัวเราะออกมา แต่คนที่เป็นทั้งเพื่อนและคู่แข่งตั้งแต่สมัยเรียนกลับเกาะรั้วไม่ไปไหน“โธ่ เพื่อนกันแท้ ๆ แนะนำให้รู้จักหน่อยสิ วันก่อนยังบอกว่าไม่สนใจ ผ่านไปไม่กี่วันก็พาสาวมาบ้านซะแล้ว” ตะติยะแซวอย่างนั้น แต่ภาวินกลับส่ายหน้าออก“อยากเกาะรั้วทั้งคืนก็เชิญ” ภาวินพูดกับเพื่อนจบก็หมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านทันที โดยที่ไม่สนใจเพื่อนที่ยังคงเกาะรั้วไม่ไปไหน เขาแค่ไม่เห็นความจำเป็นที่จะให้ใครรู้ว่ารสานอนอยู่ในบ้านเขา เขาขอคิดพิจารณาดุก่อนว่าควรที่จะทำยังไงต่อไป เพราะการที่เขาทำอย่างนั้นก็เท่ากับเปิดศึกให้รสาเรียบร้อยแล้วเหมือนกัน “มาเยี่ยมใครคะ” ภาวินที่ยืนมองผ่านกระจกเข้าไปเห็นคนไข้ที่นอนเรียงรายกันอยู่บนเตียงหันไปมองพยาบาลที่เดินเข้ามาหาหลังจากเห็นเขายืนอยู่ตรงนี้สักพักใหญ่ แต่ก็ยังไม่ยอมเดินเข้าไป“รสาเป็นยังไงบ้างครับ” ภาวินถามขึ้นอย่างนั้น พยาบาลก็ยิ้มออกมาก่อนจะหันไปมองทางคนที่นอนหลับตานิ่งอยู่บนเตียงคนไข้“ไม่ค่อยยอมพูดออกมาเลยค่ะ เราทำได้แค่รักษาตามอาการ แต่เธอแทบไม่ยอมกินอะไรเลย นี่ก็น่าเป็นห่วงเหมือนกันค่ะ” พยาบาลบอกอย่างนั้นก่อนจะหันมาทางคนที่มองเข้าไปในห้อง “เข้าไปดูเธอหน่อยเถอะค่ะ เธอต้องการกำลังใจนะคะ อยู่คนเดียวแบบนั้นคงเหงาไม่น้อยเลยนะคะที่ต้องเห็นคนอื่นมีญาติมาเยี่ยมตลอด”ภาวินมองพยาบาลที่พูดจบแล้วเดินจากไป ชายหนุ่มเลยเดินเข้าไปภายในห้องพักผู้ป่วยก่อนจะนั่งลงข้างเตียงเงียบ ๆ มือหนาวางลงไปบนมือบางของคนที่หลับอยู่ หญิงสาวขยับมือเล็กน้อยก่อนจะนิ่งไปสายตาคมมองไปทางคนที่นอนหลับนิ่งอย่างไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาเพียงแค่นั่งมองอยู่อย่างนั้นไปโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา เมื่อพยาบาลเดินเข้ามาบอกว่าหมดเวลาเยี่ยม ภาวินเลยลุกขึ้นก่อนจะค่อย ๆ ดึงมือออกจากมือบางที่จับมือตัวเองเอาไว้แน่น ภาวินวางมือลงไปบนศีรษะของคนที่หลับอยู่“เข้มแข็งขึ้นเร็ว ๆ นะ รสา” ภาวินดึงมือตัวเองกลับก่อนจะหันไปเห็นคนไข้คนอื่นมองมาแล้วยิ้มให้“อย่าบอกรสานะครับ” ภาวินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแล้วยิ้มให้บางๆ เขารู้ว่าหน้าตาของตัวเองคงพอจะช่วยให้คนอื่นคล้อยตามได้ไม่ยาก“คงจะทะเลาะกันสินะ พวกเราไม่บอกหรอกค่ะ” คนไข้คนหนึ่งพูดขึ้น คนอื่นเลยพยักหน้ารับ ภาวินหันไปมองคนที่นอนบนเตียงอีกครั้งก่อนที่จะเดินหันหลังออกจากห้องไปภาวินหาเวลาเท่าที่ตัวเองจะสะดวกไปดูว่ารสาเป็นยังไงบ้าง เขาเพียงแค่นั่งมองรสาหลับอยู่เงียบ ๆ ทุกวัน ยกเว้นก็แต่วันที่รสาลุกมาอาละวาดสองแม่ลูก เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรที่จะทำอะไร ในเมื่อเธอไม่แม้แต่จะมองเขาอยู่ในสายตา เวลาที่เขานอนรสาหลับ คงเป็นเวลาที่เขารู้สึกว่าเธอจับต้องได้ที่สุดแล้ววันนั้นภาวินกลับไปทำงานต่อ แต่เมื่อเลิกงานเขาก็รีบกลับมาดูคนที่เขาเห็นว่าหัวแตกอีกครั้ง เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมถึงต้องรู้สึกเป็นห่วงคนที่ไม่เคยเห็นตัวเองอยู่ในสายตาอย่างนั้น“ทำไมต้องมัดรสาด้วยครับ” ภาวินเดินไปถามพยาบาลทันทีเมื่อเห็นว่าร่างบางของคนที่นอนอยู่นิ่งอยู่บนเตียงคนไข้ถูกมัดเอาไว้ พยาบาลก็มีสีหน้าลำบากใจไม่น้อยเมื่อเห็นภาวินมาถามด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง“หลังจากมีเรื่องเมื่อตอนเที่ยง คุณรสาก็แอบเอากรรไกรที่พยาบาลทำแผลไปจะทำร้ายตัวเองค่ะ แต่เราให้ยาคลายเครียดไปแล้ว คุณรสายังไม่ตื่นเลยค่ะ” ภาวินมองพยาบาลพร้อมกับคิ้วที่ขมวดขึ้น“แจ้งท่านปกรณ์แล้วหรือยังครั้ง ท่านว่ายังไงบ้างครับ”“ท่านบอกว่าให้ทำตามเห็นสมควรได้เลยไม่ต้องแจ้งค่ะ ถ้าคุณมีอะไรก็คงต้องไปลองคุยกับท่านนะคะ ทางเราไม่บอกว่าคุณมาเยี่ยมคุณรสา เพราะคุณขอไว้ และเราก็เห็นว่าคุณรสาก็อาการดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่วันนี้อาการของคุณรสากลับแย่ลง ถ้าเธอยังแย่ลงเรื่อย ๆ เราอาจจะต้องให้คุณรสาอยู่ในห้องสังเกตอาการ ห้ามเยี่ยมค่ะ”“ครับ ขอบคุณ” ภาวินบอกออกไปอย่างนั้นก่อนจะเดินกลับเข้าไปภายในห้องพักฟื้นมือหนาค่อย ๆ ยื่นไปแตะหัวเล็กที่ถูกติดผ้าปิดแผลเอาไว้อย่างเบามือ ก่อนจะเลื่อนมือไปจับมือที่เคยให้สายน้ำเกลือที่ถูกปิดด้วยพลาสเตอร์ขนาดใหญ่ ส่วนน้ำเกลือตอนนี้ถูกย้ายไปเจาะที่มืออีกข้างแล้ว“เจ็บไหม” ภาวินถามขึ้นอย่างนั้นก่อนจะขยับเก้าอี้นั่งข้างเตียง ภาวินก้มลงมองมือที่ติดพลาสเตอร์ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“จะทำให้ตัวเองเจ็บทำไม ไหนเธอบอกว่าคนใช้กำลังคือคนโง่ยังไงล่ะ” ภาวินเงยหน้าขึ้นไปมองใบหน้าที่ตอนนี้มีน้ำตาไหลออกมา มือหนาเอื้อมไปเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมา “คงเจ็บมากสินะ ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว รสา”ภาวินอยู่จนหมดเวลาเยี่ยมแล้วก็กลับไป เขาคิดว่าเวลาที่เธอหลับคงจะเป็นเวลาที่เขารู้สึกสบายใจที่สุดที่อยู่ใกล้เธอก็ว่าได้ เขาไม่ต้องเห็นสายตาที่ไร้ความรู้สึกของเธอ เขาไม่ต้องเห็นความเรียบเฉย เขาไม่ต้องรู้สึกเหมือนเธอกับเขาอยู่คนละโลกกัน แต่เพียงแค่ไม่ถึงวัน รสาก็ถูกส่งเข้าไปอยู่ในห้องสังเกตอาการชายหนุ่มได้แต่มองคนที่ต้องนอนอยู่ในโล่งคนเดียว หลายครั้งที่เขายืนมองอยู่ด้านนอกก็เห็นสายตาเหม่อลอยของรสาเหมือนจะมองมาทางเขาแต่กลับเลยผ่านไป วันที่รสาดูเหมือนจะอาการดีขึ้นจนย้ายออกมานอนห้องพักฟื้นได้เหมือนเดิม ถึงแม้ตอนนั้นเขาจะทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร แค่ภายในใจของเขากลับเริ่มโล่งใจว่าเธอไม่เป็นอะไรก็ตาม-------------------------------------