ในยามที่ศาลากลางน้ำรายล้อมไปด้วยดอกเหลียนฮวาสีชมพูบานสะพรั่ง มีบุรุษเครื่องหน้าคมเข้มงดงามกำลังทอดมองหมากเม็ดเล็กๆ สีขาวดำบนกระดานอย่างใช้ความคิด จนเวลานี้ชาใสภายในถ้วยเคลือบหยดน้ำมันเริ่มแปรเปลี่ยนเป็เย็นชืด ทุกอย่างรอบกายเงียบสงบ ไร้เสียงนก ไร้เสียงดนตรีขับขาน ดูคล้ายเวลาหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว แต่แล้วหัวคิ้วของบุรุษหนุ่มก็ขมวดมุ่นขึ้นเป็ปม
“ข้าสั่งว่าห้ามรบกวนไม่ใช่หรือ” น้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่แม้แต่จะหันมองผู้มาเยือน
“ในวังส่งฉีกงกงนำเทียบเชิญมาขอรับท่านอ๋อง” ฐานันดรอันมีมาแต่กำเนิดถูกใช้เรียกแทนชื่อตัว และแม้จะได้ยินถึงการมาเยือนของตัวแทนจากในวัง หากแต่ยามนี้ท่าทีของเขากลับดูเกียจคร้านยิ่ง
“สิ่งใดที่ควรต้องเตรียมเ้าก็รีบไปเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ เถิด” เขากล่าวอย่างไม่สนใจคนตรงหน้าอีกครั้ง
“ขอรับท่านอ๋อง” เฉียนคุนวางเทียบเชิญไว้ข้างถ้วยชา ค้อมตัวทำความเคารพก่อนจะค่อยๆ เดินห่างออกมาจากศาลากลางน้ำ หัวหน้าพ่อบ้านที่ดูแลจวนยืนอยู่ห่างไปไม่ไกลมากนัก ดังนั้นการถ่ายทอดคำสั่งต่างๆ จึงค่อยๆ ได้รับการอธิบายอย่างละเอียดสู่ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติงานตัวจริง
“รบกวนพ่อบ้านเจียงดูแลอย่าให้ขาดตกสิ่งใด”
“ข้าน้อยจะจัดการเตรียมทุกอย่างอย่างรอบคอบขอรับท่านเฉียนคุน”
ยามนี้เทียบเชิญสีแดงที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันกำลังถูกคลายปมออก
“เทศกาลลี่เซี่ย* มาถึงแล้วหรือ แต่ละวันของข้าช่างน่าเบื่อยิ่ง” เขาพับเทียบเชิญทิ้งไว้บนโต๊ะอย่างมิได้ใยดี พลันกลับไปนั่งมองหมากสองสีบนกระดานที่ยามนี้ดูราวกับกำลังขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นต่อไป
.
แสงแดดอบอุ่น ต้นไม้ผลิดอกออกใบเขียวขจี พืชพันธุ์ธัญญาหารเจริญเติบโตรอวันเก็บเกี่ยว เป็สัญญาณบอกว่าเทศกาลลี่เซี่ยเดินทางมาถึงแล้ว
อากาศปลอดโปร่ง ท้องฟ้าสดใสไร้เมฆบดบัง บรรยากาศคราคร่ำไปด้วยขุนนางน้อยใหญ่ที่กำลังเตรียมพร้อมรับเสด็จองค์ฮ่องเต้เฉินฉื่อผู้เกรียงไกร ด้วยแสนยานุภาพอันเป็ที่ประจักษ์ต่อผู้ครองแคว้นอื่นๆ ทำให้สิบปีมานี้มิมีผู้ใดกล้ารุกรานต่อกร เมื่อไร้สิ้นานานปีจึงส่งผลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ทุกหย่อมหญ้า ราษฎรสามารถนำผลผลิตออกขายหาเลี้ยงตนได้อย่างเต็มที่ นับว่าแคว้นเยี่ยยามนี้รุ่งเรืองที่สุดในรอบร้อยปี
เมื่อเวลาล่วงเข้าสู่ยามเฉินขบวนเสด็จเริ่มเคลื่อนผ่านใจกลางเมืองไปยังปะรำพิธีที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ในแถบชานเมืองทิศเหนือ โดยตลอดสองฝากฝั่งได้รับการประดับประดาด้วยธงสีแดงดูเป็มงคลยิ่ง เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม ขบวนเสด็จก็เคลื่อนมาถึงลานประกอบพิธีกว้างใหญ่ ทั่วบริเวณได้รับการตกแต่งด้วยผ้าแดง ทุกตำแหน่งจัดวางเครื่องบวงสรวงอย่างสมพระเกียรติ ลำดับถัดมาฮ่องเต้ผู้องอาจจึงก้าวเข้าสู่ปะรำพิธีเพื่อบูชา์ตามฤกษ์ยาม
“ข้าเฉินฉื่อ ฮ่องเต้แห่งแค้วนเยี่ย วิงวอนต่อ์โปรดจงบันดาลความอุดมสมบูรณ์สู่แคว้น ให้ราษฎรของข้าอยู่อย่างร่มเย็น” มือที่ยกขึ้นประสานทำให้แขนเสื้อสีแดงปักลายัทองเลิกขึ้น เผยให้เห็นข้อมือที่มีเส้นเืปูดโปนตามแบบขุนศึกผู้ถูกเคี่ยวกร่ำในสนามรบมานานปี ครั้นกล่าวจบเฉินฉื่นฮ่องเต้ก็คุกเข่าลงกลางลาน ขุนนางน้อยใหญ่ในชุดสีแดงไม่รอช้าคุกเข่าตามไปเป็วงคลื่น จากใกล้ไปไกล จากผู้ใหญ่ไปสู่ผู้ยศน้อยกว่า
“ขอ์โปรดเมตตา ขอ์โปรดเมตตา ขอ์โปรดเมตตา” คำกล่าวถ้อยที่กษัตริย์และเหล่าขุนนางวิงวอนร้องขอในฐานะตัวแทนราษฎร์ดังกึกก้อง ช่างเป็ภาพที่ยิ่งใหญ่ เหมาะจะปลุกปลอบขวัญและสร้างกำลังใจให้กับประชาชนได้ดียิ่ง และนับจากเวลานี้ไปฤดูร้อนอย่างเป็ทางการได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
.
.
.
“ท่านอ๋องจะกลับจวนเลยหรือไม่ขอครับ” น้ำเสียงคุ้นเคยเอ่ยถามบุรุษที่ยามนี้แต่งชุดสีแดงเต็มพิธีการของขุนนางขั้นสูง
“แวะตลาดไท่หยางก่อนเถิด ข้าอยากไปเดินเล่นสักหน่อย” น้ำเสียงเอ่ยอย่างเรียบเรื่อย พร้อมกับเอนกายพิงพนักนิ่มจากนั้นจึงหลับตาลงอย่างเกียจคร้าน
“ทราบแล้วขอรับ” เฉียนคุนขึ้นม้ากุมบังเหียนไว้มั่นก่อนจะบังคับให้ม้าออกเดินนำไปด้านหน้าของรถม้าที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง
.
ณ ตลาดไท่หยาง ตลาดที่ขึ้นชื่อว่าไม่เคยหลับใหลแห่งนี้ใน่เทศกาลลี่เซี่ย ผู้คนจะเข้ามาจับจ่ายใช้สอยกันเนืองแน่นยิ่งกว่าเดิมถึงสามเท่า ทำให้ยามนี้ถนนทางเดินเต็มไปด้วยผู้คน ทั้งที่มาเที่ยวเล่นซื้อของ ตลอดจนพ่อค้าแม่ขายที่เป็ทั้งคนพื้นที่และเดินทางมาจากต่างแดน
ยามนี้จากรถม้าหรูหราเมื่องานพิธีได้แปรเปลี่ยนกลายเป็รถม้าที่เห็นได้ทั่วไปจอดเทียบอยู่หน้าตลาดรวมกับรถม้าของพ่อค้าต่างแดน
“ถึงแล้วขอรับนายท่าน” สรรพนามที่ใช้เรียกขานเปลี่ยนไปเมื่อเข้าสู่เขตชุมชน นั้นคือคำสั่งที่ผู้ติดตามใกล้ชิดทุกคนรู้ดี ผ้าม่านของรถม้าถูกเลิกขึ้น บัดนี้ผู้ที่อยู่ด้านในคือบุรุษหนุ่มในชุดสื้อผ้าเนื้อหยาบไร้ราคาหากแต่รัศมีของผู้มากบารมีกลับมิอาจเจือจางลง
ข้าวของธรรมดาสามัญทั้งหลายถูกตระเตรียมไว้ก่อนล่วงหน้านานแล้ว ด้วยเพราะการได้ปลอมตัวมาเดินปะปนกับชาวบ้านในตลาด ได้เห็นชีวิตความเป็อยู่ของผู้คน คือสีสันที่ช่วยจรรโลงใจให้ชีวิตของอ๋องหนุ่มไม่น่าเบื่อเกินไปนัก
.
.
.
อีกฝั่งของท้ายหมู่บ้านไท่หยางเสียงของเด็กเล็กๆ ดังลั่นไปทั่ว เด็กหลายคนถือไข่ที่เพิ่งต้มเสร็จไว้ในมือรอให้ไข่เย็นก่อนจะเข้าประชันกับผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด การละเล่นชนไข่จะมีเฉพาะในเทศกาลลี่เซี่ยเท่านั้น โดยเด็กๆ จะถือไข่ต้มชนกัน หัวชนหัวท้ายชนท้าย ฝ่ายที่ไข่ไม่แตกคือผู้ชนะ
“เฟิงเออร์เด็กดีไม่ออกไปเล่นกับเพื่อนๆ หรือ” มู่ตานเอ่ยถามเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กๆ ดังลอยมา
“ไม่เ้าค่ะ เ้าเด็กพวกนั้นนิสัยแย่ยิ่งนัก ข้ามิอยากจะออกไปเจอ” เด็กน้อยพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ส่วนมือก็หยิบไข่ต้มออกจากหม้อทีละใบ ทีละใบ
“แล้วใยเ้าต้มไข่ไว้เยอะเช่นนี้เล่า”
“ก็เผื่อท่าน เผื่อพี่ใหญ่อย่างไรเล่าเ้าคะ ต้มใบสองใบคงมิพอกิน เย็นนี้ข้าว่าจะทำข้าวต้มใบบัวด้วยเ้าค่ะ พี่มู่ตานชอบหรือไม่เ้าคะ"
“แปลกนัก ข้าไม่รู้มาก่อนว่าสามารถเอาใบบัวมาทำข้าวต้มได้ เฟิงเออร์ของข้าช่างรอบรู้ยิ่ง" มู่ตานลูบหัวเด็กน้อยด้วยความเอ็นดู
พลันเมื่อน้องน้อยได้รับคำชม และได้รู้ว่าข้าวต้มใบบัวคือสิ่งที่พี่สาวไม่รู้จักมาก่อน ยิ่งทำให้รู้สึกภูมิใจเอ่ยอธิบายขึ้นอย่างผู้ทรงภูมิ
“ข้ารู้เพราะเมื่อก่อนท่านแม่ต้มให้ข้ากับพี่ใหญ่กินทุกปีเ้าค่ะ ท่านแม่บอกว่าเข้าเทศกาลลี่เซี่ยร่างกายจะย่อยอาหารได้ไม่ดีนัก เพื่อดับความร้อนในร่างกายและสร้างความสมดุล จึงนำใบบัวมาต้มกับข้าวให้พวกเรากินเ้าค่ะ” เฟิงเออร์อธิบายอย่างออกรส ส่วนผู้ฟังที่ดีอย่างมู่ตานก็ฟังอย่างเพลิดเพลินไม่เอ่ยสิ่งใดที่จะเป็การขัดจังหวะการอธิบาย
“ปีนี้เ้าไม่เอาไข่ห้อยอก** แล้วหรือ” เสียงของเฟิงเฉินลอยมาก่อนที่ตัวจะเดินเข้ามาใกล้
“ข้าโตแล้วนะเ้าคะพี่ใหญ่!” เด็กน้อยร้องตอบพี่ชายด้วยใบหน้าขึงขัง
“ในสายตาพี่เ้ายังเป็เด็กเล็กนัก แขวนไว้สักหน่อยจะได้ไม่เจ็บป่วยอย่างไรเล่า” เฟิงเฉินจับหัวน้องสาวโยกไปมา
“ไม่เ้าค่ะ ข้าแข็งแรงนักยามนี้ยกตะแกรงกระดาษไปมาได้ไม่มีเหน็ดเหนื่อยเลยด้วยซ้ำ ไม่มีทางจะเจ็บป่วยได้ง่ายๆ แน่เ้าค่ะ” เด็กน้อยรีบโต้กลับด้วยเกรงว่าพี่ชายสุดที่รักจะเอาไข่มาห้อยคอนางอย่างที่เคยทำตอนเด็กๆ
“เช่นนั้นหากเ้าไม่ออกไปเล่นข้างนอก พวกเราสามพี่น้องไปดูความครึกครื้นในตลาดไท่หยางกันดีหรือไม่” เฟิงเฉินเอ่ยชวนด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
“ได้หรือเ้าคะ ดียิ่งนักเ้าค่ะ ข้าอยากไปกินถังหูลู่” เด็กน้อยะโโลดเต้นไปมาด้วยความดีใจ ส่วนหญิงสาวอีกคนไม่ได้กล่าวสิ่งใดจึงถือเป็การตอบรับโดยปริยาย
_____________________
*ลี่เซี่ย แปลว่า วันย่างเข้าฤดูร้อน
** เป็ความเชื่อของชาวบ้านว่าถ้าห้อยไข่ไว้ที่อกในวันลี่เซี่ย จะทำให้เด็กไม่เจ็บป่วย