บทนำ
ฟ้าร้องกู่ก้องลั่นผืนฟ้าปฐี สายฝนเทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย ทำให้ใต้หล้านี้เสมือนถูกปกคลุมอยู่ในม่านสายน้ำ สายฟ้าแลบเคลื่อนตัวไปมาในเมฆดำจนจิตใจสั่นไหวดั่งสายพิณ[1] เสมือนัใหญ่ที่บินฉวัดเฉวียนดุจคลื่นซัดส่งเสียงร้องคำรามตามขอบฟ้า
ณ จวนแม่ทัพใหญ่แคว้นเหิงหนาน ร่างเงาที่ดูโดดเดี่ยวและเศร้าโศกร่างหนึ่งเดินอยู่กลางสายฝนที่มาพร้อมสายฟ้า หยาดฝนไหลลงมาตามเส้นผมสีดำคล้ายน้ำตกซึ่งลู่ลงตามกรอบหน้า ท่ามกลางความขมุกขมัวจึงมองสีหน้าไม่ออก มีเพียงดวงตาไร้แววคู่นั้นที่ผิดปกติอย่างชัดเจน
หยดน้ำตาร้อนผ่าวผสานรวมไปกับสายฝน ร่วงลงสู่ทะเลสาบด้านข้าง หญิงสาวยกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำบนใบหน้าลวกๆ แล้วหันหน้ากลับไป นางมองดูกำแพงแดงกระเบื้องเขียว[2] ที่ถูกม่านสายน้ำปกคลุม มุมปากยกยิ้มเย้ยหยัน ไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ จากนั้นร่างกายอ่อนแอก็ะโลงสู่ทะเลสาบ
ทันทีที่หญิงสาวะโลงไป ท้องฟ้าอึมครึมพลันแปรเปลี่ยนเป็สีแดงสดราวโลหิต เสียงร้องของหงส์ดังสนั่นกังวานไปทั่วผืนฟ้าปฐี ฝนเม็ดใหญ่กลายเป็น้ำตาโลหิตร่วงหล่นลงสู่พื้น ดอกพลับพลึงแดงผลิบานดอกแล้วดอกเล่าไปสู่ฟากฝั่ง
ขณะเดียวกัน ูเาไฟที่ยังคุกรุ่นลูกหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเขตแดนทั้งสี่แคว้นก็สั่นะเืคำรามลั่น ควันกลุ่มใหญ่พวยพุ่งโหมขึ้นสู่ท้องฟ้า หินหลอมเหลวที่สะสมอยู่ภายใตู้เานั้นเปรียบดั่งสัตว์ร้าย คิดอยากหลุดพ้นจากพันธนาการ อากาศร้อนดั่งกองเพลิงแปรเป็คลื่นความร้อน จนท้องฟ้าสีเืที่ดูน่าหลงใหลนั่นบิดเบี้ยว
กลุ่มแสงสีแดงแสบตากลุ่มหนึ่งจากหินหลอมเหลวพุ่งขึ้นสู่ท้องนภา ราวกับลูกธนูที่ดีดออกจากคันสู่อากาศและหายไปในที่สุด
เวลานี้ เหล่าจักรพรรดิแห่งเหิงหนาน เยี่ยสี่ เฉาเฟิง และหลิงหยางทั้งสี่แคว้นต่างจ้องมองเหตุการณ์ประหลาดบนท้องนภาด้วยแววตาสงบนิ่ง โดยมีแสงแปลกประหลาดวิ่งวนไปมานับไม่ถ้วน
“เจ็บ” อิ่งเม่ยรู้สึกแค่ว่าเหมือนร่างกายถูกดันเข้าไปในเครื่องบดเนื้อ ทั่วทั้งร่างเ็ปอย่างรุนแรง แม้จะลืมตาอยู่ แต่กลับััได้ถึงบางอย่างที่เกิดความทรมานถึงขีดสุด
หญิงสาวอดทนกับความเ็ปบนร่างกาย ดวงตาของนางที่สูญเสียการมองเห็นก็ค่อยๆ มองไปยังรอบบริเวณ แววตาอ่อนล้าและว่างเปล่ากลับมาคมชัดในทันทีที่ได้สติ
นางออกแรงใช้มือดันตัวเองขึ้น ดวงเนตรเย็นะเืทำได้แค่มองสำรวจไปรอบๆ ห้องที่ตนเองอยู่รอบหนึ่ง ร่างกายอ่อนแอเหมือนเครื่องกระเบื้องเคลือบที่เปราะบาง จำต้องนอนลงบนเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรง
หน้าต่างกระดาษ ประตูไม้ ข้าวของเครื่องประดับต่างๆ ที่อยู่ภายในห้องล้วนแฝงไปด้วยกลิ่นอายโบราณ ‘นี่มันที่ไหนกัน’ ดวงตาสุกใสของอิ่งเม่ยเต็มไปด้วยความฉงน ภาพสุดท้ายที่อยู่ในความทรงจำของเธอ คือตัวเธอเองที่จุดชนวนะเิในเขตฐานทัพ เพื่อร่วมเป็ร่วมตายไปกับคนในองค์กร เธอเข้าใจอานุภาพของะเิดีเสียยิ่งกว่าอะไร เธอไม่ควรจะมีชีวิตอยู่ได้อีก
อิ่งเม่ยจมอยู่กับความคิด และในตอนนี้เอง เธอก็ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ห้วงความทรงจำที่ไม่ใช่ของตัวเองไหลเข้าสู่หัวสมอง ทำให้ใบหน้าซีดเซียวยิ่งไร้ซึ่งสีเื
‘จวนแม่ทัพใหญ่ บุตรสาวสายตรง ปลิดชีวิตตนเองอย่างนั้นหรือ’
หากว่าเธอไม่ได้เป็บ้า เช่นนั้นก็อธิบายได้เพียงอย่างเดียว เธอทะลุมิติแล้ว ข้ามมิติมายังสถานที่ใดสักแห่งที่ไม่ได้อยู่ในประวัติศาสตร์หรือยุคสมัยที่เธอรู้จัก อิ่งเม่ยเริ่มรู้สึกลนลาน แต่ก็หลีกเลี่ยงสิ่งที่ตนเองกำลังประสบพบเจอไม่ได้
“ช่างโง่เสียจริง” ความทรงจำที่ปรากฏอยู่ในหัวทำให้อิ่งเม่ยต้องถอนหายใจ หญิงสาวผู้นี้มีชื่อเดียวกับนาง อ่อนแอเศร้าสร้อยเสียจนน่าโมโห แต่ก็อดขอบคุณอีกฝ่ายไม่ได้ที่ได้มอบชีวิตใหม่แก่ตน
“ในเมื่อข้ามาอยู่ในร่างของเ้าแล้ว ก็วางใจเถอะ ข้าจะทำให้ทุกคนที่ติดค้างเ้า ชดใช้ทุกสิ่งอย่าง” อิ่งเม่ยกุมอกเอ่ยพึมพำ ั์ตาอันลึกล้ำเผยความเยือกเย็นและความน่าหวาดกลัวขึ้นมาหลายพันเท่า
‘แกรก’ เสียงประตูถูกคนเปิดเข้ามาจากด้านนอก อิ่งเม่ยรีบหลับตาลง ไตร่ตรองถึงสถานะของผู้มาเยือ และคิดหาวิธีรับมือ จนเมื่อผู้มาเยือนเดินเข้ามาใกล้ นางก็ลืมตาขึ้นทันที แววตาเยือกเย็นพุ่งออกมา ทำเอาเด็กสาวที่กำลังจะเช็ดหน้าให้นางใเสียจนชะงักนิ่งอยู่กับที่
ไม่นานเด็กสาวที่ถูกทำให้ใก็ได้สติ มองดูฮวาอิ่งเม่ยบนเตียงซึ่งยังลืมตาอยู่ ดวงตาสุกใสพลันมีน้ำตาอุ่นไหลริน
เชิงอรรถ
^ จิตใจสั่นไหวดั่งสายพิณ เปรียบถึงเรื่องราวบางอย่างที่สะเทือนจิตใจ^ กำแพงแดงกระเบื้องเขียว หมายถึงพระราชวัง