“อ้ายเฟย...ตื่นได้แล้ว” มู่เลี่ยงหรงกระซิบปลุกเยี่ยนเยว่ฉีจากนิทรา
“ถึงแล้วหรือ”
“อืม...”มู่เลี่ยงหรงตอบ
เมื่อเห็นว่าชายาของตนตื่นดีแล้วเขาจึงลุกขึ้นเดินออกไปก่อน พอเท้าแตะพื้น ก็ยื่นมือให้เยี่ยนเยว่ฉีจับเอาไว้ขณะก้าวลงจากรถม้าเขาประคบประหงมนางเป็นอย่างดี หากอุ้มได้ก็คงลงมือทำไปเสียแล้วด้วยซ้ำ
พ่อบ้านใหญ่จวนไคกั๋วกงออกมารอต้อนรับแม้ว่าช่างลี่จะอายุมากแต่กลับคล่องแคล่วเป็นอย่างยิ่งชายวัยกลางคนนำทางแขกคนสำคัญไปเรือนรับรองด้านใน
มู่เลี่ยงหรงเพิ่งได้เข้ามาในจวนไคกั๋วกงเป็นครั้งที่สองด้วยอุปนิสัยช่างสังเกต เขายังพยายามเก็บรายละเอียดรอบด้านเหมือนครั้งแรกที่มาพบว่าคนในจวนเป็นวรยุทธ์แทบทั้งหมดแม้แต่พ่อบ้านใหญ่ที่เดินนำอยู่เบื้องหน้าก็ไม่เว้น
ระหว่างทางมีเวรยามวางอยู่แน่นหนาพอสมควรทั้งหมดเป็นทหารฝีมือดี นับว่าความปลอดภัยของที่นี่อยู่ในระดับสูงมากกว่าจวนขุนนางทั่วไป
ในที่สุดพ่อบ้านใหญ่ก็นำพวกเขาก็มาถึงเรือนรับรองเมื่อก้าวเข้าไปในอาคารหลังใหญ่ เยี่ยนหยางเจวี๋ยกับฮูหยินพร้อมด้วยบุตรชายทั้งสองต่างยืนรอต้อนรับอยู่อย่างพร้อมหน้า
“กระหม่อม/หม่อมฉัน คารวะฉินอ๋อง”สมาชิกตระกูลเยี่ยนคำนับอ๋องหนุ่มอย่างพร้อมเพรียงก่อนจะทำเช่นเดียวกันกับเยี่ยนเยว่ฉีที่ครานี้กลายเป็นฉินหวางเฟยแล้ว
“ทุกคนตามสบายวันนี้ข้ามาในฐานะบุตรเขย ท่านพ่อตากับท่านแม่ยายไม่ต้องมากพิธี”มู่เลี่ยงหรงตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ
“ท่านอ๋องพาพระชายากลับมาก่อนเวลาอาหารกลางวันจึงยังไม่เรียบร้อย ท่านตามพวกผู้ชายไปสนทนากันก่อนส่วนหม่อมฉันขอพาหวางเฟยไปพูดคุยตามประสาแม่ลูกนะเพคะ”เยี่ยนฮูหยินกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“ย่อมได้”อ๋องหนุ่มพยักหน้าตอบรับ
ไป๋หลันจึงจูงมือหวางเฟยไปอีกทางหนึ่งอย่างรวดเร็วนางมีเรื่องมากมายอยากจะถามไถ่ด้วยแท้จริงเป็นห่วงบุตรสาวที่ต้องดูแลจวนอ๋องอันใหญ่โต คงจะลำบากมากทีเดียวส่วนพวกผู้ชายก็เชิญฉินอ๋องไปยังห้องรับรองซึ่งอยู่ไม่ไกล
บรรยากาศไม่ค่อยอึมครึมแล้วหลังจากมู่เลี่ยงหรงแกล้งเมามายพ่ายแพ้ในงานเลี้ยงแต่งงาน เยี่ยนหยางเจวี๋ยก็ดูจะพออกพอใจผู้เป็นอ๋องหวังว่าวันนี้พ่อตาจะไม่ทดสอบอะไรเขาอีก
บุรุษทั้งสี่สนทนากันอย่างออกรสแม่ทัพใหญ่รู้สึกทึ่งบุตรเขยอยู่ไม่น้อย ฉินอ๋องมีความรู้กว้างขวางแม้แต่เรื่องรบทัพจับศึกก็เชี่ยวชาญ ต่างจากที่ตนคิดเอาไว้อย่างมากเขานึกว่าอ๋องผู้นี้คงดีแต่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ไปวันๆ ที่ได้ตำแหน่งมาก็คงอาศัยพระบารมีของฮ่องเต้แต่ดูเหมือนตนจะมองผิดไปโข เยี่ยนหยางเจวี๋ยจึงคิดจะทดสอบบุตรเขยอีกสักครั้งเขาหันไปสั่งพ่อบ้านใหญ่สองสามคำ จากนั้นไม่นานกระบะทรายก็ถูกยกเข้ามาในห้อง
“นี่คือค่ายกลกระหม่อมคิดอยู่นานแล้วก็ยังแก้ไม่ได้ ท่านอ๋องจะลองดูสักหน่อยหรือไม่”
“ขนาดท่านพ่อตากับรองแม่ทัพอย่างพี่เขยยังแก้ไม่ได้ข้าเป็นเพียงขุนนางฝ่ายบุ๋นธรรมดา ไม่เชี่ยวชาญกลศึกขั้นสูงเกรงว่าจะทำขายหน้าเสียเปล่าๆ” มู่เลี่ยงหรงไม่ทราบเจตนาของเยี่ยนหยางเจวี๋ยจึงออกตัวไว้ก่อนเกรงว่าหากตนเองแสดงความสามารถ หรือโอ้อวดจนเกินไปอาจจะถูกพวกเขาเขม่นเอาได้
“ท่านอ๋องลองแก้ดูเถิดถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ไม่เห็นจะเป็นไร ค่ายกลของจิ้นหลิง ถ้าแก้ได้ง่ายๆ กระหม่อมคงต้องให้บุตรชายปลดประจำการไปเลี้ยงหมู”แม่ทัพใหญ่พูดพลางหัวเราะ สีหน้าท่าทางดูเป็นกันเอง จึงทำให้มู่เลี่ยงหรงคลายใจลงหนึ่งส่วน
“อืม...ก็ได้ข้าจะลองดู”
มู่เลี่ยงหรงเดินเข้าไปใกล้กระบะทรายพิจารณาสภาพแววล้อมและการวางกำลังพล เขาพยักหน้าหลายครั้ง ในใจก็ชื่นชมเยี่ยนจิ้นหลิงค่ายกลนี้ยากจะตีต้านออกมาได้ หากข้าศึกถูกล้อมคงพ่ายแพ้เป็นแน่ทว่าไม่ใช่ไม่มีหนทาง
มู่เลี่ยงหรงเอื้อมมือไปขยับสัญลักษณ์ในกระบะทรายไปมาอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็ยิ้มพอใจกับตนเอง
เยี่ยนจิ้นหลิงเห็นรอยยิ้มน่าหมั่นไส้ของมู่เลี่ยงหรงจึงรีบเดินเข้ามาดูกุนซือหนุ่มถึงกับคิ้วกระตุก อีกฝ่ายแก้ค่ายกลนี้ได้ในเวลาอันรวดเร็วพี่ใหญ่ผู้เก่งกาจของเขายังใช้เวลานานกว่านี้เลย ถึงจะนานกว่าแค่ครึ่งถ้วยชาก็เถอะแบบนี้เขาไม่ต้องถูกบิดาส่งไปเลี้ยงหมูจริงๆ หรอกหรือ
แต่เจ็บใจก็ส่วนเจ็บใจยังไงก็ต้องยอมรับผล เห็นทีเขาต้องพัฒนาวิธีวางค่ายกลแบบใหม่ๆ เสียแล้ว
“ท่านอ๋องปรีชายิ่งจิ้นหลิงแพ้แล้ว”
“ความจริงค่ายกลนี้ล้ำลึกยิ่งนักหากข้าศึกต้องตกอยู่ในวงล้อมคงมีเวลาไม่มากเท่าใดที่จะหนีรอดส่วนตัวข้ามีเวลาพิจารณาตั้งนานสองนานจึงจะสามารถแก้กลได้หากข้าต้องอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้จริงๆ เห็นทีจะต้องเสียกำลังพลไปกว่าครึ่ง อย่างดีที่สุดคงทำได้เพียงเอาชีวิตรอดออกมาก่อนที่จะถูกพวกท่านสังหารหมดเท่านั้นเอง”
มู่เลี่ยงหรงถ่อมตนพยายามไม่โอ้อวดตนเองจนเกินไปนักจุดประสงค์ของเขาคือการผูกสัมพันธ์อันดีระหว่างสองตระกูล หากไคกั๋วกงยืนอยู่ข้างเดียวกับตนย่อมส่งผลดีต่อราชบัลลังก์ของพระเชษฐามากกว่า
หลายเดือนที่ผ่านมามู่เลี่ยงหรงส่งคนไปตรวจสอบตระกูลเยี่ยนอย่างละเอียดนอกจากดูแลรักษาเมืองชายแดนอย่างแข็งขันแล้วพวกเขาก็ไม่เคยติดต่อกับกลุ่มอำนาจอื่น หลักฐานต่างๆ ชี้ว่าตระกูลเยี่ยนเป็นขุนนางภักดีอย่างมิต้องสงสัยอีกทั้งทายาทของแม่ทัพใหญ่ก็เป็นผู้มีความสามารถโดดเด่นแทนที่จะตั้งแง่เพราะเรื่องบาดหมางกับจิ้งจอกสีเงินสู้ดึงพวกเขามาเป็นแขนขาเอาไว้ต่อกรกับศัตรูภายนอกเสียยังดีกว่า
“นึกไม่ถึงว่าท่านอ๋องจะเก่งกาจถึงเพียงนี้”เยี่ยนหยางเจวี๋ยหัวเราะดังสนั่น นานๆ ทีจะพบคนที่ทำให้บุตรชายคนรองคิ้วกระตุกได้
มู่เลี่ยงหรงไม่ได้พูดอะไรเพียงอมยิ้มเล็กน้อยเขาหันไปมองคู่ปรับทีหนึ่ง เมื่อสายตาผสานกันบุรุษผู้สูงศักดิ์ก็ยักคิ้วยียวนอีกฝ่าย อย่างน้อยนี่ก็เป็นการกู้หน้าของตนคืนมาได้บ้างหลังจากถูกกุนซือหนุ่มปั่นหัวมาหลายเดือนเยี่ยนจิ้นหลิงเห็นทางยียวนนั้นก็หงุดหงิดเล็กน้อยแต่ไม่ได้โกรธขึ้งน้องเขยผู้สูงศักดิ์แต่อย่างใด กลับพอใจด้วยซ้ำที่นานๆ ครั้งจะมีคนทันเล่ห์กลของเขา
ฉินอ๋องมากความรู้ความสามารถถึงเพียงนี้ฮ่องเต้ถึงได้ไว้วางพระทัยพระอนุชาเป็นหนักเป็นหนาภายใต้ใบหน้าที่เย็นชากลับมีไฟร้อนแรงซุ่มซ่อนพร้อมแผดเผาทุกคนที่เขาสัมผัสได้ทุกเมื่อด้วยระดับสติปัญญา ความเฉียบขาดรวมไปถึงข่าวลือเกี่ยวกับการจัดการศัตรูของมู่เลี่ยงหรงแล้ว ‘พยัคฆ์เคียงบัลลังก์’คงไม่ใช่ฉายาที่ตั้งเอาไว้ข่มขวัญศัตรูเล่น ๆ
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยามพ่อบ้านใหญ่ก็เข้ามาแจ้งว่าสำรับอาหารถูกจัดเตรียมเรียบร้อยแล้วแม่ทัพใหญ่จึงนำทางฉินอ๋องและบุตรชายทั้งสองไปยังห้องโถงรับรอง
เมื่อบุรุษทั้งสี่เดินทางมาถึงก็พบกว่าไป๋หลันกับเยี่ยนเยว่ฉียืนรออยู่ก่อนแล้วตามศักดิ์ฐานะเยี่ยนหยางเจวี๋ยต้องสละที่นั่งประธานให้มู่เลี่ยงหรง แต่อ๋องหนุ่มกลับปฏิเสธเขานั่งลงในตำแหน่งที่นั่งสำหรับแขกพร้อมกับพระชายาทำให้แม่ทัพใหญ่รู้สึกถูกชะตาบุตรเขยขึ้นทุกขณะ
บนโต๊ะมีอาหารมากมายหลายอย่างทุกจานล้วนถูกปรุงขึ้นอย่างพิถีพิถัน มู่เลี่ยงหรงใส่ใจคีบกับข้าวให้เยี่ยนเยว่ฉีทั้งสองพูดคุยยิ้มหัวกันอย่างสนิทสนมกลมเกลียว ท่าทางเอาใจใส่ของมู่เลี่ยงหรงทำให้เยี่ยนหยางเจวี๋ยแทบจะน้ำตาไหลที่แท้บุตรสาวก็มีความสุขมาก ไม่ได้รู้สึกฝืนทนแต่อย่างใด เขาจึงวางใจ
‘คืนนี้ข้าคงหลับสบายไม่ต้องกังวลอีกแล้ว’
ระหว่างบิดากำลังปลื้มอกปลี้มใจเยี่ยนเยว่ฉีคีบอกไก่น้ำข้นมาชิ้นหนึ่งแล้วยื่นจ่อปากสามี
“ท่านอ๋องเอาแต่คีบให้ข้าท่านก็กินบ้างสิ”
“อกไก่น้ำข้นนี่รสดียิ่งนักคล้ายกับที่เคยได้กินในวังหลวงเลย ข้าชักอยากรู้จักแม่ครัวของจวนนี้แล้วสิ” อ๋องหนุ่มเคี้ยวอาหารอย่างอย่างมีความสุขรู้สึกว่าไก่รสชาติดีกว่าทุกวัน
“ย่อมแน่อยู่แล้วท่านแม่ของข้าเป็นถึงทายาทตระกูลไป๋เชียวนะ”
“หืม เจ้าอย่าบอกนะว่าท่านแม่ยายเป็นเชื้อสายตรงกับพ่อครัวหลวง”มู่เลี่ยงหรงขมวดคิ้ว นี่เขามัวแต่ตรวจสอบบิดากับพี่ชายทั้งสองของภรรยาแต่กลับไม่เคยคิดตรวจสอบเรื่องของฮูหยินแม่ทัพใหญ่เลย
“ท่านตาของเยว่ฉีก็คือไป๋เฟยซาหนึ่งในสามหัวหน้าอี้ว์ซั่นฝาง[1] ของวังหลวงยังไงเล่าเพคะ”
“ทำไมข้าไม่รู้เรื่องนี้เลย”มู่เลี่ยงหรงตกใจมาก เพราะสามหัวหน้าห้องเครื่องของวังหลวงเป็นหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งพวกเขาไม่ได้มีหน้าที่ทำอาหารโดยตรงเสียด้วยซ้ำแต่เป็นราชองครักษ์ใกล้ชิดผู้คอยควบคุมความปลอดภัยของอาหารที่จะถูกส่งไปให้ฮ่องเต้
“เอ๋...ท่านอัครเสนาบดีไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ท่านพี่ฟังหรือ”
“เกี่ยวอะไรกับซือเซิน”
“ก็ท่านตาของข้าเป็นสหายกับเซวียนผิงโหวบิดาเขาเมื่อปีก่อนใต้เท้าถางยังไปเยี่ยมท่านแม่แทนท่านโหวกับท่านตาที่เมืองหานจีอยู่เลย”
มู่เลี่ยงหรงโกรธถางซือเซินไม่น้อยแท้จริงแล้วพวกเขาสนิทชิดเชื้อกันถึงเพียงนี้แต่เจ้าเพียงพอนตัวดีกลับเผยความจริงเพียงเสี้ยวเดียวเหมือนไม่เห็นเขาในสายตา
“ครอบครัวของพวกเจ้าคงสนิทกันมากสินะ”
“แน่นอนสิเพคะจะว่าไปท่านอ๋องก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าใต้เท้าถางถือเป็นศิษย์พี่ของพี่รองด้วย”
“อืม ซือเซินคงเห็นว่าไม่สำคัญจนต้องเล่ากระมัง”มู่เลี่ยงหรงรักษาท่าทีสงบเอาไว้ ทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวมาก่อนทั้งที่ถางซือเซินสารภาพมาแล้วกึ่งหนึ่งเพราะต้องการจะดูปฏิกิริยาของจิ้งจอกสีเงิน
เยี่ยนจิ้นหลิงจะห้ามน้องสาวก็ไม่ทันการณ์เสียแล้วเหตุใดเยี่ยนเยว่ฉีเกิดอยากอวดท่านตาขึ้นมาเสียอย่างนั้น ซ้ำยังเปิดเผยความสัมพันธ์ของตระกูลถางกับตระกูลไป๋แม้แต่เรื่องของเขากับถางซือเซินก็ไม่เว้น
‘น้องเล็กเจ้าต้องการสิ่งใดกัน’
[1] อี้ว์ซั่นฝางหมายถึง ห้องเครื่อง(ครัว)ที่ใช้ปรุงอาหารในวังหลวง