บทที่ 13 เ้าจะทำเยี่ยงไร?
เซียวอวี้เฉินรู้สึกว่า ชีวิตที่ผ่านมาสิบเจ็ดปีไม่เคยยากลำบากและเ็ปเฉกเช่นในยามนี้มาก่อน ในฐานะบุตรชายคนโตของจวนโหว เขาไม่เคยรับผิดชอบในสิ่งที่ควรจะเป็ และในฐานะบุรุษ เขาไม่อาจปกป้องสตรีผู้เป็ที่รักได้
“ท่านแม่” เซียวอวี้เฉินหันกลับมา ท่าทียากลำบากเพราะเจ็บขา เขาจ้องมองถังซูอี๋ด้วยสายตาเว้าวอน “หากท่านแม่ประสงค์จะส่งน้องฉินไปยังบ้านไร่ซีซานก็ย่อมได้ แต่ท่านช่วยดูแลนางให้ดีกว่านี้ได้หรือไม่? นับั้แ่เล็กจนโตนางไม่เคยลำบากเลยนะขอรับ”
เมื่อมองใบหน้าที่ยังคงอ่อนเยาว์ของเซียวอวี้เฉิน ถังซูอี๋พลันรู้สึกเศร้าใจ บุตรชายของนางผู้นี้รักหลิวปี้ฉินด้วยใจจริง หากหลิวปี้ฉินมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน นางก็คงจะไม่ขัดขวาง ทว่าเห็นได้ชัดว่าความรู้สึกของเขา ช่างสูญเปล่ายิ่งนัก
“การดูแลจากจวนโหวยังไม่เพียงพอสำหรับนางอีกหรือ?” เสียงของถังซูอี๋อ่อนลง “ก่อนหน้านี้ข้าได้บอกเ้าแล้ว ความสัมพันธ์ของผู้คนมีทั้งที่ใช้ความรู้สึกและผลประโยชน์ เ้าบอกข้าที เ้ากับหลิวปี้ฉินมีความสัมพันธ์กันเช่นไร ใช้ความรู้สึกหรือผลประโยชน์กันแน่?”
“ย่อมเป็ความรู้สึก” เซียวอวี้เฉินตอบอย่างไม่ลังเล
“อืม” ถังซูอี๋จ้องมองเขา “เ้ากับนางมีความรู้สึกต่อกัน เช่นนั้นก็อย่าพูดถึงผลประโยชน์มากเกินไป แล้วเราจะได้เห็นว่าหลิวปี้ฉินมีความรู้สึกต่อเ้ามากเพียงใด”
“แต่ว่า...”
“อย่างไร?” ถังซูอี๋แทรกขึ้น “เ้าไม่มั่นใจในความรู้สึกที่นางมีต่อเ้าหรือ?”
เซียวอวี้เฉินกำหมัดแน่น พลางเอ่ยด้วยเสียงแ่เบา “หาได้เป็เช่นนั้นไม่ขอรับ”
“เช่นนั้นก็มาลองดูกัน” ถังซูอี๋กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “นับแต่นี้ไปเ้าอย่าได้ให้การช่วยเหลือใด ๆ แก่หลิวปี้ฉินอีก หากเวลาล่วงเลยไปถึงครึ่งปี ความรู้สึกของนางที่มีต่อเ้ายังคงไม่แปรเปลี่ยน เมื่อถึงครานั้น ข้าจึงจะยอมให้นางเข้ามาในตระกูลโหว”
“จริงหรือขอรับ?” เซียวอวี้เฉินรู้สึกยินดีนัก ดวงตาของเขาเปล่งประกายที่สุดในรอบสองวันที่ผ่านมา
ถังซูอี๋เผลอเบือนสายตาหนีจากดวงตาที่เปล่งประกายคู่นั้น ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ข้าไม่เคยโป้ปด แต่หากภายในครึ่งปีนี้หลิวปี้ฉินเปลี่ยนใจเล่า เ้าจะทำเช่นไร?”
“ข้า...” เพียงคิดว่าหลิวปี้ฉินเปลี่ยนใจ เซียวอวี้เฉินก็รู้สึกได้ถึงความเ็ปที่เกิดขึ้นในใจ ทว่าเขายังกัดฟันตอบออกไป “หากนางเปลี่ยนใจ ข้าก็จะละทิ้งนางเสีย”
“ดี!” ถังซูอี๋ก้าวเข้าไปหาเซียวอวี้เฉิน ก่อนจะตบไหล่เขาอย่างองอาจและกล่าวขึ้น “บุตรของข้าช่างเด็ดเดี่ยวเสียจริง”
เฮ้อ หนุ่มน้อย!
ถังซูอี๋เดินออกไปจนถึงหน้าประตู ก่อนจะหันหลังกลับมาสั่งอีกครั้ง “เื่ไล่คนคืนนี้ข้าฝากให้เ้าจัดการ ให้ขอคนจากพ่อบ้านจ้าวได้เลย”
“เช่นนั้นต้องให้ท่านตาเขียนหนังสือถึงอันมู่ด้วยหรือไม่?” เซียวอวี้เฉินมีน้ำเสียงตื่นเต้นเล็กน้อย ก่อนหน้านี้บิดามารดาปล่อยให้เขาท่องตำราแต่เพียงอย่างเดียว ไม่เคยมอบหมายให้ทำสิ่งใด เมื่อได้ทำแม้เพียงเื่เล็กน้อยเช่นในยามนี้ เขาเองก็รู้สึกตื่นเต้นเป็อันมาก
ถังซูอี๋เห็นประกายความกระตือรือร้นในดวงตาของเซียวอวี้เฉิน นางรู้สึกว่าบุตรชายคนนี้ก็ไม่ได้ไร้ซึ่งข้อดีไปเสียหมด อย่างน้อยเขาก็ปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น นางจึงกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าชื่นชม “เป็เช่นนั้น เ้าไปแจ้งท่านตาเถิด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซียวอวี้เฉินรู้สึกห่อเหี่ยวใจเล็กน้อย หากไปพบท่านตา เื่ที่เขาช่วยเหลือน้องฉินก็คงปิดไม่มิด เช่นนั้นท่านตาจะต้องตำหนิเขาแน่นอน
ถังซูอี๋ไม่สนใจสิ่งเ่าั้ นางพาชุ่ยจู้และชุ่ยอวิ๋นกลับเรือนซื่ออาน การก่อกรรมย่อมต้องรับผลที่ตามมา
เมื่อความสงบกลับคืนมา อาการปวดเข่าของเซียวอวี้เฉินก็กำเริบขึ้นอีกครั้ง จางเฝิงรีบเข้าไปประคองเขาไว้ พ่อบ้านจ้าวเห็นดังนั้นจึงถามขึ้น “คุณชายใหญ่ ให้ข้าจัดเกี้ยวให้ดีหรือไม่?”
น้ำเสียงของพ่อบ้านจ้าวแฝงไปด้วยความดูถูก ดูถูกที่ชายหนุ่มทนความเ็ปไม่ได้
ชายหนุ่มใดเล่าจะทนต่อคำดูถูกต่อหน้าเช่นนี้ได้? เซียวอวี้เฉิน กัดฟันฮึดฮัด “เดินกลับ”
พ่อบ้านจ้าวยิ้มกว้าง “ข้ารู้แล้วว่าคุณชายใหญ่มีนิสัยใจคอเหมือน เฉกเช่นท่านโหว”
เซียวอวี้เฉินฮึดฮัดอีกครั้ง “จัดเตรียมม้าไว้ให้ข้า อีกครู่ข้าจะไปจวนถังกั๋วกง”
"ดีแล้ว เช่นนั้นข้าจะรีบไปเตรียมม้าให้คุณชายใหญ่” พ่อบ้านจ้าวคำนับแล้วหันหลังไปจัดเตรียมเื่ม้า เขาคิดว่าชายหนุ่มจะต้องได้รับความยากลำบากบ้าง มิเช่นนั้นจะเติบโตขึ้นมาไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาโหวฮูหยินเป็มารดาที่ตามใจบุตรชายทั้งสองมากเกินไป
จางเฝิงและเซียวอวี้เฉินที่เดินกะเผลกกลับเรือนฉิงเฟิงหยวนเมื่อเข้าห้องและถลกขากางเกงขึ้น ก็พบว่าหัวเข่าทั้งสองมีรอยเขียวช้ำ เมื่อเทียบกับผิวขาวโดยรอบแลดูน่ากลัวไม่น้อย
จางเฝิงรีบไปหยิบยามาให้ ฉางิบ่นพึมพำ “เหตุใดท่านถึงได้ดื้อดึงเช่นนี้ ฮูหยินก็มิได้อยู่ที่ศาลบรรพบุรุษเสียหน่อย”
“เ้าเงียบปากไป” เซียวอวี้เฉินตวาด
ฉางิเม้มปากนิ่ง จางเฝิงหยิบยามาทาหัวเข่าทั้งสองที่เขียวช้ำ
เซียวอวี้เฉินเจ็บจนใบหน้าบิดเบี้ยว ทว่ายังไม่ลืมถามจางเฝิง “เ้าบอกข้าเถิด สภาพบ้านไร่บนเขาซีซานนั้นเป็เช่นไร?”
จางเฝิงตอบขึ้นขณะทายา “ชัดเจนว่าเื่กินเื่ใช้ย่อมไม่เหมือนเก่า แต่รับรองว่าไม่อด ไม่หนาว และไม่เหนื่อยยาก”
“ถูกแล้ว” ฉางิเอ่ยแทรกขึ้น “ท่านโปรดอดทนเพียงครึ่งปี นับว่า… นับว่าเป็การทดสอบระหว่างท่านและคุณหนูหลิว
จางเฝิง “คุณหนูหลิวและท่านเปรียบดั่งเหมยเขียวม้าไม้ไผ่*[1] ความสัมพันธ์อันยาวนานเช่นนี้ จะหวั่นเกรงเพียงการทดสอบเล็กน้อยเช่นนี้หรือ?”
ฉางิ “ถูกต้อง ๆ”
เซียวอวี้เฉินเม้มริมฝีปาก “ข้ารู้ ข้าเพียงแค่เป็ห่วงนาง” เขามั่นใจในความสัมพันธ์อันยาวนานนี้มาก
ฉางิและจางเฝิงแลกเปลี่ยนสายตากัน พวกเขารู้สึกว่าคุณชายใหญ่ของพวกเขานั้นมั่นใจในตนเองมากเกินไปแล้ว
“ถูกแล้ว” ฉางิกล่าวขึ้น “คุณหนูรองแห่งตระกูลอู๋ตกน้ำจนสิ้นสติ ท่านควรไปเยี่ยมเยียนบ้างหรือไม่?”
เซียวอวี้เฉินพลันนึกขึ้นได้ว่าตนมีคู่หมั้นอยู่ เขาไม่ได้มีความประทับใจใดในตัว ซ้ำยังไร้ซึ่งความรู้สึก จึงกล่าวขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ “ท่านแม่จะส่งคนไปเยี่ยมเยียน”
ฉางิและจางเฝิงสบตากันอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจให้กับคุณหนูรองแห่งตระกูลอู๋
เมื่อทายาและเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เซียวอวี้เฉินก็พาฉาง
ิและจางเฝิงออกเดินทางไปยังจวนถังกั๋วกง
ภายในเรือนซื่ออาน ถังซูอี๋กำลังสั่งชุ่ยจู้ “เ้าไปเรือนตระกูลอู๋ เมื่อพบกับคุณหนูรองก็เพียงกล่าวคำถามไถ่จากข้า เช่นนี้ก็เป็อันใช้ได้แล้ว ไม่ต้องทำสิ่งใดให้เกินกว่านี้”
“ข้าไม่ต้องสืบเื่ราวของคุณหนูรองหรือเ้าคะ?” ชุ่ยจู้รู้สึกว่าฮูหยินผู้เป็นายไม่ได้ใส่ใจต่อคุณหนูรองแห่งตระกูลอู๋เช่นแต่ก่อน
ถังซูอี๋กล่าวตอบ “ส่งของขวัญและถามไถ่เพียงสองสามคำก็กลับมาเถิด”
ยิ่งกล่าวก็ยิ่งผิดพลาด หากนางคาดเดาไม่ผิด อู๋จิ้งอวิ๋นน่าจะกลับชาติมาใหม่แล้ว และกำลังคิดหาหนทางที่จะกล่าวโทษเซียวอวี้เฉินเื่ซุกซ่อนธิดาของขุนนางฏ
“เ้าค่ะ” แม้ชุ่ยจู้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮูหยินผู้เป็นายจึงมีท่าทีที่แปรเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ ทว่านางยังคงเชื่อฟังและนำของขวัญไปยังเรือนตระกูลอู๋
เรือนของตระกูลอู๋อยู่ไม่ไกลจากจวนโหวมากนัก เพียงนั่งรถม้าไม่ถึงยามหนึ่งก็มาถึงแล้ว ตระกูลอู๋เป็ตระกูลขุนนางนักปราชญ์ แม้แต่ประตูบ้านก็ยังสร้างได้อย่างวิจิตรบรรจง ชุ่ยจู้แจ้งชื่อจวนโหวแก่ผู้เฝ้าประตู ไม่นานนักก็มีพี่เลี้ยงวัยสี่สิบเศษเดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม
ชุ่ยจู้เคยพบพี่เลี้ยงผู้นี้มาก่อน นางเป็คนสนิทอู๋ฮูหยิน
“คุณหนูรองของข้าเพิ่งฟื้นเมื่อค่ำวาน อู๋ฮูหยินของข้าดีใจจนร้องไห้อยู่นาน เพราะคุณหนูรองเป็ดั่งแก้วตาดวงใจของอู๋ฮูหยิน…”
พี่เลี้ยงผู้นี้กล่าวคำยกย่องอู๋จิ้งอวิ๋นตลอดทาง ทว่าหากไตร่ตรองให้รอบคอบแล้วจะพบว่าไม่มีคำชมแม้เพียงสักคำ ชุ่ยจู้อดสงสารคุณหนูรองแห่งตระกูลอู๋ไม่ได้ที่ต้องอาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงใจร้าย
เดินไปอยู่นานก็ถึงเรือนของอู๋จิ้งอวิ๋นซึ่งอยู่ไกลลิบ
พี่เลี้ยงพูดกับชุ่ยจู้ด้วยรอยยิ้ม “เดิมทีอู๋ฮูหยินของข้าเลือกสรรเรือนที่ดีที่สุดให้แก่คุณหนูรอง แต่คุณหนูรองกลับชอบความเงียบสงบ จึงเลือกเรือนหลังนี้ด้วยตนเอง”
ชุ่ยจู้เป็เพียงสาวใช้ เช่นนั้นจึงไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์สิ่งใด นางได้เพียงแค่ยิ้มแล้วตามพี่เลี้ยงผู้นี้เข้าไปในเรือน
อู๋จิ้งอวิ๋นเอนกายพิงหัวเตียงอยู่ ใบหน้าซีดเซียว แม้กระนั้นนางก็ไม่ได้มีท่าทีของผู้ป่วยหนักอยู่มากนัก
นับเป็สตรีที่สง่างามและมีราศี
ชุ่ยจู้โค้งคำนับและกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฮูหยินของข้าได้ทราบเื่ว่าคุณหนูตกน้ำ จึงเป็ห่วงยิ่งนัก เดิมทีฮูหยินของข้าตั้งใจจะมาเยี่ยมเยียนคุณหนูด้วยตนเอง แต่ว่ามีธุระในจวนที่เลี่ยงไม่ได้”
อู๋จิ้งอวิ๋นพิงหัวเตียงมองชุ่ยจู้สาวใช้คนโปรดของฮูหยินแห่งจวนโหว นางย่อมคุ้นเคยเป็อย่างดี เพราะชาติก่อนได้พบปะกันบ่อยครั้ง เช่นนั้นนางจึงยิ้มแล้วกล่าวตอบ “อาการของข้าดีขึ้นแล้ว ท่านจงกลับไปแจ้งแก่นายหญิงของเ้าว่าไม่ต้องเป็กังวลแล้ว”
ชุ่ยจู้จดจำคำสั่งขอถังซูอี๋ได้ดี นางจึงไม่ได้อยู่ที่เรือนของตระกูลอู๋นานนัก เพียงพูดคุยกับอู๋จิ้งอวิ๋นอีกไม่กี่ประโยคก็ลาจากไป
อู๋จิ้งอวิ๋นมองตามแผ่นหลังนางด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ยามที่โหวฮูหยินยังมีชีวิตอยู่ นับเป็่เวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของนาง
โหวฮูหยินไม่ปลื้มหลิวปี้ฉิน และคอยกดขี่นางอยู่เสมอ แม้เซียวอวี้เฉินเองจะรักนางมากเพียง เมื่อมีโหวฮูหยินคอยควบคุมอยู่ เขาจึงไม่กล้าทำอะไรที่เกินเลยนัก ทว่าไม่นานโหวฮูหยินก็ล้มป่วยแล้วจากไป
มี่เวลาหนึ่งที่อู๋จิ้งอวิ๋นแคลงใจว่าโหวฮูหยินถูกหลิวปี้ฉินวางยาพิษหรือไม่ เพราะเมื่อโหวฮูหยินจากไป ผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดก็คือหลิวปี้ฉิน ทว่านั่นก็เป็เพียงความคิดของนางที่ปราศจากหลักฐานใด ๆ
หากชาติก่อนโหวฮูหยินถูกหลิวปี้ฉินวางยาพิษจริง ชาตินี้นางจะไม่มีวันยอมให้หลิวปี้ฉินย่างกรายเข้ามาในจวนโหว เช่นนั้นก็ถือว่าช่วยชีวิตโหวฮูหยินได้แล้ว
อู๋จิ้งอวิ๋นเรียกสติกลับคืนมา ก่อนจะเริ่มคิดว่าควรจะเปิดเผยเื่ที่เซียวอวี้เฉินซุกซ่อนตัวของธิดาขุนนางฏกับผู้ใด พระสนมเหลียงผู้เป็ญาติพี่น้องมารดา หรือจะเป็ฉีเหลียงเชิงเสนาบดีกรมคลัง?
[1] เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ = เพื่อนชายหญิงที่สนิทสนมกันมาั้แ่เด็ก ๆ มักจะเติบโตมาด้วยกันและมีความผูกพันลึกซึ้ง อาจมีความหมายแฝงถึงความรักในวัยเด็กหรือคู่รักที่รู้จักกันมาั้แ่เด็ก