ตอนที่ 34
โอสถประตูเป็นตาย
ก่อนออกจากห้องหนังสือหยางอี้ขอร้องให้ทั้งสาม ช่วยเก็บเรื่องราวของตนไว้เป็นความลับส่วนเรื่องบัญชาการตามแผน หยางอี้ก็ขอร้องให้มารดาของตนเอง เป็นผู้ออกหน้ารับตำแหน่งแทนซึ่งท่านตา หลิวเหวินหงก็เห็นดีเห็นงามด้วย
เมื่อเรื่องราวด้านหนึ่งเจรจาเสร็จสิ้นหยางอี้จึงค่อยหันมาหารือกับบิดาบ้าง แต่เพราะรายละเอียดเรื่องนี้แม้แต่หลิวเหวินหงเองก็ไม่รู้ หยางเฉิงจึงแอบกระซิบเบาที่ข้างหูหยางอี้ว่า“รอคอยให้พ้นมื้ออาหารกลางวันไปก่อน” จากนั้นทั้งสี่จึงเดินทางออกจากห้องหนังสือพร้อมกันก่อนจะมุ่งหน้าไปรับประทานอาหารกลางวันที่โถงหลัก พร้อมกับสมาชิกสำคัญคนอื่น ๆของตระกูลหลิว ซึ่งหลิวเหวินหงเป็นผู้ส่งคนไปเชิญทั้งหมดตามคำขอของหยางอี้ที่ให้เริ่มหยั่งเชิง เรื่องราวอย่างไม่เป็นทางการออกไปก่อนรอบหนึ่ง
ระหว่างมื้ออาหารพิเศษวันนี้หลิวเหวินหงก็เริ่มแผนการตามที่หยางอี้เสนอแนะให้สมาชิกคนสำคัญของตระกูลหลิวมาร่วมโต๊ะอาหาร ก่อนจะประกาศว่าในอีกสามวันข้างหน้าตนเองจะจัดการหารือใหญ่ของสมาชิกหลักทั้งหมดของตระกูลหลิว หัวข้อสำคัญก็คือตนจะประกาศให้...หลิวซีอิ๋งรับอำนาจเต็มในการบัญชาการขุมกำลังทั้งหมดของตระกูลหลิว แรกประกาศผู้คนร่วมโต๊ะอาหารต่างงุนงงตกใจแต่แล้วหลิวซีอิ๋งค่อยลุกขึ้น เอ่ยคำด้วยท่าทีอ่อนน้อม ก่อนจะเผยถึงเหตุจำเป็น ซึ่งทั้งหมดต่างทราบกันดีอยู่แล้วถึงข้อเรียกร้องของตระกูลหยาง ซึ่งหลิวซีอิ๋งมิได้เน้นคำ...ตระกูลหยางแต่ระบุเพียงชื่อของ...หยางอวี่ถง ก่อนจะร้องขอให้ทุกคนที่ร่วมโต๊ะให้ความเอ็นดูร่วมมือกับตนเพราะหากแผนการนี้ผิดพลาด ตระกูลหลิวก็ยังมีทางถอย เพราะผู้ดำเนินการมิใช่ท่านพ่อและตนเองก็พร้อม จะยอมรับความผิดทั้งหมดร่วมกับหยางเฉิงเอง แต่หากให้ตนอยู่นิ่งไม่กระทำอันใดเลยหยางเฉิงก็คงมีแต่หนทางตายสถานเดียว
แม้คำขอให้ทั้งหมดร่วมมือช่วยเหลือหยางเฉิงผู้เป็นสามีจะดูอุกอาจและสุ่มเสี่ยง แต่ทุกคนที่ร่วมโต๊ะอาหาร ทั้งรองผู้นำ ผู้อาวุโสยังไม่นับญาติพี่น้องสายตรงของหลิวซีอิ๋ง ที่รับตำแหน่งสำคัญภายในตระกูลหลิว ซึ่งทั้งหมดล้วนรักและเอ็นดูหลิวซีอิ๋งมาตั้งแต่เด็ก จึงยินดีพยักหน้ารับ ไม่มีผู้โต้แย้งแม้สักคนเดียวแสดงให้เห็นว่าขุมอำนาจหลักภายในตระกูลหลิวนั้น เน้นแฟ้นกลมเกลียวยิ่ง
เมื่อกลุ่มอำนาจหลักของตระกูลหลิวเห็นพ้องโดยง่ายดายเช่นนี้หลิวซีอิ๋งมีหรือจะทนทานความตื้นตันไหว ย่อกายคารวะเยี่ยงอิสตรี น้ำตายังเอ่อซึมแม้ไม่รินไหล แต่ล้วนดูออกว่าซาบซึ้งใจเพียงใดหยางอี้ไม่เคยรับรู้ความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน ไม่ว่าจะในชาติภพที่แล้ว หรือตลอดเวลาที่อยู่ภายในตระกูลหยางจึงเกิดความอิ่มเอมอย่างแปลกพิกลอยู่ภายใน สุดท้ายราวกับมีแรงผลักดันลึกเกิดขึ้นในตัว แสดงออกมาแบบเด็กน้อย เข้าไปโผกอดมารดา ซึ่งกำลังเอ่ยขอบคุณผู้คนเสียงสั่นหยางเฉิงเองเห็นเช่นนั้น พลางปลาบปลื้ม น้อมกายต่ำ ยื่นคำนับผู้คนรอบทิศเช่นเดียวกัน
ภายหลังมื้ออาหารอันอิ่มเอมผ่านพ้นหยางเฉิงก็อุ้มหยางอี้ด้วยแขนที่เหลือข้างเดียว กลับไปยังเรือนพักด้วยตนเองทันทีที่มาถึงเรือน ทั้งสองก็ช่วยกันปิดประตูหน้าต่างมิดชิดและเริ่มต้นสิ่งที่เอ่ยค้างคาเอาไว้ก่อนหน้า โดยหยางเฉิงเป็นผู้เล่าเรื่องราวของไส้ศึกฝั่งตนเองส่วนหยางอี้เป็นผู้ซักถาม จนกระทั่งได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดหยางอี้ก็เริ่มขีดเขียนข้อความบนกระดาษ ก่อนจะยื่นส่งให้ผู้เป็นบิดา พร้อมกำชับว่าให้ดำเนินการโดยไวที่สุด
หยางเฉิงรับมาเปิดอ่านดูไม่คิดรีรอ เร่งดำเนินการติดต่อไส้ศึกตามที่หยางอี้เขียนบอกและยังติดต่อไปยังผู้อาวุโสขวา ซึ่งหลบเร้นอยู่ในหมู่บ้านกลางป่า ห่างจากเมืองน้ำใสไม่ถึงสองร้อยหลี่ซึ่งใจความหลักในเนื้อจดหมายที่ส่งให้ผู้อาวุโสขวา ก็คือการหาคนใน ช่วยสืบค้นข้อมูลบ่าวไพร่ซึ่งทำงานในสังกัดตรงของหยางอวี่ถง ซึ่งเข้าทำงานในช่วงสองปีที่ผ่านมาอย่างคร่าว ๆพร้อมทั้งกำชับว่า อีกสามวันจะเริ่มดำเนินการให้ฝั่งของผู้อาวุโสขวาเตรียมการให้พร้อม
แผนการของหยางอี้มิอาจกระทำได้อย่างราบรื่น หากขาดข้อมูลข่าวสาร ดังนั้นระหว่างรอคอย เด็กน้อยไม่คิดอยู่ว่างเดินทางไปหาหลิวซีอิ๋ง เอ่ยคำว่าตนเองต้องการสมุนไพรสักหลายชนิดอยากให้มารดาช่วยจัดการเป็นธุระให้ หลิวซีอิ๋งแรกตกปากรับคำ แต่พอเห็นรายชื่อสมุนไพรกลับลังเล เพราะสิ่งที่หยางอี้จดมาในกระดาษนั้น กว่าครึ่งล้วนเป็นสารมีพิษหยางอี้เห็นมารดาเงียบไป จึงเอ่ยถึงเรื่องของวิญญาณเซียนวิเศษสีทองขึ้นมาอีกครั้งว่าตนเองเพียงอยากจะทดลองทำตามที่วิญญาณวิเศษเคยแนะนำทั้งยังสัญญากับมารดาเป็นมั่นเหมาะ ว่าสิ่งที่ตนกระทำ รับรองว่าไม่เกิดอันตรายอย่างแน่นอน
ตกเย็นวันนั้นหยางอี้ได้รับวัตถุดิบที่ต้องการจากมารดาครบถ้วน ทำให้ค่ำคืนนี้ของเด็กน้อยคงจะยืดยาวเป็นพิเศษกว่าวันปกติสักหน่อย เพราะสิ่งที่หยางอี้ตระเตรียมนั้น มิใช่วัตถุดิบดีงามแต่เป็นพิษร้ายที่ใช้ในการคัดเลือก และฝึกฝนเด็ก ๆ ที่ถูกจับตัวมาจากสถานที่ต่าง ๆทั่วแผ่นดิน เพื่อฝึกให้เป็นกองกำลังชั้นต้นของ...เกาะประตูนรก สถานที่อันเป็นทั้งฝันร้ายและเสมือนบ้านหลังหนึ่งของหยางอี้ ในชาติภพก่อน
...เอาละในเมื่อตอนนี้ ข้าพอจะสัมผัสรับรู้ลมปราณได้บ้างแล้ว หวังว่าการเสี่ยงใช้เจ้านี่เพื่อกระตุ้นพลังที่ซ่อนแฝง ก็น่าจะผ่านพ้นไปด้วยดี
หยางอี้คิดทบทวนพร้อมกับหยิบห่อผงพิษ ที่ตนผสมแยกกันไว้ทั้งสามส่วนจากบนโต๊ะ ก่อนที่จะเริ่มลงมือเททั้งหมดผสมลงไปในกาน้ำชาต้มไฟราวสองเค่อ เมื่อเสร็จสิ้นจึงหยิบเข็มเงินหนึ่งเล่ม พร้อมกาน้ำที่เปี่ยมไปด้วยยาพิษเดินถือกลับไปที่เตียงนอน
สิ่งของทุกอย่างเตรียมเสร็จสรรพหยางอี้จึงเริ่มลงมือทำสมาธิเป็นสิ่งแรก โดยทดสอบฝึกตนตามตำรามาตรฐานดั้งเดิมก่อนจะทดสอบ วิธีการเดินลมปราณพื้นฐานของเกาะประตูนรก หลังจากใช้เวลาทบทวนราวหนึ่งเค่อหยางอี้ค่อยรับรู้ถึงกระแสลมปราณโดยรอบ หลังจากทบทวนวิธีการต่าง ๆเป็นครั้งสุดท้าย หยางอี้ก็มั่นใจว่า สิ่งที่ตนคิดกระทำมีโอกาสสำเร็จเกินกว่าเจ็ดส่วน
...เอาละหยางอี้ เจ้าจะกลัวไม่ได้ หากไม่เสี่ยงดู ก็ยากที่จะก้าวหน้าโดยไวนึกถึงคำของพ่อบุญเข้าไว้ บนโลกนี้ไม่มีสิ่งใดได้มาด้วยความง่ายดายหากอยากที่จะปีนป่ายขึ้นสูงกว่าผู้อื่น ก็มิอาจใช้เส้นทางเรียบง่ายตลอดเวลาจะพลาดพลั้งตกลงมาบ้าง แต่หากไม่ตาย เจ้าย่อมลดหนทางผิดพลาดไปได้สายหนึ่ง
หยางอี้สูดหายใจลึกเข้าไปอึกใหญ่
...เอาละได้เวลากลับคืนสู่วันวานบนเกาะประตูนรกแล้ว
กาน้ำถูกยกขึ้นเสมอใบหน้าน้ำกลิ่นฉุน ไหลกรอกลงมาเป็นสายตกลงในปากที่อ้าค้าง ไอควันสีเหลืองทะลักฟุ้งขึ้นมาจากในลำคอหยางอี้เมื่อเริ่มกระทำแล้ว ก็ไม่คิดย้อนกลับ แม้ชาติภพนี้ จะหลงลืมรสชาติสุดทานทนเช่นนี้ไปแล้วแต่เมื่อได้รับมันอีกครั้ง ภาพความทรงจำอันย่ำแย่ก็ปรากฏแวบขึ้นมาให้พะอืดพะอมปากและลิ้นที่สัมผัสพิษ เริ่มปรากฏตุ่มหนองผุพองเมื่อนั้นวิธีการฝึกตนที่เกิดจากทัณฑ์...ตัดขาดอันเป็นเงื่อนไขแรกเริ่มในการคัดสรรผู้คนของเกาะประตูนรก จึงเริ่มต้นขึ้น...โอสถประตูเป็นตาย
...เสียงจางหายรูปจางหาย
ดวงตาและใบหูของหยางอี้กลายเป็นมืดบอดแม้เจ็บปวดก็ไม่รู้สึก ตัดขาดการรับรู้ในขั้นแรก
...ปากมิอาจกระเดือกกลืนแต่สติกลับแจ่มชัด
ลิ้นในปากคับชารสชาติล้วนสูญหาย แต่เพราะตกอยู่ในการตัดขาด สติรับรู้ภายในจึงเพิ่มพูนยิ่งจิตมุ่งมั่น ยิ่งเพิ่มสัมผัสรับรู้ให้สูงตาม
...มิรับรู้กลิ่นสรรพสิ่งล้วนตัดขาด ยกเว้นเพียงผิวกาย คล้ายถลกหนังพลิกกลับ แม้ต้องเพียงลมแผ่วกลับเจ็บปวดดั่งเพลิงจี้
จมูกมิอาจสูดดมแม้หายใจเข้าออกยังยากรับรู้ ผิวหนังเสมือนมิคงอยู่ เมื่อถึงขั้นนี้ ผิวกายที่ห่อหุ้มเบื้องนอกเสมือนถูกถลกทิ้งเพียงลมเบาพัดผ่าน ก็รู้สึกเจ็บปวดไปทั่วสรรพางค์
เมื่อชีวิตก่อนหยางอี้เคยผ่านพ้นช่วงเวลาหฤโหดเช่นนี้นับครั้งไม่ถ้วนยิ่งก้าวหน้ายิ่งต้องเพิ่มปริมาณพิษที่ใช้ จนเมื่อกายาบรรลุผ่านลมปราณแรกธรรมชาติจึงค่อยหลุดพ้นจากขุมนรกด่านแรก ดังนั้นครานี้ใช้พิษเพียงอ่อนเบา จึงมั่นใจ ตนคงผ่านพ้นไปได้อย่างไม่ยากเย็น
แต่เด็กน้อยกลับลืมเลือนไปว่าชาติภพนี้ เส้นชีพจรในร่างของตนเองเปื่อยยุ่ย ทำให้การชักนำลมปราณเข้าสู่ร่าง ทำได้ยากเย็นกว่าผู้อื่นหลายเท่าแม้วิธีการทำร้ายตนเองด้วยพิษ และความเจ็บปวด จะเพิ่มทั้งความตั้งมั่นและสติรับรู้อาจจะได้ผลตามที่ต้องการ แต่ผลสะท้อนกลับของพิษร้าย ก็ย่อมอันตรายกว่าผู้คนสมบูรณ์ปกติอีกหลายส่วนแต่สุดท้ายหากหยางอี้ ไม่ทดลองดูก็ย่อมไม่รู้...ไม่รู้ว่าในท้ายที่สุด ฝ่ายใดกันที่จะเป็นผู้ได้รับชัยชนะจะฝ่าด่านทะลวงประตูเป็นตาย หรือตกตายอยู่ที่หน้าธรณีประตูบานนี้กัน
เวลานี้...เปลือกตของพวกเจ้า าแม้ไม่อาจหุบปิดแต่ก็มิอาจเห็นสิ่งใด เมื่อความรู้สึกถูกตัดขาด ทั่วร่างมีแต่ความเจ็บปวดแล้วมีเพียงลมปราณเท่านั้นที่จริงแท้ หากไม่อาจคว้าจับป็นของตน เพื่อขับไล่พิษร้ายยิ่งปล่อยนานเข้า พวกเจ้าจะต้องตาย... เสียงแว่วไกลจากอดีตกาลพลันปรากฏขึ้นในห้วงคำนึงของหยางอี้ ซึ่งเวลานี้พยายามตั้งสติ บังคับตนต่อต้านความเจ็บปวดมิให้สลบล้มลงไปเสียก่อน จะบรรลุเป้าหมาย
...ได้แล้ว
ทันทีที่สัมผัสถึงลมปราณโดยรอบ หยางอี้กลับคิดพลิกแพลงใช้วิธีการที่โหดเหี้ยมยิ่งกว่าในการกระตุ้น พลังแฝงในร่าง นิ้วชี้มือขวา ซึ่งผูกเชื่อมเอาไว้กับเข็มเงินตั้งแต่ต้นค่อย ๆ กระดิกรับรู้ สติที่มุ่งมั่นเกินกว่าปุถุชนทั่วไปจะเทียบเทียม กลายเป็นแรงผลัก ให้หยางอี้เอาชนะพิษตัดขาดสัมผัสของ...โอสถประตูเป็นตาย เพียงแค่ชั่วอึดใจที่เด็กน้อยกลับมายึดครองร่างกายได้อีกครั้งนิ้วที่เชื่อมประสานกับเส้นสายลมปราณภายนอก ค่อยจิ้มเข้าใส่ชีพจรปราณ...เส้นอินเหวยม่ายที่บริเวณหน้าอก เปิดจุดโพรงหยินในร่างโดยตรง ลมปราณภายนอกปกติล้วนคงสถานะหยางเมื่อพบเจอช่องโพรงแห่งหยินอันว่างกลวง ก็กรูกัน ทะลักใส่ราวน้ำป่า แม้เส้นลมปราณของหยางอี้เปื่อยยุ่ยไหลเวียนลำบาก แต่กลับกลายเป็นสะดวกดายมิต่างจากผู้ฝึกตนปกติอุปสรรคแรกของเส้นลมปราณเปื่อยยุ่ย ล้วนถูกพิชิตด้วยแรงผลักของหยางที่ถูกชักนำเข้ามา
การกระทำเสมือนหนึ่งง่ายดายแต่สิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนผ่านการคิดคำนวณอย่างถี่ถ้วนหลายสิบเที่ยวแถมผู้กระทำยังต้องทนรับความเจ็บปวดเท่าทวี จากทั้งโอสถประตูเป็นตายและความเชี่ยวกรากของลมปราณที่ชำแรกเข้าสู่ร่าง ผ่านเข็มเงินที่เจาะทิ่มโดยตรงแม้หยางอี้มาดมั่นในสติและความอดทนของตนเอง แต่ร่างกายอย่างไรก็เป็นของเด็กน้อยอ่อนแอวัยแปดขวบสุดท้ายก็มิอาจฝืนยาวนาน หลังจากดึงรั้งลมปราณเข้าสู่ร่างได้เพียงชั่วอึดใจ ก็ตะโกนร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างหลงลืมเสียงกู่ร้องเจ็บปวดดังลั่น...กลายเป็นสัญญาณปลุกผู้คนที่ห่วงใยและหลับใหลให้ตื่นจากภวังค์ เร่งฝีเท้ากระหืดกระหอบตรงมาตามเสียง
“ลูกอี้!!! นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรกันขึ้น”หยางเฉิงมาถึงเป็นคนแรก ยามนั้นเห็นภาพของบุตรชายหล่นกองลงมาอยู่ที่พื้นข้างเตียง แถมใจกลางหน้าอกปรากฏเข็มเงินหักทิ่มคาเอาไว้สภาพภายนอก ปรากฏโลหิตไหลเปรอะลำตัวและบนพื้น แต่นั่นยังมิน่าตระหนก เท่ากับดวงตาที่เหลือกขาวและกลิ่นเหม็นฉุนเฉียวของพิษที่ฟุ้งออกมาจากปาก “ใครก็ได้ไปตามท่านหมอโจวมาที...ใครก็ได้ไปตามท่านหมอมาที!!!”หยางเฉิง แม้เอ่ยปากเช่นนั้น แต่ความจริง ไม่ได้รั้งรอให้ผู้คนนำท่านหมอมาพบ แขนแกร่งช้อนร่างไร้สติของบุตรชายหอบหิ้วทะยานไวตรงไปยังเรือนพำนักของท่านหมอโจว