เสียงไก่ขันแทรกผ่านช่องรอยแตกของเรือนเก่าก่อนที่แสงแรกจะตามมาตามด้วยเสียงแมลงที่ดังขึ้นพร้อมกันราวกับได้รับสัญญาณ หลินเย่ลืมตา เขานอนอยู่บนเตียงไม้เก่า ร่างกายที่ควรจะเจ็บระบมกลับเบาหวิวเขานั่งขึ้นขยับแขน หมุนไหล่ทีละข้าง กดนิ้วลงตามแนวซี่โครงทีละซี่ความเ็ปหายไปเกือบหมด เหลือเพียงบางอย่างที่ยังค้างอยู่ในจุดตันเถียนก้อนอุ่นๆ ที่เมื่อคืนก่อนยังไม่มี เขาลุกขึ้นไม่เสียเวลาคิดให้นาน มีอะไรก็ค่อยหาคำตอบระหว่างลงมือ
หน้าบ้านด้านซ้ายสุดมีโอ่งดินเผาสีอิฐใบใหญ่ตั้งอยู่ ผิวโอ่งแตกลายงาตามอายุ รอยน้ำคราบเก่าวาดเส้นสีน้ำตาลจากขอบลงมาถึงพื้นดิน หลินเย่แบกถังไม้ออกมา เดินไปที่บ่อน้ำปลายซอย ตักขึ้นสองถัง แบกกลับ เทลงโอ่ง แล้วทำซ้ำ จนเต็ม ระยะทางระหว่างบ้านกับบ่อน้ำไม่ไกล ถังน้ำเต็มกลับหนักกว่าที่ตาเห็นเสมอเขาทำซ้ำ ทุกวันจนหลังตึง มือด้าน นั่นคือจุดประสงค์ ร่างกายที่แบกน้ำทุกเช้าย่อมแข็งแรงกว่าร่างกายที่นอนรอแดดขึ้นหลินเย่กวักน้ำขึ้นชำระร่างกาย น้ำเย็นปะทะิัอย่างไม่ปรานี มันไม่เคยอุ่นขึ้นเลยในยามเช้า
เงาตัวเองในผิวน้ำที่ยังไม่ทันถูกกวนสะท้อนกลับมาไม่เหมือนเมื่อปีก่อน ไหล่กว้างขึ้นแขนมีสันกล้ามเนื้อให้เห็น หลังตึง เขาเทน้ำที่เหลือรดโคนต้นไม้เก่าข้างรั้วแล้วกลับเข้าบ้านเปลี่ยนเสื้อผ้า ตะกร้าสานใบเก่าสะพายบ่า หลินเย่ก้าวออกจากเรือนมุ่งหน้าสู่ลานภารกิจในแสงเช้าที่ยังอ่อน
ก่อนถึงกระดานภารกิจ เขาเห็นนาง
หลินตงยืนพิงกำแพงหินข้างทาง สองมือกอดดาบไว้กลางอก ผมดำขลับยาวถึงบ่า ริมฝีปากเม้มเพียงน้อย ใบหน้างดงาม ทว่าเด็กสายรองที่เดินผ่านล้วนเบี่ยงออกไปเดินอีกฟากของซอยโดยไม่มีใครนัดกันผ่านมาหนึ่งปีแล้วนับจากครั้งสุดท้ายที่นางกลับมา หลินเย่ชะลอฝีเท้าเล็กน้อย แล้วประสานมือคารวะตามมารยาท
"คารวะ ศิษ์ยพี่—"
ปลายสันดาบเคาะลงกลางกระหม่อม ไม่หนัก แม่นยำจนรู้ว่าหาก้าให้หนักก็ทำได้ไม่ยาก
"เหตุใดต้องทำตัวห่างเหิน เราพี่น้องมิใช่เพิ่งเคยเห็นหน้ากัน"
หลินตงก้าวออกมาจากกำแพง แววตากวาดจากไหล่ของหลินเย่ลงไปตามแขน แล้วหยุดค้างอยู่ที่ฝ่ามือด้านของเขาครู่หนึ่ง หลินเย่ไม่ตอบทันที เขายืนนิ่งกลิ่นน้ำมันรักษาดาบลอยมาจางๆ ตามลม กลิ่นเดียวกับเมื่อปีก่อน
"ข้าอยากรู้นักว่าผ่านไปหนึ่งปี เ้าก้าวหน้าไปเพียงใดแล้ว"
ร่างของหลินตงเลือนหายในพริบตา ไม่มีเสียงเตือน ไม่มีการส่งสัญญาณ มีเพียงลมที่พัดผ่านและเงาที่หายไป หลินเย่ไม่ได้คาดคิด สัญชาตญาณที่เคี่ยวกรำมากลับสั่งการเร็วกว่าสมอง
"ท่านพี่ ข้าขอถอดตะกร้าก่อน"
เขาเหวี่ยงตะกร้าสานออกจากบ่าในจังหวะเดียวกับที่หมัดของหลินตงพุ่งเข้ามา ตะกร้ากระทบพื้นดังตุบ เขารับหมัดไว้ได้ ร่างถอยหลังไปครึ่งก้าว ฝุ่นตลบขึ้นรอบข้อเท้า แล้วหมุนกาย
"ถึงตาข้าบ้าง"
เขาปล่อยหมัดสวนออกไปในมุมอับสายตา ฝ่ามือของหลินตงรับไว้ง่ายดายราวกับรับใบไม้ที่ร่วงลงมา
"อืม" นางพิจารณาครู่หนึ่ง "แรงปะทะใช้ได้ จิตสู้ไม่เลว แต่ยังช้าไปหนึ่งส่วน"
นิ้วเรียวดีดลงที่จุดกลางหน้าผากอย่างแม่นยำ หลินเย่ล้มฟาดพื้น มือข้างหนึ่งกุมหัวเพราะเจ็บ สภาพหมดรูปสิ้นดี หลินตงมองลงมาจาก้า
"ตอนนี้เ้าอยู่ขั้นรวมลมปราณ ขั้นหนึ่งรึ"
"รวมลมปราณขั้นหนึ่ง... มันคืออะไรหรือ ท่านพี่"
หลินเย่ถามกลับขณะยังนั่งอยู่กับพื้น ไม่คิดจะลุกขึ้นยืนก่อนถาม หลินตงมองน้องชายอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยน นิ้วที่กุมฝักดาบคลายออกทีละนิ้ว แล้วนางถอนหายใจออกเบาๆ พับขาลงนั่งบนหินข้างทาง ดาบวางพาดเข่า
"ลมปราณ คือพลังงานที่ไหลเวียนในร่างกายของทุกสิ่งมีชีวิต คนธรรมดาก็มี เพียงแต่มันเงียบ ไม่ตื่น เหมือนน้ำในบ่อที่ไม่มีลม ผู้ฝึกยุทธ์คือคนที่เรียนรู้จะปลุกมันขึ้นมา"
หลินเย่นั่งลงตรงข้าม
"แล้วขั้นหนึ่งหมายความว่าอะไร"
"ระดับขั้นของผู้ฝึกแบ่งเป็สี่ขอบเขตหลัก" หลินตงยกนิ้วขึ้นนับ "รวมลมปราณ หลอมรวมปราณ สร้างแก่นลมปราณ และก่อกำเนิด แต่ละขอบเขตมีเก้าขั้นรวมลมปราณคือจุดเริ่มต้น ขั้นหนึ่งคือการรู้สึกถึงลมปราณครั้งแรก ขั้นเก้าคือควบคุมได้ดั่งใจนึก"
"แรงหมัดของข้าเมื่อครู่ มาจากลมปราณหรือ"
"ใช่" หลินตงพยักหน้า "แต่เ้าไม่รู้ตัวว่ากำลังใช้มัน ลมปราณของเ้าตื่นแล้ว เพียงยังไม่อยู่ในมือเ้า มันเหมือนม้าที่วิ่งได้แต่ยังไม่มีบังเหียน"
หลินเย่เงียบไปครู่หนึ่ง การที่เขาก้าวถึงขั้นหนึ่งได้เมื่อคืน ส่วนหนึ่งคงเป็เพราะสมุนไพรสีแดงต้นนั้น ทว่าเื่นั้นเขาไม่พูด
"เ้าเริ่มฝึกมาได้นานเพียงใด" หลินตงถาม
"สี่เดือน" หลินเย่ตอบ "เดินข้ามูเาทุกวัน แบกน้ำทุกเช้า และใช้ท่าพื้นฐานที่ท่านพี่สอนไว้ครั้งสุดท้าย"
หลินตงจ้องหน้าน้องนานกว่าปกติ
"เ้ารู้หรือไม่ว่าเด็กสายรองส่วนใหญ่ใช้เวลากี่เดือนกว่าจะรู้สึกถึงลมปราณครั้งแรก"
หลินเย่ส่ายหัว
"หนึ่งปี หากมีคนสอน" หลินตงหยุดครู่หนึ่ง "สองปี หากต้องหาทางเองเหมือนเ้า"
ความเงียบแผ่ออกระหว่างทั้งสอง นิ้วของหลินเย่กดลงบนเข่าเบาๆ โดยไม่รู้ตัว
"วันนี้ข้าจะไม่ปล่อยให้เ้าไปเก็บสมุนไพร"
หลินตงยืนขึ้นดาบเลื่อนกลับเข้าฝักด้วยเสียงเบาๆ
"มีสิ่งที่สำคัญกว่าที่ต้องทำ"
นางเดินไปที่พื้นที่โล่งข้างกำแพง กวักมือเรียกหลินเย่ให้ตามไป
"ยืนตรง เท้าห่างกันเท่าไหล่ หายใจออกช้าๆ"
หลินเย่ทำตามที่นางสั่ง
"ตอนนี้หลับตาลง อย่าคิดอะไร แค่รู้สึกถึงจุดที่อยู่ต่ำกว่าสะดือสองนิ้ว"
ลมเช้าพัดผ่าน เสียงในซอยรอบข้างเริ่มมีชีวิตขึ้นตามแสงที่ส่งขึ้นเสียงถังน้ำกระทบขอบบ่อ เสียงประตูไม้ที่ถูกผลักเปิด ทว่าหลินเย่ไม่ได้ยินสิ่งเ่าั้ เขาหายใจออกแล้วหายใจเข้าช้าๆ พยายามรู้สึกถึงจุดที่นางพูดถึงตอนแรกมันว่างเปล่า ไม่นานก็มีความหนักแน่นเงียบๆ ก่อตัวขึ้นในที่ลึกกว่าเนื้อหนัง ราวกับก้อนหินที่จมอยู่ใต้ผิวน้ำ อยู่ที่นั่นมาตลอดแต่ไม่เคยถูกสังเกต
"เ้าเจอมันแล้ว" หลินตงพูดเบาๆ
หลินเย่พยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่ลืมตา
"นั่นคือจุดตันเถียน ที่พักของลมปราณ ทุกครั้งที่ฝึก ทุกครั้งที่หายใจถูกต้องลมปราณจะกลับมารวมที่นั่น เมื่อสะสมมากพอมันจะเริ่มไหลออกตามเส้นลมปราณเอง เหมือนน้ำที่สะสมจนล้นขอบบ่อ"
"แล้วข้าจะควบคุมมันได้อย่างไร"
"ด้วยเจตจำนง" หลินตงตอบ "ไม่ใช่กำลัง ไม่ใช่สมาธิ หากแต่เจตจำนง เ้าต้องบอกให้มันเคลื่อนไหว และมันจะเคลื่อนไหว แต่ต้องฝึกจนร่างกายจำได้ก่อนความเข้าใจในหัวไม่พอ"
หลินเย่ลืมตาขึ้น
"ท่านพี่รู้ทั้งหมดนี้มาั้แ่เมื่อไร"
หลินตงหยุดไปครู่หนึ่ง สายตาเลื่อนลงไปที่ดาบบนมือตัวเองแทนที่จะมองน้องชาย
"ั้แ่อายุสิบปี บิดาของเ้าสอนข้า" เสียงหยุดชั่วขณะ "เขาเป็ครูที่ดีที่สุดที่ข้าเคยมี"
หลินเย่ไม่ถามต่อ หลินตงไม่อธิบายเพิ่ม บิดาที่แทบไร้ภาพในความทรงจำกลับเป็คนที่สอนพี่สาวมาทั้งหมดนี้
"วันนี้ข้ามีเวลาจนถึงเที่ยง" หลินตงกล่าวขึ้นเสียงกลับมาเป็ปกติ "ข้าจะสอนให้เ้าเข้าใจสามอย่าง วิธีรู้สึกถึงลมปราณอย่างตั้งใจ วิธีหายใจที่ถูกต้องระหว่างฝึกกาย และท่ายืนพื้นฐานที่จะทำให้ทุกอย่างที่เ้าฝึกมาสี่เดือนได้ผลยิ่งขึ้นอีกเท่าตัว"
"เพียงสามอย่าง... จะพอหรือ"
หลินตงมองน้องชายครู่หนึ่ง แล้วเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย รอยยิ้มที่หายไปเร็วกว่าที่ปรากฏ
"อย่าดูเบาสามอย่างนี้เชียว แม้ดูน้อย แต่หากเข้าใจถ่องแท้ มันจะเปลี่ยนวิธีฝึกของเ้าไปตลอด"
หลินเย่พยักหน้ารับ
ครึ่งเช้าที่เหลือผ่านไปในความเงียบ หลินตงสอนโดยแทบไม่พูด นางทำให้ดูก่อน แล้วปล่อยให้หลินเย่ลองทำเอง เมื่อผิดก็แก้ด้วยมือ ดีดนิ้ว หรือดึงท่าทางให้ถูกโดยตรง ไม่มีการอธิบายซ้ำ ในสิ่งที่ทำให้ดูไปแล้วหลินเย่เ็ปอยู่หลายครั้งไม่ใช่เพราะหลินตงรุนแรง หากเพราะท่าทางที่ถูกต้องใช้กล้ามเนื้อในมุมที่ไม่เคยใช้มาก่อน และกระดูกที่ยังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงจากคืนที่ผ่านมาก็ยังไม่นิ่งสนิท กระนั้นเขาไม่หยุด ทุกครั้งที่เจ็บแล้วทำต่อ เขารู้สึกได้ว่ามีบางอย่างในร่างกายกำลังเรียนรู้ กล้ามเนื้อจำได้เร็วกว่าที่เขาคาดไว้มาก
"ดีขึ้น" หลินตงพูดสั้นๆ ครั้งหนึ่ง
แดดขยับสูงขึ้นเงาสั้นลงจนหดอยู่ใต้ฝ่าเท้า เมื่อหลินตงยืนตรงและปัดฝุ่นออกจากชายเสื้อ หลินเย่ก็รู้ว่าบทเรียนเช้านี้จบแล้ว
"ข้าจะอยู่ได้สามวัน"
หลินตงหันมามองน้อง เสียงเรียบ ไม่มีการเน้นคำใดเป็พิเศษ
"หลังจากนั้นต้องกลับไปที่กรม"
หลินเย่พยักหน้าตอบ
"เช้าและเย็นข้าจะมาสอน กลางวันเ้าทำภารกิจตามปกติได้ อย่าเสียรายได้เพราะข้า"
"ข้าเข้าใจขอรับ"
หลินตงจ้องหน้าน้องอีกครั้งแววตาที่ปกติเฉียบคมคราวนี้อ่อนลงชั่วครู่ ก่อนจะถูกเก็บกลับ
"หลินเย่" นางพูดเบาๆ "ข้าไม่ได้มาบ่อย และแต่ละครั้งก็อยู่ได้ไม่นาน ทว่าทุกอย่างที่ข้ารู้ ข้าจะถ่ายทอดให้ได้มากที่สุดเท่าที่เวลาจะเอื้อ เ้าเพียงต้องรับมันให้ได้ทัน"
หลินเย่เงยหน้าขึ้นมองพี่สาว ในสายตาของหลินตงไม่มีความสงสาร มีเพียงความจริงจังของคนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะทำอะไรและทำอย่างไร
"ข้าจะตั้งใจฝึก"
หลินตงพยักหน้าครั้งเดียว แล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับ หลินเย่มองดูจนร่างของพี่สาวเลี้ยวลับหายไปพ้นปากซอย หน้าผากยังปวดตุบอยู่จากที่ถูกดีดสามวัน มันน้อยเกินไปเสมอ
เขาหยิบตะกร้าสานขึ้นสะพายบ่า แล้วเดินออกไป