คลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี)

    เศษเสี้ยวของความจริง

    ศรีนิล แมวดำผู้สง่างามเดินออกมาจากประตูมิติเงา ท่วงท่าของมันเปี่ยมไปด้วยอำนาจ

    ตามมาด้วยปลาเผาที่กระโดดลงจากคานไม้ ทั้งคู่ไม่ได้มาในฐานะสัตว์เลี้ยงที่น่าเอ็นดู

    แต่มาในฐานะ 'ขุนพล' ที่แผ่ไอสังหารออกมาจนเหล่านักล่าต้องกระชับอาวุธด้วยความลนลาน

    “พวกเจ้ามาก็ดีแล้ว ศรีนิล!” 

    สัตยาชักดาบออกมากระแทกโล่ 

    “บอกมาว่าใครเป็นคนประหารพวกนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต!”

    “ข้านี่ล่ะ...” 

    ศรีนิลเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังจนความเข้มข้นของพลังเวทในอากาศทำให้คนรอบข้างหายใจติดขัด 

    “ข้าเป็นคนปลิดชีพขยะพวกนี้ด้วยกรงเล็บของข้าเอง”

    มามาเลดคาบซองเอกสารหนังใบหนึ่งมาโยนลงตรงหน้าสัตยา 

    “และนี่คือเหตุผล... หลักฐานการค้าทาสอาคม รายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐที่รับสินบน และแผนการลักพาตัวเด็กสาวที่จะเกิดขึ้นพรุ่งนี้ ถ้าพวกข้าไม่ชิงลงมือก่อน คืนนี้คงมีคนต้องเสียใจอีกนับร้อย กฎหมายของพวกเจ้ามันช้าเกินไปสำหรับชีวิตคนที่กำลังจะเสียไป”

    สัตยาเปิดเอกสารอ่านด้วยมือที่สั่นเทา แววตาของเขาไหววูบไปชั่วครู่ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวด้วยศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ 

    “ถึงพวกมันจะชั่วแค่ไหน แต่พวกเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ใช้กฎหมู่! การกระทำของพวกเจ้ามันลบหลู่เกียรติของระบบยุติธรรมที่พวกเราพยายามสร้างขึ้นมา! งั้นข้าคงต้องขอจับกุมพวกเจ้าทั้งคู่ ในข้อหาฆาตกรรมและแทรกแซงกิจการภายในของมนุษย์!”

    “หยุดเดี๋ยวนี้!” 

    อคินตะโกนแทรกขึ้นมา เขาเรียกดาบออกมาถือไว้มั่น 

    “เราเป็นพวกเดียวกันไม่ใช่เหรอ! ทำไมต้องมาฆ่ากันเองเพราะเรื่องของพวกคนชั่วด้วย!”

    ศรีนิลเหลือบมองอคินด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา 

    มันเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและความลับที่ถูกปิดตายราวกับมองดูเด็กน้อยที่ยังไม่รู้จักโลกความจริง 

    “ไม่ต้องเสียแรงสู้กันให้เหนื่อยหรอกสัตยา... ในเมื่อเจ้าอยากใช้กฎหมายนัก งั้นก็ไปคุยกันต่อหน้า 'ท่านปกป้อง' ให้ท่านเป็นคนตัดสิน”

    สิ้นคำพูด หมอกควันสีดำสนิทแผ่กระจายออกมาจากใต้เท้าของแมวทั้งสอง 

    ร่างของศรีนิล มามาเลด ปลาเผา และสัตยาพร้อมกลุ่มนักรบหายวับไปกับตาด้วยสกิลเคลื่อนย้ายมิติที่รวดเร็วเกินกว่าที่อคินจะคว้าไว้ได้

    ทิ้งให้อคินยืนอยู่ท่ามกลางซากศพและความเงียบงันที่น่าขนลุก พร้อมกับโบ้และบัวลอยที่ยังคงจ้องมองความว่างเปล่านั้น

    “เอ่อ... ระบบ? พวกเขาหายไปไหนกันหมด?” 

    อคินถามอย่างมึนงง

     

    [...ไปเคลียร์ปัญหาของผู้ใหญ่ล่ะมั้ง อคิน เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก... ลาดตระเวนต่อเถอะ หน้าที่ของเจ้ายังไม่จบ]

     

    อคินถอนหายใจยาว ความเหนื่อยล้าทางจิตใจเริ่มกัดกินเขา 

    เขาเริ่มก้าวเดินต่อไปในเงามืดของเมืองปราจีนบุรี ท่ามกลางคำถามที่ไม่มีคำตอบ 

    และความรู้สึกว่า ‘ร่างกาย’ นี้เริ่มไม่ใช่ของเขามากขึ้นทุกที

     

     

    [22 มิถุนายน] 

    ณ โรงเตี๊ยมเหรียญทอง เมืองปราจีนบุรี

    ติ๊ง!

    เสียงสัญญาณสังเคราะห์นุ่มนวลทว่าทรงอำนาจดังก้องขึ้นในช่องว่างระหว่างความคิด 

    ปลุกสติของอคินให้กระชากกลับมาจากนิทราอันดำมืดที่ไร้ซึ่งความฝัน มันไม่ใช่การตื่นจากการนอนหลับพักผ่อน 

    แต่เหมือนการถูก ‘รีบูต’ ระบบขึ้นใหม่จากความว่างเปล่า

    อคินดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงไม้ สายตากวาดมองรอบห้องโดยสัญชาตญาณระแวดระวัง 

    สิ่งแรกที่เขาเห็นไม่ใช่ศัตรู แต่เป็น มามาเลด แมวส้มขนฟูที่นั่งขัดสมาธิเลียอุ้งเท้าอยู่อย่างสบายอารมณ์บนโต๊ะไม้กลางห้อง

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 07:59:59] 

    [ขณะนี้เวลา 19:00 น. ของวันที่ 22 มิถุนายน]

     

    “ตื่นแล้วรึเจ้าอัศวิน” 

    มามาเลดหยุดเลียขน หันมามองอคินด้วยดวงตาสีอำพันที่สะท้อนแสงไฟจางๆ 

    “ไม่ต้องทำหน้าเหมือนเห็นผีหรอก เรื่องเมื่อคืนน่ะเคลียร์จบแล้ว ท่านปกป้องตัดสินอภัยโทษให้พวกเรา เพราะหลักฐานในซองหนังนั่นมันหนักแน่นพอ แต่เขาก็ฝากคำเตือนมาด้วย... อย่าได้ไป ‘พิพากษา’ ใครตามใจชอบอีก ไม่อย่างนั้นคุกอาคมของเมืองนี้คงยินดีต้อนรับเจ้าเป็นพิเศษ”

    อคินพ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ทว่าความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในฐานะอัศวินยังคงรบกวนจิตใจ 

    “แล้วคุณสัตยาล่ะ? เขาคงโกรธฉันมาก...”

    “ไม่มีเวลาให้เจ้าไปขอโทษขอโพยหรอกอคิน” 

    มามาเลดลดเสียงลง น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจัง 

    “เกิดเหตุด่วนที่แนวชายแดน พวกเชลยกัมพูชาที่ถูกกักตัวไว้เกิดคลุ้มคลั่งบุกโจมตี ‘ราชาโทรลล์’ จนสถานการณ์มันบานปลายเกินจะควบคุม ตอนนี้ท่านเพทายและท่านปกป้องต้องรีบยกทัพไปสมทบด่วนที่สุด”

    อคินชะงักมือที่กำลังจะหยิบเกราะอก แววตาของเขาวูบไหว 

    “สงครามงั้นเหรอ? แล้วฉันล่ะ...”

    “เจ้ามีหน้าที่สำคัญกว่านั้น” 

    แมวส้มกระโดดลงจากโต๊ะ เดินนวยนาดมาหยุดที่ปลายเตียง 

    “หัวหน้าหน่วยผู้พิทักษ์รัตติกาลอย่างข้าต้องไปเฝ้าระวังที่ชลบุรี ส่วนเจ้า... คืนนี้ทำหน้าที่เดิม ลาดตระเวนเมืองปราจีนบุรี แต่อย่าได้เผลอฆ่าใครเข้าล่ะ เจอกลุ่มคนร้ายก็แค่จัดการให้หมอบ แล้วส่งต่อให้หน่วยสันติบาลที่ยังหลงเหลืออยู่จัดการตามกฎหมายมนุษย์ของเจ้าเสีย”

    อคินพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น 

    “ฉันจะระวัง... ขอบคุณนะมามาเลด”

    เขาลุกขึ้นแต่งกายด้วยความชำนาญ มือหนาหยิบชิ้นส่วนเกราะสีขาวบริสุทธิ์มาสวมทับชุดพนักงานออฟฟิศที่ดูขัดตา 

    ทว่าในขณะที่เขากำลังรัดสายหนังเข้ากับตัว 

    อคินกลับรู้สึกแปลกใจ... เกราะเหล็กเหล่านี้หนักไม่ต่ำกว่าสามสิบกิโลกรัม 

    แต่มันกลับเบาราวกับเป็นเพียงเศษกระดาษที่วางทับบนร่างกาย 

    เขาไม่ได้รู้สึกถึงแรงกดทับที่บ่า หรือความอึดอัดของโลหะที่รัดรึงผิวหนัง 

    มีเพียงความว่างเปล่าที่เชื่อมต่อกันระหว่างเขากับอุปกรณ์สังหารเหล่านี้

    ...

    [22:00 น.]

    บรรยากาศยามราตรีของเมืองปราจีนบุรีคืนนี้วังเวงยิ่งกว่าที่เคยเป็น 

    ถนนที่เคยคลาคล่ำด้วยผู้รอดชีวิตกลับเงียบสงัด 

    แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนชุดเกราะขาวของอคินจนดูราวกับเขากำลังเรืองแสง 

    ทว่าอคินกลับมีความรู้สึกประหลาด... เขามองดูเงาของตัวเองที่ทอดไปบนกำแพง 

    แสงจันทร์นั้นดูเหมือนจะลอดผ่านตัวเขาไปอย่างเบาบาง ราวกับร่างกายของเขาสูญเสียความหนาแน่นไปทีละน้อย

    “โบ้ บัวลอย... คืนนี้เราจะทำงานกันแบบ ‘อัศวินรัตติกาล’ จริงๆ” 

    เขาหันไปสั่งสหายร่วมรบ

    ที่ตรอกหลังตลาดเก่า เสียงชะแลงเหล็กงัดกับกลอนประตูดัง แกรก...แกรก... 

    ท่ามกลางความเงียบ กลุ่มหัวขโมยสามคนกำลังพยายามพังร้านขายของชำ 

    พวกมันไม่ได้สังเกตเห็นเงาร่างหนึ่งที่ยืนนิ่งอยู่บนยอดตึกสูงเหนือหัว

    อคินจ้องมองลงไปจากที่สูง แววตาของเขาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง ในใจไม่มีความโกรธแค้น 

    มีเพียงความต้องการที่จะรักษาความสงบสุข เขาไม่ต้องการให้เกิดการสังหารหมู่เหมือนเมื่อคืน... 

    เขาต้องการพิสูจน์ให้สัตยาเห็นว่าเขาคือ ‘อัศวิน’ ไม่ใช่ ‘เพชฌฆาต’

    เขาสะบัดมือเรียก [คลังสรรพาวุธ] ออกมา ทว่าครั้งนี้เขาไม่ได้หยิบดาบแสงพฤกษา 

    แต่กลับหยิบ ‘ก้อนหิน’ ขนาดพอดีคำออกมาจากมิติที่บิดเบี้ยว

    อคินปรับลมหายใจ

    เขารวบรวมพลังเวทไว้ที่ปลายนิ้ว ก่อนจะใช้พละกำลังของอัศวินระดับสูง ‘ดีด’ ก้อนหินออกไปดุจกระสุนปืน

    พลั่ก! 

    “โอ๊ย!” 

    หนึ่งในหัวขโมยร้องลั่นพร้อมกับทำชะแลงหลุดมือ 

    หลังมือของมันบวมช้ำในทันทีด้วยความแม่นยำระดับมิลลิเมตร

    “ใครน่ะ! ออกมานะโว้ย!” 

    พวกมันหันขวับมองรอบตัวด้วยความขวัญเสีย แต่กลับพบเพียงเงามืดที่ว่างเปล่า

    ทันใดนั้น เสียงเล็บโลหะที่ครูดไปกับผนังคอนกรีตก็ดังขึ้น ครืด...ครืด... 

    เสียงนั้นเสียดแทงประสาทจนพวกมันขนลุกซู่ 

    โบ้ที่เคลือบกรงเล็บเหล็กไหลกำลังร่ายรำอยู่ในเงามืด 

    สร้างความหวาดกลัวเชิงจิตวิทยาตามแผนที่อคินวางไว้

    ขณะที่พวกโจรกำลังเสียสมาธิ บัวลอยก็ลอยตัวลงมาอย่างเงียบเชียบดุจวิญญาณ 

    สะบัดปล่อยละอองเรืองแสงสีม่วงอ่อนจางๆ ลงสู่พื้นดิน มันคือ 'ละอองนิทรา' ยาสลบที่บัวลอยคิดค้นขึ้นมาเอง

    เพียงไม่กี่อึดใจ กลุ่มโจรที่เคยเหิมเกริมก็เริ่มคอตก 

    ร่างกายสั่นเทาก่อนจะล้มพับลงไปสลบเหมือดกองกับพื้นทีละคน โดยที่อคินไม่ต้องออกแรงชักดาบเสียด้วยซ้ำ

    อคินกระโดดลงจากยอดตึก การตกจากความสูงเกือบสิบเมตรไม่ได้ทำให้เขารู้สึกถึงแรงกระแทกที่หัวเข่าเลยแม้แต่น้อย 

    เขายืนนิ่งมองผลงานของทีมด้วยความพอใจ 

    ก่อนจะหยิบโน้ตที่เขียนเตรียมไว้มาแปะบนอกของหัวหน้ากลุ่มโจรที่ถูกมัดด้วยเชือกที่อาบยาชาเอาไว้

    'ฝากจัดการตามกฎหมายด้วย - อัศวินรัตติกาล'

    ‘แบบนี้ก็ไม่เลวนะระบบ... ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ แต่ยังคงความยุติธรรมไว้ได้’ 

    อคินคิดในใจพลางลูบหัวโบ้ที่เดินเข้ามาคลอเคลีย

     

    [...เป็นอัศวินสายซุ่มยิงงั้นเหรอ? ก็น่าสนใจดีนะอคิน... เจ้าเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้ ‘เงา’ ให้เป็นประโยชน์แล้ว...] 

     

    หน้าต่างระบบสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะแสดงผลต่อ 

     

    [...แต่อย่าลืมล่ะ สงครามจริงๆ น่ะ มันซ่อนตัวตลอดไปไม่ได้หรอก เมื่อถึงเวลาที่แสงสว่างเข้าไม่ถึง... เจ้าต้องเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะจมดิ่งลงไปในความมืดแค่ไหน]

     

    อคินขมวดคิ้วกับคำเตือนที่ดูมีเลศนัยของระบบ แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจและก้าวเดินต่อไปในเงามืดของเมืองปราจีนบุรี 

    เขาเริ่มรู้สึกชอบความเงียบงันแบบนี้ ความเงียบที่ไม่มีเสียงหัวใจเต้นของเขามาคอยรบกวนสมาธิ... 

    โดยที่เขาไม่เฉลียวใจเลยสักนิดว่า นั่นคือสัญญาณของการดับสูญที่ชัดเจนที่สุด

     

     

    [25 มิถุนายน | 19:00 น.]

    หลายวันต่อมา

    ณ โรงเตี๊ยมเหรียญทอง

    อคินลืมตาขึ้นมาอีกครั้งพร้อมเสียงกระดิ่งที่คอของมามาเลด 

    แมวส้มกระโดดขึ้นมาบนเตียงไม้ที่เขานอนนิ่งราวกับท่อนไม้มาตลอดหลายวัน

    “ตื่นแล้วรึเจ้าอัศวิน” 

    มามาเลดเอ่ยพลางเลียขนอย่างใจเย็น 

    “สงครามที่ชายแดนจบลงแล้ว ท่านเพทายกำราบราชาโทรลล์ได้สำเร็จ พรุ่งนี้ทีมสันติบาลจะกลับมาประจำการแทนเจ้าแล้วล่ะ”

    อคินยิ้มกว้างด้วยความโล่งใจ 

    “ดีจัง... ฉันเตรียมรายงานสรุปการพบเห็นการกระทำผิดไว้หมดแล้ว”

    คืนนั้น อคินไม่ได้ออกลาดตระเวน เขาลงมาที่โถงล่างเพื่อร่วมมื้ออาหารฉลองชัยชนะที่ป้าเม้ยจัดเตรียมไว้ให้ 

    ศรีนิลในชุดคลุมจอมเวทนั่งรออยู่ด้วยท่าทีนิ่งสงบ 

    บนโต๊ะมีทั้งซุปเนื้อสมุนไพรและปลาทอดที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งจนทั่วทั้งห้อง

    อคินตักซุปเนื้อเข้าปาก... รสชาติของมันช่างกลมกล่อม... หรืออย่างน้อยสมองของเขาก็บอกว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้น

    เขามองดูไอน้ำที่ลอยพุ่งขึ้นมาจากถ้วยซุปที่ร้อนจัด 

    แต่เมื่อของเหลวนั้นสัมผัสกับลิ้น เขากลับไม่รู้สึกถึงความร้อนที่ควรจะลวกลวกปาก ไม่รู้สึกถึงความเหนียวของเนื้อที่เคี้ยวอยู่ 

    มีเพียงความทรงจำในอดีตที่คอยย้ำเตือนว่า ‘รสชาตินี้คือความอร่อย’ 

    เขาเคี้ยวและกลืนมันลงไปเพียงเพื่อทำตามบทบาทของคนมีชีวิต โดยไม่รู้สึกถึงความอิ่มที่ควรจะดันที่กระเพาะอาหารเลยแม้แต่น้อย

    “อคิน... ข้ามีเรื่องต้องเตือนเจ้า” 

    ศรีนิลเอ่ยเสียงต่ำ แววตาของมันสะท้อนแสงไฟในโถงดูน่าเกรงขาม 

    “ตอนนี้พวกมนุษย์มองสัตว์และแคลนอะนีมาเนียในทางที่ไม่ดีนัก อคติมันฝังรากลึกกว่ากฎหมายนัก... เจ้าเองก็ต้องระวังตัว เพราะในสายตาพวกเขา เจ้าเองก็เป็นตัวตนที่ 'ไม่ปกติ' เหมือนกับพวกเรา”

    อคินขมวดคิ้ว มือที่ถือช้อนสั่นเทาเล็กน้อย 

    “แต่พวกเราช่วยพวกเขานะ...”

    “คนเรามักจะกลัวสิ่งที่ดูต่างจากตัวเองเสมออคิน” 

    ศรีนิลทอดถอนใจ 

    “บางทีมนุษย์ยังไว้ใจมนุษย์ที่เป็นโจร มากกว่าไว้ใจเสือที่เป็นตำรวจเสียอีก”

    คำพูดนั้นทิ้งน้ำหนักมหาศาลไว้ในใจของอคิน หลังจากสหายสัตว์เลี้ยงขอตัวลาไป 

    เขากลับขึ้นมาบนห้องพัก นั่งลงที่โต๊ะไม้ริมหน้าต่าง แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนสมุดบันทึกที่เขาใช้เวลาเขียนนานหลายชั่วโมง

    เขามองมือตัวเองที่เริ่มด้านชา รายงานการลาดตระเวนถูกเขียนไว้อย่างละเอียด 

    ทั้งจุดบอดของการป้องกันและตำแหน่งของศัตรู 

    แต่ขณะที่เขากำลังจะปิดสมุด ความคิดหนึ่งกลับพุ่งขึ้นมาในหัว

    ‘ทำไมมนุษย์ถึงต้องกลัวสิ่งที่ดูแตกต่างจากตัวเองด้วยนะ?’

    นั่นคือคำถามสุดท้ายที่ดังก้องอยู่ในหัว 

    ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลงในเวลาตีสาม

    คล้ายกับเรื่องคลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน