บทที่ 20 ร้านยาเซิ่งฟาง
"อ๊ะ" หลี่เก๋อเฟยยังไม่ทันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ถูกชนเข้าอย่างจัง พอเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นใบหน้าอันงดงามเหนือใครของสามี รูปหน้าคมสัน ดวงตาเป็ประกายราวกับดอกท้อ คิ้วโค้งดั่งใบหลิว ริมฝีปากแดงราวกับทาชาด ดูแล้วช่างเป็บุรุษที่สง่างามยิ่งนัก
ความเ็ปก็หายไปหมด ได้แต่มองผู้เป็สามีอย่างหลงใหล
ซูจิ่งหยางถูกมองนาน ๆ เข้ากลับรู้สึกเขินอาย ใบหน้าแดงก่ำขึ้นอีก ยิ่งทำให้ซูจิ่งหยางดูเหมือนบัณฑิตน้อยผิวขาวปากแดง
[ติ๊ง! ปลุกเร้าให้สามีหน้าแดงสำเร็จ ได้รับคะแนนเพิ่ม 5 แต้ม]
ว้าว ที่แท้ก็แค่ทำให้ซูจิ่งหยางหน้าแดงก็ได้แล้วหรือ คิดในใจ ระบบนี่ก็ใช้ได้เหมือนกันนะ ถ้าสะสมคะแนนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ก็เหมือนเก็บเงินบนพื้นชัด ๆ
หลี่เก๋อเฟยพอได้ยินว่าได้คะแนนเพิ่ม ตาก็ยิ่งเป็ประกาย จ้องมองไปที่ซูจิ่งหยางตาไม่กะพริบ
ซูจิ่งหยางเห็นหลี่เก๋อเฟยเป็แบบนี้ก็ไม่อายแล้ว นางยังไม่รู้จะขยับตัวออกจากอ้อมกอดของเขาอีก ซูจิ่งหยางก็ไม่รู้จะทำยังไงดี
"แค่ก แค่ก แค่ก..." สุดท้ายคนขายข้าง ๆ ที่มองดูอยู่ก็ทนไม่ไหว บุรุษหนุ่มรูปงามขนาดนี้ ไปแต่งงานกับสตรีอ้วนขนาดนี้ได้อย่างไร อีกทั้งยังมาแสดงความรักกันกลางถนนอีก ช่างน่าเบื่อจริง ๆ เห็นทั้งสองไม่ขยับเขยื้อนสักที จึงแกล้งไอขึ้นมาสองสามที
หลี่เก๋อเฟยได้ยินเสียงไอของคนขายถังหูลู่ ถึงได้นึกขึ้นได้ว่ายังอยู่กลางถนนอยู่เลย ไม่ดีแล้ว อ๊ะ หลี่เก๋อเฟยรีบเงยหน้าขึ้น แล้วผละออกจากอ้อมกอดของซูจิ่งหยาง
แต่หลี่เก๋อเฟยก็ยังคิดอยู่ว่า นางไม่ขาดทุนจริง ๆ ที่ได้แต่งงานกับสามีที่หล่อเหลาเช่นนี้ เมื่อครู่ที่ชนกันนั้น ยังได้จับกล้ามเนื้อของสามีอีกต่างหาก ฮ่า ๆ ๆ… ทั้งที่หล่อแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะเป็หนุ่มกล้ามใหญ่ด้วย ฮ่า ๆ ๆ... ครั้งนี้ได้กำไรจริง ๆ กล้ามเนื้อไม่เลว ครั้งหน้าต้องจับให้ดี ๆ ซะหน่อย
[โปรดหยุดความคิดเ่าั้ของนายหญิงเ้าค่ะ...]
‘อะไรของเ้ากันเนี่ย ข้าเพียงคิดถึงสามีของข้าเองก็ยังไม่ได้อีกหรือ’
ระบบ [...]
‘เหอะ ไม่ยอมให้คนอื่นมีความสุขก็เ้านี่แหละ’ คิดในใจแล้วก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตา
คนขายถังหูลู่เห็นแล้วก็คิดว่ากลอกตาใส่ตัวเอง รู้สึกเบื่อหน่ายใจยิ่งนัก ตัวเองเตือนด้วยความหวังดี แต่กลับโดนกลอกตาใส่
"ฮูหยินถึงแล้ว ท่านดูสิ ที่นี่แหละร้านยาเซิ่งฟาง ที่นี่มีขุนนางใหญ่โตมากมายมาซื้อยา ท่านไปดูสิ ต้องมียาที่ท่าน้าซื้ออย่างแน่นอน"
ขณะที่พูด คนขายถังหูลู่ก็ชี้ไปที่ป้ายร้านยาเซิ่งฟาง
หลี่เก๋อเฟยมองตามไป พอดีเห็นรถม้าหลายคันจอดอยู่หน้าร้าน ตัวรม้าใช้ผ้าไหมหลินลัว ถ้าเอาไปใช้ในชนบทคงมีไม่กี่บ้านที่ใช้ได้ ม้าก็เป็ม้าพันธุ์ดี
มองอีกที ก็เห็นสาวใช้ประคองผู้เป็นายลงจากรถม้า ผ้าไหมที่หญิงผู้นั้นสวมใส่ก็เป็ของชั้นหนึ่ง แม้จะมองไม่เห็นลวดลายปัก แต่เมื่อมองลวดลายจากระยะไกลก็รู้สึกว่าดูมีราคา ยังมีกำไลที่มือ ต่างหู ปิ่นทองที่ศีรษะ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็ภรรยาของตระกูลที่ร่ำรวย
ผู้คนที่เข้าออกก็ล้วนแต่งกายด้วยผ้าไหมหลินลัว มองดูตึกนั้นก็ดูโอ่อ่ากว่าตึกรอบข้าง คงไม่ธรรมดา น่าจะเป็ร้านยาที่ดีที่สุดในเมืองหลวงแล้ว
หลี่เก๋อเฟยคิดไปพลางพยักหน้าไปพลาง แล้วพูดว่า "อืม ดีจริง ๆ ไปได้แล้ว"
"ขอรับ" คนขายถังหูลู่พอได้ยินก็รีบเดินจากไปทันที กลัวว่าจะไปทำให้ฮูหยินผู้นี้ไม่พอใจ
หลี่เก๋อเฟยเห็นคนขายทำหน้าไม่ค่อยดี วิ่งหนีไปราวกับกระต่ายตื่นตูม
หลี่เก๋อเฟยในใจก็รู้สึกสิ้นหวัง ถ้าเป็ชาติก่อน นางเป็ถึงผู้จัดการใหญ่แห่งภูมิภาคตะวันออกของประเทศจีน เรียกใครมาทำงานก็ให้รางวัลไม่มีขาดตกบกพร่อง ถ้าไม่ใช่ตอนนี้นางยังจน นางจะต้องปาเงินใส่หน้าเขาแน่ ๆ ให้คนขายถังหูลู่ผู้นี้มาคลานคลอเคลียอยู่รอบ ๆ ตัวนางเหมือนสุนัข
ซูจิ่งหยางเห็นหลี่เก๋อเฟยก้มหน้าลง ยังคิดว่าภรรยาของตนใเพราะเห็นตึกใหญ่โตอลังการขนาดนี้ หรือไม่ก็กำลังกังวลว่าเงินของตนจะไม่พอซื้อยาสมุนไพรมารักษาบิดา
ซูจิ่งหยางจับมือป้อม ๆ ของหลี่เก๋อเฟยไว้โดยตรง มองหลี่เก๋อเฟยเหมือนตัดสินใจได้แล้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
"ไปกันเถอะ หากถึงขั้นนี้แล้วยังไม่มีโสมที่พวกเรา้า พวกเราก็คงหมดหนทางแล้ว แม้จะมาถึงแล้วก็ช่างเถอะ"
หลี่เก๋อเฟยมองซูจิ่งหยางที่มีสีหน้าเศร้าหมองเช่นนี้ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าเหมือนตนเองใกล้ชิดกับเขามากขึ้นเรื่อย ๆ
"จะไม่เป็อย่างนั้นหรอก ต้องมีแน่ ๆ ถึงจะไม่มี พวกเราก็ไปร้านขายยาอื่นได้ เมืองหลวงใหญ่ขนาดนี้ จะมีร้านขายยาเพียงร้านเดียวได้อย่างไร"
ยิ่งไปกว่านั้น ่นี้นางได้สะสมคะแนนไว้มากมาย น่าจะมีวิธีอื่นที่จะช่วยบิดาของซูจิ่งหยางได้
แน่นอนว่าหลี่เก๋อเฟยไม่ได้พูดประโยคหลังนี้ออกมา แต่ในใจของนางได้ตัดสินใจแล้ว
"ไปกันเถอะ"
ซูจิ่งหยางจูงมือหลี่เก๋อเฟยเดินเข้าไปในร้านขายยาอย่างช้า ๆ
ลูกจ้างในร้านขายยาคุ้นเคยกับขุนนางชั้นสูง เพียงแค่มองจากเสื้อผ้าก็รู้ว่าขุนนางเหล่านี้มียศตำแหน่งอะไร และรู้ว่าควรต้อนรับภรรยาของขุนนางเหล่านี้อย่างไร
ลูกจ้างในร้านมองไปที่ประตูก็เห็นหลี่เก๋อเฟยและซูจิ่งหยาง แม้ว่าจะแต่งตัวดูดี แต่เมื่อเทียบกับลวดลายบนเสื้อผ้าของภรรยาขุนนางแล้ว ก็รู้ว่าเป็แค่ผู้คนธรรมดา
แน่นอนว่าในร้านขายยาที่ใหญ่โต มีลูกจ้างในร้านมากมาย แต่ไม่มีใครสนใจหลี่เก๋อเฟยและซูจิ่งหยางเลยแม้แต่คนเดียว
ซูจิ่งหยางรู้ดีว่าลูกจ้างในร้านเหล่านี้ล้วนแต่เห็นแก่เงิน เขาไม่มีทางเลือก ตนเองโดนดูถูกก็ช่างมัน ขอแค่ช่วยชีวิตบิดาได้ก็พอ
หลี่เก๋อเฟยไม่พอใจ นางต่อสู้มาหลายปี ปีนขึ้นมาถึงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปก็เพื่อจะได้อวดอ้างและสั่งการคนที่ดูถูกตน ตอนนี้ถูกคนเมินเฉย หลี่เก๋อเฟยรู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกว่าการต่อสู้อย่างหนักมาครึ่งชีวิตกลายเป็ศูนย์ในชั่วข้ามคืน ลำบากเสียเปล่า
ซูจิ่งหยางไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าไม่พอใจของหลี่เก๋อเฟย ในตอนนี้ ความสนใจทั้งหมดอยู่กับลูกจ้างในร้านที่กำลังชั่งยาอยู่หน้าโต๊ะคิดเงิน
"น้องชาย ข้ามาจากที่ไกลโพ้น มาที่นี่เพื่อหาซื้อยา อยากถามว่าร้านยาของท่านมีโสมที่หนักเกินสามเหลียงและหลินจือชั้นดีหรือไม่?"
"ไม่มี" คนผู้นี้ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาด้วยซ้ำ และไม่ได้มองหน้าซูจิ่งหยางเลยสักนิด เอ่ยตอบกลับมาทันที
ซูจิ่งหยางรู้ดีว่านี่เป็เพราะลูกจ้างในร้านยามองว่าตนแต่งตัวไม่เหมือนคนรวยมาก ดูถูกตน คิดว่าตนจ่ายเงินไม่ไหว พลางถอนหายใจ ซูจิ่งหยางไม่กล้าทำอะไรคนผู้นี้ ได้แต่ประจบประแจง ถามอีกครั้งอย่างอ้อนวอน
"จริง ๆ แล้วไม่มีเหลือแล้วเหรอ?"
"ไม่มี ไม่มี ข้าบอกเ้าแล้วว่าไม่มี น่ารำคาญจริง ยังไม่รีบไปอีก อย่ามากีดขวางการค้าของร้านข้า"
ลูกจ้างคนเดิมยังคงไม่เงยหน้า พูดประโยคที่ฟังดูรำคาญใจนี้ออกมา ฟังจากน้ำเสียงแล้ว รู้สึกเหมือนซูจิ่งหยางเป็ขอทานจน ๆ ที่มานั่งขวางหน้าร้านคนอื่น
[ติ๊งต่อง นายหญิง ภารกิจย่อยพัฒนาต่อไปอีกขั้น ขอท่านโต้ตอบกลับไปยังลูกจ้างที่ดูถูกผู้อื่นด้วยเ้าค่ะ หากโต้ตอบสำเร็จ จะได้รับค่าประสบการณ์ 10 แต้ม!"
หลี่เก๋อเฟยผู้ที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ั้แ่แรก พอได้ยินว่าสามีของนางถูกรังแกเช่นนี้ ในใจก็โกรธจนแทบะเิอยู่แล้ว อยากจะเข้าไปต่อยคนเสียให้ได้ พอได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ราวกับฉีดเืไก่เข้าไปในตัว ด่ากลับไปทันที
หลี่เก๋อเฟยปล่อยมือจากซูจิ่งหยางทันที และตบหน้าอีกฝ่ายเข้าให้หนึ่งที