เธอตวัดสายตามองเขาอย่างอขุ่นขึ้งในขณะที่เดินกระแทกเท้าตรงไปยังรถสปอร์ตคันที่จอดอยู่ ดูสิ...บนถนนนั่นมีรถอยู่ออกเต็ม แต่ทำไมจะต้องเป็เขาด้วยเล่าที่หยุดรถลงเพื่อให้ความช่วยเหลือ? เธอเดินไปหยุดอยู่ตรงข้างรถซึ่งหลังคาต่ำเตี้ยซึ่งมิทช์ก็ตามเข้ามายืนอยู่ใกล้ ไม่น่าเชื่อว่าท่าทางเดินช้า ๆ ของเขาจะตามเธอมาได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
“รู้สึกว่าคุณจะต้องคอยให้น้องเข้าไปก่อนนะ”เขาพูดเสียงเบา “เพราะรู้สึกว่าจะเป็การง่ายกว่า ถ้าเขาจะปืนเข้าไปนั่งด้านใน โดยเฉพาะคุณนุ่งกระโปรงสั้นๆ อย่างนี้”
เธอได้แต่มองผ่านหน้าต่างกระจกเข้าไปดูที่นั่งในตอนหลังที่เขาพูดออกมาก็เป็ความจริงอยู่แม้จะน่าอึดอัดใจก็ตามทีซูซานไม่เข้าใจว่า ทำไมเขาจะขับรถที่มีที่นั่งทั้งหน้าทั้งหลังเต็มๆ สักหน่อยไม่ได้เลยหรือ เธอตวัดสายตามองไปทางน้องชายที่กำลังสาวเท้าตามมาติด ๆ แววในดวงตาของเกร๊กยามนี้เต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างเหลือแสนเมื่อเดินเข้ามาใกล้รถสปอร์ตคันนั้น
“เฟอรารี่ บ๊อกเซอร์เชียวหรือนี่?” เกร๊กผิวปากวืดไล้ฝ่ามือไปตามตัวถังอย่างทะนุถนอม
“สวยมากนะ เธอว่าไหม?” มิทช์ยิ้มให้อย่างเข้าใจ ขณะที่เปิดประตูรถออก
“เหลือเกินเลยละครับ” น้องชายของเธอสนองรับคำพูดของเขาอย่างรวดเร็วก่อนที่จะมุดเข้าไปนั่งในตอนหลัง
ซูซานเม้มปากแน่นขณะที่เลื่อนร่างเข้าไปนั่งเคียงคู่กับเขาเพ่งสายตามองตรงไปแต่ข้างหน้าขณะที่มิทช์ปิดประตูลง เกร๊กโน้มร่างเข้ามาสำรวจแผงหน้าปัทและเกียร์ ซึ่งอยู่ทางด้านหน้าด้วยความตื่นเต้น
“ผมเคยเห็นรถคันนี้แต่ในแม็กกาซีนเท่านั้น”เด็กหนุ่มพูดอย่างตื่นใจ เมื่อมิทช์เลื่อนร่างเข้านั่งหลังพวงมาลัยเรียบร้อยแล้ว
“รถคันนี้ปรับเครื่องใหม่จนเข้าขั้นแล้ว”มิทช์บอก ขณะที่เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มขึ้น
ซูซานไม่ยอมให้ตัวเองสำแดงความชื่นชมออกมาเบือนสายตามองออกไปเสียนอกหน้าต่างอย่างไม่สนใจในเื่ที่คนทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่รถเคลื่อนเข้าสู่เส้นทางจราจรอย่างรวดเร็วมือที่อยู่ใกล้กับ่ขาของเธอตบเกียร์อย่างนุ่มนวลและซูซานก็ได้แต่นั่งตัวแข็งเงียบงันอยู่กับที่
“คืนก่อนผมยังเห็นคุณออกโทรทัศน์เลยครับ”เกร๊กเอ่ยขึ้นตอนหนึ่ง
“งั้นรึ?” มิทช์ย้อนถามอย่างไม่ใส่ใจนักราวกับว่ามันเป็เื่ธรรมดาที่สุดสำหรับเขา มิได้มีความหมายพิเศษแต่ประการใดเลย
“คุณคิดว่าการเข้าแข่งอินดี้500 นี่จะทำเวลาได้ตามที่กำหนดไว้ไหมครับ?”
“ถ้ารถมันวิ่งได้เรียบร้อยเหมือนอย่างที่วิ่งอยู่วันนี้ก็คงจะอยู่ในอันดับทอป เทนละมัง” มิทช์ตอบ
“เห็นหนังสือพิมพ์เขาวิจารณ์ว่ารถของคุณเป็รถแข่งที่มีความเร็วสูงสุดนี่ครับ” เกร๊กตั้งข้อสังเกต
“ก็อาจจะจริงนะ” มิทช์ยักไหล่“แต่ในการแข่งรถที่มีระยะทางไกลอย่าง อินดี้ 500 นี่ มันก็มีนักแข่งมากหน้าหลายตา ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่าคุณภาพของเครื่องยนต์รถพวกนั้นจะดีสักแค่ไหนเพราะฉะนั้น เราจะมั่นใจว่าจะต้องเป็ผู้ชนะเห็นจะไม่ได้”
“จริงครับ” น้องชายของเธอคล้อยตามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม“ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะต้องขึ้นอยู่กับคนที่อยู่หลังพวงมาลัยด้วย แต่คุณก็เป็นักแข่งมือหนึ่งนี่ครับ”
“ก็โดยมีเธอกับโชคคอยเข้าข้างฉันอยู่เท่านั้นละ”มิทช์เอี้ยวตัวไปยิ้มให้ “เวลานี้ เราจะหวังว่าจะต้องเป็ผู้ชนะไม่ได้เพราะว่าทุกคนที่เข้าแข่งต่างก็หวังที่จะเป็ผู้ชนะเช่นเดียวกับฉันเหมือนกัน”
“จริงครับ” เกร๊กตอบอย่างยอมรับ“แต่ถึงยังไงผมก็ว่าคุณต้องชนะอยู่ดี ผมรู้นี่ครับ”
มีเสียงหัวเราะอยู่ในลำคอดังขึ้นเมื่อเกร๊กพูดจบลง ซูซานไม่เต็มใจที่จะยอมรับเลยว่ามันเป็เสียงหัวเราะที่น่าฟังอย่างยิ่งเป็น้ำเสียงที่อบอุ่น นุ่มนวล เช่นเดียวกันกับเสียงพูดของเขา มือที่เกาะกุมอยู่กับกระเป๋าถือกระชับแน่นบังคับใจตัวเองไว้ไม่ให้นึกชอบในทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับคนคนนี้
แต่จากปลายหางตา เธอก็อดที่จะสังเกตฝ่ามือแข็งแรงที่เกาะกุมอยู่กับพวงมาลัยเสียมิได้มองเห็นกล้ามเนื้อบนท่อนแขนสีน้ำตาลอ่อน ในส่วนที่เสื้อแขนสั้นมิได้ปิดบังไว้คำนวณพละกำลังจากนิ้วที่กระชับอยู่
และกับท่อนแขนที่คอยบิดพวงมาลัย ด้วยความเร็วประมาณ180 ไมล์ต่อชั่วโมงนั้น
แต่มันก็คล้ายจะมีอะไรบางอย่างที่คอยบอกให้เธอรู้ว่ามันมีความอ่อนโยนแฝงอยู่ในความเข้มแข็งทั้งหลายที่เขาแสดงออก และความรู้สึกนั้นก็ราวกับจะััลึกซึ้งเข้าไปถึงหัวใจของเธอด้วยมันเป็ความอ่อนโยนที่สร้างความรบกวนใจให้กับเธออยู่ไม่น้อย และซูซานก็พยายามปัดมันออกเสียจากสมอง
รถเลี้ยวเข้าสู่อู่อันเป็จุดหมายปลายทางของเกร๊กและเมื่อเขาแสดงความจำนงที่จะเดินลงไปตามช่าง มิทช์ก็ดับเครื่องยนต์ลง และก้าวลงจากรถโดยมีเกร๊กปีนข้ามที่นั่งด้านคนขับลงไปติด ๆ
ก่อนที่จะเดินพ้นรถไป เกร๊กก็หันมาทางซูซานพร้อมกับพูดขึ้นว่า
“พี่คอยอยู่ที่นี่ก่อนก็แล้วกันผมจะเข้าไปถามดูก่อนว่าจะไปช่วยผมเดี๋ยวนี้เลยได้หรือเปล่า”
ซูซานนั้นกำลังจะเปิดประตูรถลงมาอยู่แล้ว แต่เมื่อเห็นน้องชายพูดขึ้นเช่นนั้นเธอจึงยังคงนั่งอยู่ในที่เดิมไม่ต้องสงสัยเลยว่า การที่มีมิทช์ เข้าไปช่วยพูดด้วย ช่างจะต้องรีบให้บริการโดยเร่งด่วนที่สุดและเธอก็ทอดถอนใจออกมา
ความรู้สึกเย้ยเยาะที่เกิดขึ้นในใจทำให้เธอรู้สึกแปลกใจตัวเองอยู่มากมีความรู้สึกคล้ายกับว่าผู้ชายคนนี้ปฏิบัติต่อเธอเหมือนแม่เหล็กที่ต่างขั้วกัน ไม่เป็ที่สงสัยเลยสำหรับการที่เธอจะถูกดึงดูดเข้าไปหาเขาด้วยแรงเสน่ห์และรูปร่างทางเรือนกายซึ่งมันก็เป็สิ่งธรรมดาอย่างที่สุดถ้าเธอจะพึงใจในรูปร่างหน้าตาของเขา
แต่กระนั้น มันก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างในใจที่เตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าเธอจะต้องระวังตัวให้อยู่ห่างจากมิทช์ เบรเดนให้มากที่สุด ซูซานเชื่อว่ามันจะต้องเนื่องมาจากความจงรักภักดีที่เธอมีต่อวอร์เรนอย่างแน่นอนที่สุดแต่นั่นมันก็เป็เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะมันยังแฝงความรู้สึกละอายใจอยู่ด้วย ถ้าเธอจะบังเกิดความพึงใจในตัวผู้ชายคนอื่นที่มิใช่คู่หมั้นขึ้นมา
เธอปัดปอยผมที่ระอยู่กับนวลแก้มออกเท้าศอกลงกับกรอบหน้าต่างรถ พยายามที่จะค้นคิดให้ได้ว่า ทำไมเธอจึงมิได้รู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจในตัวมิทช์เบรเดนเลย และทำไมจึงไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองบังเกิดความชื่นชมในตัวเขาด้วย
ประตูด้านคนขับเปิดออก ซูซานเหลียวขวับไปมองด้วยความใและได้เห็นมิทช์ เบรเดน เลื่อนตัวเข้ามานั่งหลังพวงมาลัยพร้อมกับปิดประตูลง เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มขึ้นและเขาก็เข้าเกียร์ถอยหลังกลับรถอยู่
“อ้าว... เกร๊กล่ะ?” เธอกวาดตามองไปรอบๆ ข้างอย่างตระหนก
แต่มิทช์ทำไขหูเสีย พุ่งรถออกไปข้างหน้า ซึ่งรถคันนั้นก็ราวจะยินยอมพร้อมใจอยู่เพียงเขาแตะมันลงเบา ๆ ยอมอยู่ใต้บังคับบัญชาของเขาผู้เป็เ้าของอย่างง่ายดาย
ซูซานเอี้ยวตัวมองไปทางข้างหลังและเห็นเกร๊กกำลังโบกมือให้อยู่
“ อีกตั้ง 10 นาที กว่าช่างเขาจะว่างพอที่จะช่วยไปดูรถของน้องชายคุณให้”ในที่สุดมิทช์ก็ยอมอธิบายเมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความกระวนกระวายของเธอเบือนมาจ้องหน้าเขาอยู่“หลังจากนั้นแล้วเขาก็ยังต้องใช้เวลาในการซ่อมหม้อน้ำ เพราะฉะนั้นผมก็เลยเสนอว่าจะขับรถพาคุณกลับบ้านเอง”
“นี่จะไม่ให้ฉันพูดอะไรในเื่นี้บ้างเลยหรือไง?” ซูซานทักท้วงด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยวประสมอยู่กับความใที่ดูเหมือนเขาจะถือสิทธิ์มากเกินไปเสียแล้ว
“ก็ผมได้รับอนุญาตจากน้องชายคุณแล้วนี่”เขาส่งยิ้มที่แฝงเลศนัยให้เธอ “และผมก็คิดแล้วว่า กว่าที่คุณจะคัดค้านหรือชี้แจงแสดงเหตุผลที่ไม่้าให้ผมช่วยขับรถไปส่งให้มันก็คงถึงบ้านพอดีนั่นแหละ
เธอได้แต่สูดลมหายใจลึกระบายออกมาช้า ๆ เพื่อบรรเทาฤทธิ์โทสะที่แน่นอยู่ในอก
“เป็อะไรไป?” เขาพูดเป็เชิงเยาะ“หรือคุณกลัวว่าผมจะไม่ตรงไปส่งคุณที่บ้าน?”
“ก็คุณจะทำยังงั้นหรือเปล่าล่ะ?” เธอย้อนถามเสียงเกรี้ยว
“รับรองว่าจะไม่มีการแวะเวียนที่ไหนทั้งสิ้น”มิทช์ให้คำมั่นเหยาะๆ ในดวงตาเป็ประกายเจิดจ้าขึ้นด้วยความคิดบางอย่างที่แฝงอยู่ในใจ“แต่แน่ละ เมื่อมีคุณซึ่งผมถือเป็สิ่งล้ำค่าที่ได้มาประดับรถ มันก็จำเป็จะต้องขับให้ช้าหน่อยเท่านั้น”
“บอกตรง ๆ นะคะ คุณเบรเดนฉันว่าคุณนี่ทุเรศที่สุดเลย” เธอว่าเอาตรงๆ
“เรียกผมว่ามิทช์ก็ได้ ก็แล้วมันมีมนุษย์ผู้ชายที่เืเนื้อยังสมบูรณ์อยู่คนไหนบ้างล่ะที่จะปฏิเสธหรือดูถูกตัวเองเมื่อได้มีผู้หญิงสาว ๆ สวย ๆ มานั่งเป็เพื่อนเร็วกว่าที่เขาคิดไว้น่ะ?”
เขาถามยิ้ม ๆ