วสันตฤดูเวียนมาถึงอีกครา
ฮ่าวหรานก้าวเข้าสู่วัยสิบแปดปี ร่างกายที่หลินเฟิงซินมองว่าตัวเล็กในวันนั้นสูงใหญ่ขึ้นภายในเวลาไม่กี่ปีนี้ จากที่เคยสูงเท่าไหล่ของเขา เวลานี้หลินเฟิงซินต่างหากที่สูงเท่าไหล่อีกฝ่าย อยากพูดกับคนตรงหน้าคราวใดเป็ต้องแหงนหน้ามองเล็กน้อย
“ฮ่าวหราน วันนี้จะไม่ไปเที่ยวในหมู่บ้านหรือ” หลินเฟิงซินยังคงจำได้เสมอว่าวันนี้เป็วันสำคัญสำหรับเขา อยากซื้อของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ตามประสา
ทว่า ผู้เป็น้องส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว ั้แ่ไปเที่ยวเมืองมนุษย์เมื่อครั้งก่อนก็ไม่คิดอยากกลับไปอีกเลย แม้ว่าภายนอกของคนตรงหน้าจะกลายเป็หนุ่มรูปงามพร้อมแต่งงานมีครอบครัวแต่ความคิดของเขาราวกับไม่มีสิ่งใดมัวหมอง จนป่านนี้แล้วยังไม่รู้เลยว่าเผ่าพันธุ์อื่นสืบทอดสายเืกันอย่างไร
หากเป็อย่างนี้แล้ว พอได้เจอกับสตรีมากหน้าหลายตาเหมือนอย่างครั้งก่อนอาจจะโดนล่อลวงจับแต่งเป็สามีของใครสักคนก็เป็ได้
“ข้าบอกท่านพี่แล้วว่าข้าไม่ชอบสถานที่วุ่นวายเช่นนั้น” เขาเอ่ยไปตามตรงก่อนจะยื่นดอกไม้สีครามเล็ก ๆ ให้หลินเฟิงซิน “ข้าชอบอยู่กับท่านพี่ที่บ้านต้นไม้ของเรา” แล้วเปลี่ยนใจเหน็บดอกไม้ไว้ที่ใบหูของคนเป็พี่แทน
ดวงตาสีเงินมองอีกฝ่ายเนิ่นนานพลางขยับเข้าใกล้ สูดกลิ่นหอมของวสันตฤดูที่แผ่จากหลินเฟิงซินพลางคิดในใจว่า ข้าอยากเป็ผู้เดียวที่ได้กลิ่นรัญจวนของท่านพี่
กระนั้น หลินเฟินซินก็หลบเอน ขยับออกห่างเล็กน้อยแล้วพูดว่า “เ้าอยู่ใกล้ข้ามากเกินไปแล้ว” นั่นก็เพราะได้ยินมาว่ามนุษย์วัยนี้จะต้องรักษาระยะห่างระหว่างพี่น้องบ้าง ไม่ใช่ว่านึกอยากซบ คลอเคลียหรือกอดรัดเมื่อใดก็ทำได้เพราะไม่ใช่เด็ก ๆ อีกต่อไปแล้ว
“ทำไมเล่า” เขาขมวดคิ้วถามด้วยความไม่เข้าใจ
“เ้าโตแล้ว”
คำอธิบายสั้น ๆ ยิ่งทำให้ฮ่าวหรานนิ่วหน้ามากกว่าเดิม ข้าโตแล้วจะเป็อย่างไร ข้าทำเช่นนี้ ท่านพี่ก็ไม่ได้รู้สึกอันใดเสียหน่อย แล้วเหตุใดข้าจะทำเหมือนที่เคยทำไม่ได้
“หากข้าโตแล้วท่านพี่จะไม่รักข้าหรือ” เขาพึมพำน้ำเสียงเศร้าสร้อยแล้วเบือนหน้าหนี ทำทีขยับออกให้ห่างอย่างที่ถูกห้าม “หากท่านพี่้าเช่นนั้นย่อมได้”
“…” หลินเฟิงซินกำลังครุ่นคิดอย่างหนักว่าคนตรงหน้าไม่พอใจสิ่งใด เขาเพียงแค่ทำตามธรรมเนียมของมนุษย์ก็เท่านั้นหรือว่าฮ่าวหรานจะอยู่กับเขามากเกินไปจึงแสดงออกไม่เหมือนผู้ใด
คนเป็พี่ค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้แล้วเอ่ยถามอ่อนโยน “เ้าโกรธข้าหรือ ข้าแค่บอกว่าเ้าโตแล้วควรปฏิบัติตัวอย่างไร ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่รักเ้าเสียหน่อย”
“…”
พอเห็นว่าอีกฝ่ายหลบหน้าเหมือนไม่ฟังสิ่งที่เขาพูดก็ยิ่งกระวนกระวายใจ ไม่อยากให้เขาทำตัวห่างเหินเช่นนี้จึงเอื้อมแขนไปลูบศีรษะอย่างเคย
“ข้าขอโทษ” หลินเฟิงซินเป็ฝ่ายยอมอ่อนข้อให้ “วันนี้เป็วันดีของเ้า อย่าได้โกรธเคืองข้าให้หม่นหมองใจเลย”
“…”
“เ้าอยากได้สิ่งใดเป็ของขวัญ ข้าจะหามาให้เพื่อเป็การไถ่โทษดีหรือไม่” เวลานี้ความรู้สึกผิดถาโถมไม่รู้ตัว ไม่เคยเห็นเขาเป็อย่างนี้นานเลยสักครั้งเดียว เดิมทีถูกงอนเพราะเื่สัพเพเหระตามประสาพี่น้องบ้างแต่พอลูบศีรษะเบา ๆ ฮ่าวหรานก็จะยอมใจอ่อนยกโทษให้แล้ว
“…”
“ฮ่าวหราน ข้าผิดไปแล้ว อย่าโกรธเลยนะ” เขาไม่พูดเปล่าแต่ขยับเข้าใกล้อีกนิด “ข้าจะไม่พูดเช่นนั้นอีกแล้ว”
“จริงหรือ” จู่ ๆ เสียงพึมพำเอ่ยถามให้แน่ใจ “ท่านพี่จะไม่ห้ามข้าแล้วใช่หรือไม่”
“เฮ้อ…” เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ราวกับยกูเาออกจากอกเพราะนึกว่าจะถูกอีกฝ่ายโกรธตลอดชีวิตเสียอีก
ฮ่าวหรานได้เห็นท่าทางของคนเป็พี่จึงยิ้มกว้างแล้วกอดหมับไม่ยอมปล่อย ปลายจมูกัักลิ่นรัญจวนอย่างใกล้ชิดเผลอแตะต้นคออีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัวจึงปล่อยเลยตามเลยแนบริมฝีปากประทับต้นคอของเขาอย่างอ่อนโยน
ดูเอาเถอะ ข้าทำถึงเพียงนี้แล้ว ท่านพี่ยังไม่แม้แต่เขินอาย เหตุใดจึงใสซื่อไร้เดียงสาถึงเพียงนี้ หากเป็ผู้อื่นคงได้แต่งงานพาเข้าเรือนหอกันแล้ว แต่ท่านพี่กลับนิ่งเฉยราวกับเป็นักบวชในวัด เป็ก้อนหินทื่อ ๆ ในป่ามู่หลิน สมแล้วที่เป็สายเืเผ่าภูตพงไพร ข้าอยากรู้เสียจริงว่าคนอื่น ๆ ในเผ่าเป็อย่างท่านพี่หรือไม่
หากหลินเฟิงซินจะเป็อย่างที่เขาคิดก็คงไม่แปลกอันใดและคนอื่น ๆ ในเผ่าภูตก็เป็อย่างเขาเช่นเดียวกันที่ห่างไกลจากกามารมณ์
แต่ถึงอย่างนั้น หลินเฟิงซินก็ยังรู้สึกได้ถึงความรักที่มีให้ฮ่าวหราน ผู้เป็ทั้งเพื่อนและครอบครัวที่เหลืออยู่ของเขา ตั้งปณิธานเอาไว้แล้วว่าจะปกป้องดูแลอีกฝ่ายจนกว่าชีวิตจะสูญสลาย
ต่างจากฮ่าวหรานที่แม้ว่าจะได้ร่างมนุษย์กลับคืนมาแล้วแต่สัญชาตญาณของหมาป่ายังคงอยู่เต็มเปี่ยม เขาทั้งรักและหลงคนในอ้อมกอดยิ่งกว่าสิ่งใดในใต้หล้า
เพียงได้ััเล็กน้อย ความปรารถนาก็เพิ่มขึ้นในพริบตา จึงไม่อยากหยุดแต่เพียงเท่านี้และไม่อยากปล่อยให้หลินเฟิงซินเป็อิสระพลางกอดอีกฝ่ายเนิ่นนานจนได้แต่คิดในใจ ข้าควรทำอย่างไรดีหากข้าไม่อยากเป็น้องชายของท่านพี่ขอรับ
ค่ำคืนนั้น
ฮ่าวหรานกำลังนอนอยู่ข้างกายหลินเฟิงซินเหมือนทุกวันแต่ภายในร่างแข็งแกร่งกลับร้อนระอุดั่งไฟแผดเผา รู้สึกกระสับกระส่ายจนไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้
ระหว่างที่กำลังสับสนว่าเกิดเื่ใดขึ้นกับตัวเอง จู่ ๆ ศีรษะก็มีใบหูขนปุยสีเงินงอกออกมาสองข้าง ส่วนด้านหลังมีหางฟูฟ่องสะบัดไกวอันเป็สัญลักษณ์ของเผ่าหมาป่า
ดวงตาฮ่าวหรานเบิกโตไม่รู้ว่าต้องควบคุมสิ่งเหล่านี้ให้กลับเป็ปกติอย่างไรเพราะเขาเองก็ไม่มีผู้ใดสั่งสอนเช่นกัน สายตามองคนเป็พี่ที่กำลังหลับใหลพลางกลัวว่าถ้าเขารู้ความจริงว่าตัวเองไม่ใช่มนุษย์อาจจะถูกรังเกียจหรือขับไล่อีกครั้ง
ในใจสับสนลนลาน ไม่ว่าจะทำอย่างไรหูและหางที่ว่าก็ไม่ยอมหดกลับ เท่านั้นยังไม่พอคืนนี้เขากลับได้กลิ่นรัญจวนของพี่จนขึ้นคร่อมร่างของอีกฝ่ายไม่รู้ตัวอยากถูไถใกล้ชิดให้สมปรารถนา
เมื่อเห็นว่าตัวเองมีอาการอย่างนี้จึงรีบปลีกตัวออกมาเพราะกลัวห้ามใจไว้ไม่ไหวเผลอทำอะไรหลินเฟิงซินจนสถานการณ์ย่ำแย่ไม่อาจแก้คืนจึงวิ่งหนีไปอีกฝั่งหนึ่งของป่า หลบเร้นตัวเองเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำแล้วพยายามควบคุมสัญชาตญาณหมาป่าให้กลับมาเป็ปกติ
ฮ่าวหรานไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าครั้งนี้อารมณ์แห่งไฟราคะจะรุนแรงขึ้นกว่าเดิม เขาคิดว่าได้อยู่ในร่างมนุษย์แล้วคงไม่มีสิ่งใดต้องกังวลแต่สายเืหมาป่าไม่อาจละทิ้งได้โดยง่าย หูและหางจึงโผล่ออกมาตามกำหนดวาระ
เหตุการณ์ในครั้งนี้ยังทำให้เขาได้รู้อีกว่านับจากนี้ไปเวลาเกิดกำหนัดครั้งใดใบหูและหางหมาป่าสีเงินจะปรากฏขึ้น แต่ยังไม่รู้ว่าพออายุครบยี่สิบเมื่อใด เขาจะสามารถกลายร่างเป็หมาป่าตัวใหญ่ได้ตามสัญชาตญาณอีกด้วย
ไม่ได้นะ ทำไมต้องเป็แบบนี้ ฮ่าวหรานคิดในใจอยากให้ตัวเองเป็เพียงมนุษย์ธรรมดา ให้ท่านพี่เห็นไม่ได้ ท่านพี่จะรู้ไม่ได้ว่าข้าเป็หมาป่า หุบกลับไปสิ
แม้จะสั่งตัวเองอย่างนั้นแต่ใช่ว่าร่างกายจะฟังความคิดเสียเมื่อไหร่ ยิ่งได้กลิ่นรัญจวนของพี่โชยมาตามสายลมยามค่ำคืนก็ยิ่งเกิดไฟปรารถนามากกว่าเดิม
แก่นกายเบื้องล่างชูชัน กระตุกหงึก หงึก ร่างสูงใหญ่กำลังทรมานกับกำหนัดที่ไม่อาจระบาย เขารู้ว่าต้องทำอย่างไรแต่จะให้ทำกับคนผู้นั้นย่อมเป็ไปไม่ได้จึงได้แต่อดทนให้ผ่านพ้นคืนนี้ไป
ทว่า หลินเฟิงซินรู้สึกตัวว่าคนข้างกายหายไปนึกเป็ห่วงจึงออกมาตาม ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่และใช้พลังค้นหาอย่างไรก็หาไม่พบจนร้อนรนใจไปหมด
“โกรธข้าเื่นั้นหรือฮ่าวหราน” เขาพึมพำครุ่นคิดว่าเป็เพราะเื่เมื่อ่กลางวันหรือไม่ สายตากวาดมองไปรอบตัวแต่น่าแปลกยิ่งนักที่ไม่พบร่องรอยของอีกฝ่ายเลย
ความกระวนกระวายเอ่อล้นเป็ห่วงฮ่าวหรานรีบะโร้องเรียกหาอีกฝ่ายไปทั่วทุกที่
“ฮ่าวหราน! ฮ่าวหราน! เ้าอยู่ที่ไหน”
แม้ไม่มีเสียงตอบรับจากใครคนนั้น หลินเฟิงซินก็ไม่ย่อท้อค้นหาต่อไปเรื่อย ๆ
“ฮ่าวหราน กลับมาหาข้าเถอะนะ ข้าไม่ห้ามเ้าแล้ว” เขาบอกออกไปเช่นนั้นเพราะกลัวว่าความบาดหมางใจคือสิ่งที่ทำให้คนเป็น้องหายตัวไป
“ฮ่าวหราน!”
เสียงสะท้อนก้องป่ามู่หลิน ใครคนนั้นได้ยินชัดเจนเป็อย่างดี ทั้งยังได้กลิ่นหอมหวนลอยมาตามสายลมเย็นยามค่ำคืน เ้าตัวคิดในใจ ท่านพี่ หากเป็เช่นนี้แล้ว ข้าจะทนไหวได้อย่างไร
ฮ่าวหรานไม่อาจต้านทานเสียงล่อลวงของสัญชาตญาณได้ เขาเอื้อมมือมาจับแก่นกายชูชันของตนพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ฮ่าวหราน” เสียงเรียกนั้นกลับกลายเป็สิ่งกระตุ้นพลันภาพอย่างหนึ่งฉายชัดในความคิดเวลานี้
“ท่านพี่…” ฮ่าวหรานเม้มริมฝีปาก หายใจกระชั้นถี่ ไอเร่าร้อนฟุ้งกระจายรอบตัว มือข้างหนึ่งรูดสิ่งนั้นขึ้นลง หูหมาป่ากระดิกทุกครั้งที่ได้ยินชื่อเรียกของตัวเองด้วยน้ำเสียงเป็ห่วงเป็ใย ดวงตาสีเงินพร่าเลือนเล็กน้อยเห็นภาพในภวังค์ว่ากำลังทำอย่างไรกับหลินเฟิงซิน “ข้าขอโทษ ท่านพี่…”
“ฮ่าวหราน เ้าไม่ได้ยินข้าเรียกหรือ เ้าไปหลบอยู่ที่ไหน”
“อือ…” เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นตามใบหน้าลำตัวฮ่าวหราน ตรงปลายท่อนขึงขังด้านล่างมีน้ำไหลซึมออกมา “ท่านพี่…”
ทันใดนั้น หลินเฟิงซินไม่รู้ว่าต้องตามหาตัวเขาอย่างไรแต่จำได้ว่ากลิ่นรัญจวนของเขามีผลกับอีกฝ่ายจึงใช้สิ่งนี้เรียกให้เขากลับมา ความหอมอบอวลราวกับวสันตฤดูเร่าร้อนมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว คนเป็พี่หวังว่าฮ่าวหรานจะยังอยู่ในป่าแห่งนี้ หากได้กลิ่นที่ชอบคงจะกลับมาหาเขาดังเดิม
“อื้อ… ท่านพี่… เหตุใด…” ฮ่าวหรานอดทนอย่างหนักกับความ้าของตัวเอง แต่สุดท้ายกลิ่นหอมที่พัดผ่านมายังถ้ำแห่งนี้ก็ทำให้เขาได้เสร็จสมน้ำพุ่งกระจาย ก่อนจะสลบไปเพราะกดข่มพลังหมาป่าของตัวเองไม่ให้พลุ่งพล่าน