ข่าวสารในวังหลวงแพร่สะพัดรวดเร็วยิ่งกว่าสายลมพัดผ่านและบาดลึกยิ่งกว่าคมมีดกรีดเฉือน เพียงชั่วข้ามคืน เื่ราวการ ‘ประชันปัญญา’ ณตำหนักเฟิ่งหลินระหว่างซิ่วหนวี่เล็กจ้อยกับพระสนมฮุ่ยผู้ทรงอำนาจก็กลายเป็ที่เล่าขานไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ทิศทางลมในวังหลัง... เริ่มผันผวนแล้ว
“ข้าได้ยินมาว่าคุณหนูหลี่ผู้นั้นมิใช่ธรรมดานางมองปราดเดียวก็รู้ว่าในถาดสมุนไพรมีพิษร้ายซ่อนอยู่”
“จริงรึ แสดงว่าข่าวลือที่ว่านางเก่งกาจเื่ยาเป็เื่จริง”
“ที่น่าตระหนกยิ่งกว่า คือแม้องค์หญิงเจาหยางยังทรงออกพระโอษฐ์ชื่นชมเห็นทีบุปผาไร้ชื่อดอกนี้คงมิใช่ดอกหญ้าริมทางที่ใครจะเหยียบย่ำได้โดยง่ายเสียแล้ว”
ณ เรือนไป่เหออันเงียบสงัด ‘หลี่เหม่ยอัน’นั่งสงบนิ่งหน้ากระดานหมากล้อม ปลายนิ้วเรียวคีบหมากดำขึ้นมาพินิจ แสงตะวันยามสาย
จับต้องใบหน้างามที่ปราศจากรอยยิ้มแม้จะรอดพ้นเงื้อมมือมารของพระสนมฮุ่ยมาได้ กระนั้นนางตระหนักดี...นี่เป็เพียงปฐมบทแห่งา การยื่นหัตถ์เข้ามาช่วยเหลือขององค์หญิงเจาหยางเปรียบประดุจ ‘ดาบสองคม’ ที่พร้อมจะปกป้องและทิ่มแทง
ด้านหนึ่งคือโล่กำบังอันแข็งแกร่ง แต่อีกด้านหนึ่ง...มันคือแสงสว่างที่สาดส่องลงมาจนนางไม่อาจซ่อนตัวในเงามืดได้อีกต่อไป บัดนี้นางถูกผลักขึ้นไปยืนบนเวทีที่สว่างจ้า ท่ามกลางสายตาจับจ้องนับพันคู่ทั้งจากมิตร... และศัตรูที่กำลังลับมีดรอเชือดคอ
“ชุนเถา” เหม่ยอันเอ่ยขึ้นโดยไม่ละสายตาจากกระดานหมาก
“ข่าวลือบอกว่าข้าเก่งเื่ยาใช่หรือไม่”
“เ้าค่ะคุณหนู ตอนนี้ทุกคนต่างก็พูดเช่นนั้น...บางคนถึงกับลือว่าท่านสามารถปรุงยาชุบชีวิตคนตายได้ด้วยซ้ำ”ชุนเถารายงานด้วยสีหน้ากังวล
“ดี”
เหม่ยอันวางหมากสีดำลงบนกระดานดัง **เปาะ!**
เสียงนั้นก้องกังวานในความเงียบมุมปากของนางยกขึ้นเป็รอยยิ้มที่ชุนเถาไม่เคยเห็นมาก่อน...รอยยิ้มของนักล่าที่มองเห็นเส้นเืใหญ่ของเหยื่อ
“ในเมื่อพวกเขายัดเยียดบทบาทนี้ให้...ข้าก็จะเล่นตามน้ำให้สมใจ”
นางหันมาสบตาสาวใช้ ั์ตาทอประกายลึกล้ำ
“จงไปปล่อยข่าวลือระลอกใหม่...บอกว่าข้ามิได้เชี่ยวชาญพิษร้าย หากแต่ถนัดใน ‘ศาสตร์แห่งกลิ่นหอม’เครื่องหอมที่สามารถกล่อมเกลาจิตใจ พลิกศัตรูให้กลายเป็มิตรหรือแปรมิตรให้กลายเป็ศัตรู”
ชุนเถาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ เข้าใจในเจตนาของผู้เป็นายคุณหนูกำลังจะใช้ ‘ชื่อเสียง’ ที่ศัตรูสร้างขึ้นย้อนกลับไปเป็อาวุธทิ่มแทงพวกมันเอง
“บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ!”
ไม่กี่วันต่อมา แผนการ ‘เปลี่ยนกระแสลม’ของเหม่ยอันก็เริ่มผลิดอกออกผลนางกำนัลจากตำหนักองค์หญิงเจาหยางมาเชิญเหม่ยอันไปพบที่ศาลากลางสระบัวในอุทยานหลวงตามคาด
สายลมพัดเอากลิ่นหอมจางของบัวหลวงโชยมาแตะจมูก ‘องค์หญิงเจาหยาง’ในอาภรณ์สีชมพูสดใสกำลังโปรยทานแก่ฝูงมัจฉาในสระด้วยท่าทีเบื่อหน่ายดวงพักตร์จิ้มลิ้มดูไร้เดียงสา ทว่าแววเนตรกลับซุกซนและฉลาดเฉลียวเกินวัย ทันทีที่เห็นเหม่ยอันนางก็โบกมือไล่นางกำนัลคนอื่นออกไปจนหมด
“มาแล้วรึ แม่หญิงผู้เชี่ยวชาญด้านยา” องค์หญิงตรัสพลางหัวเราะคิกคัก
“ข้าได้ยินข่าวลือใหม่แล้วนะ ว่ากันว่าเ้าปรุงเครื่องหอมได้วิเศษนัก”
เหม่ยอันย่อกายลงถวายความเคารพอย่างนอบน้อม
“เป็เพียงความรู้หางอึ่งที่ร่ำเรียนมาจากมารดาเพคะท่านแม่พร่ำสอนเสมอว่า ‘การปรุงเครื่องหอมมิใช่เพียงผสมกลิ่นหากแต่คือศิลปะแห่งการชักนำอารมณ์’”
นางล้วงถุงหอมผ้าไหมปักลายวิจิตรออกมาจากแขนเสื้อ น้อมถวายแด่องค์หญิง
“นี่คือ ‘เครื่องหอมนิทรา์’ที่หม่อมฉันปรุงขึ้นเป็พิเศษ มีสรรพคุณช่วยสงบจิตใจ คลายความกังวลและนำพาให้บรรทมหลับฝันดีเพคะ”
องค์หญิงเจาหยางรับถุงหอมไปสูดดมกลิ่นหอมเย็นระรื่นของดอกลาเวนเดอร์ผสมกับไม้จันทน์หอมทำให้ดวงตาของนางเป็ประกาย
“หอมจริงด้วย ไม่ฉุนเหมือนเครื่องหอมในวังที่พวกขันทีชอบใช้เลย”
นางลดถุงหอมลง จ้องมองหน้าเหม่ยอันด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจริงจังและฉายแววคมลึก
“เ้าคงมิได้คิดว่า...ข้าช่วยเ้าในวันนั้นเพราะเหตุบังเอิญหรอกกระมัง หลี่เหม่ยอัน”
“หม่อมฉันมิบังอาจคิดเช่นนั้นเพคะ”
เหม่ยอันตอบเสียงเรียบ สบเนตรองค์หญิงอย่างไม่หลบเลี่ยง
“รู้ตัวก็ดี” องค์หญิงเจาหยางแย้มสรวล
“ข้าเบื่อหน่าย ‘แม่มดเฒ่าฮุ่ย’ เต็มทนนางวางก้ามราวกับตนเป็ฮองเฮา การกระทำของเ้าในวันนั้นที่ทำให้นางต้องอับอายขายหน้า นับว่าถูกใจข้ายิ่งนัก”
นางโยนอาหารปลาที่เหลือลงน้ำจนหมดถ้วยปลาคาร์ปนับร้อยตัวรุมแย่งกินกันจนน้ำกระจาย
“วังหลวงแห่งนี้น่าเบื่อจะตาย การมีคนฉลาดๆ เช่นเ้ามาเป็‘เพื่อนเล่น’ ก็นับว่าไม่เลว”
คำว่า ‘เพื่อนเล่น’ จากโอษฐ์ของเชื้อพระวงศ์ ย่อมมิใช่สหายทั่วไปหากแต่หมายถึง ‘พันธมิตร’ ที่จะร่วมลงเรือลำเดียวกันในทะเลเืแห่งวังหลังองค์หญิงเจาหยางกำลังเสาะหา ‘หมาก’ ตัวใหม่เพื่อใช้ต่อกรกับศัตรูและเหม่ยอันก็ยินดีที่จะเป็หมากตัวนั้น เพื่อแลกกับเกราะคุ้มกันภัยอันแข็งแกร่ง
“การได้เป็เพื่อนเล่นขององค์หญิง...ถือเป็วาสนาสูงสุดในชีวิตของหม่อมฉันเพคะ”
เหม่ยอันก้มศีรษะลงต่ำ ซ่อนรอยยิ้มมุมปากก้าวแรกของการสร้างฐานอำนาจ... สำเร็จ
ยามบ่ายแสงแดดเริ่มอ่อนแสงลง เหม่ยอันเดินกลับเรือนผ่านสวนสมุนไพรหลวงที่แห่งนี้เงียบสงบและร่มรื่น กลิ่นยาสมุนไพรจางๆ ช่วยให้จิตใจสงบลงได้บ้าง
ทว่า...สายตาของนางพลันสะดุดเข้ากับร่างสูงโปร่งในชุดสีน้ำเงินเข้มที่ยืนอยู่ท่ามกลางแปลงสมุนไพร
‘ไป๋อวี้’
เขากำลังยืนสนทนาอยู่กับหมอหลวงาุโ ท่าทางนั้นดูผ่อนคลายหลังเหยียดตรง สง่างาม และเต็มไปด้วยพลังชีวิต แตกต่างจากภาพลักษณ์ ‘คุณชายขี้โรค’ที่คนทั้งวังรู้จักอย่างสิ้นเชิง มือเรียวยาวของเขาหยิบสมุนไพรต้นหนึ่งขึ้นมาพิจารณาริมฝีปากขยับพูดบางอย่างที่ทำให้หมอหลวงพยักหน้าด้วยความเคารพ
ทันใดนั้น... ราวกับมีดวงตาที่สาม ไป๋อวี้ชะงักหันขวับมาทางทิศที่เหม่ยอันยืนอยู่ทันที ในเสี้ยววินาทีนั้นเองร่างกายที่เคยสง่าผ่าเผยพลันห่อเหี่ยวลง หลังงุ้มลงเล็กน้อย มือยกขึ้นปิดปาก
“แคกๆ... แคกๆ...”
เสียงไอโขลกดังขึ้นอย่างรุนแรงและดูทรมาน ราวกับคนใกล้ตาย
“คุณชายไป๋! ท่านไหวหรือไม่ขอรับ” หมอหลวงรีบประคองด้วยความใ
“ข้า... ข้าหน้ามืดนิดหน่อย...” เสียงของเขาแหบพร่าไร้เรี่ยวแรง
เขาค่อยๆ เดินผ่านหน้าเหม่ยอันไป โดยมีหมอหลวงประคองปีก ในจังหวะที่เดินสวนกัน...ดวงตาเรียวรีดุจพญาหงส์คู่นั้นเหลือบมองมาที่นางเพียงแวบเดียวไม่ใช่สายตาที่ว่างเปล่า...แต่เป็สายตาที่ ‘รู้ทัน’ และ ‘ขบขัน’
เขาเห็นนาง... เขารู้ว่านางเห็นธาตุแท้ของเขา...และเขาก็รู้ว่านางจะไม่พูด มันคือการ ‘สมรู้ร่วมคิด’ ที่ไร้คำพูดเป็เกมซ่อนหาที่ทั้งสองต่างฝ่ายต่างถือหน้ากากของตนไว้แน่น เหม่ยอันมองตามแผ่นหลังที่เดินโซเซนั้นไปด้วยความรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
บุรุษผู้นี้... อันตรายยิ่งกว่าอสรพิษที่แสร้งจำศีล
ณ ตำหนักส่วนพระองค์ขององค์ชายจิ้น บรรยากาศภายในห้องอึมครึมราวกับพายุใหญ่กำลังจะก่อตัว
“องค์หญิงเจาหยางรึ”
ซูเฟยกรีดร้องเสียงแหลม ฝ่ามือตบลงบนโต๊ะจนถ้วยชากระเด้ง
“เพราะนังเด็กเมื่อวานซืนนั่นคนเดียว แผนการของเราถึงได้พังไม่เป็ท่ามิหนำซ้ำยังทำให้ชื่อเสียงของนังเหม่ยอันโด่งดังขึ้นไปอีก”
องค์ชายจิ้นนั่งหน้านิ่ง คิ้วเข้มขมวดมุ่นจนแทบชิดกัน ในมือหมุนแหวนหยกหัวแม่มือเล่นอย่างใช้ความคิด
“ข้าประเมินนางต่ำไปจริงๆไม่คิดว่านางจะกล้าหาญชาญชัยถึงขนาดดึงองค์หญิงเจาหยางเข้ามาเป็พวกได้”
“แล้วเราจะทำอย่างไรเพคะ ปล่อยไว้เช่นนี้ มันยิ่งจะปีกกล้าขาแข็ง”ซูเฟยเร่งเร้า
“ใจเย็นๆ ซูเฟย... การฆ่าคนต้องใช้มีดที่คมกริบ ไม่ใช่ใช้ปากะโ”
องค์ชายจิ้นแสยะยิ้มเย็น แววตาฉายประกายอำมหิตที่ชวนสะอิดสะเอียน
“ในเมื่อการทำลายชื่อเสียงแบบธรรมดาไม่ได้ผลเราก็ต้องใช้แผนที่รุนแรงกว่าเดิม แผนที่จะทำให้นางไม่มีแผ่นดินจะยืนไม่ว่าใครหน้าไหนก็ช่วยนางไม่ได้”
“แผนอันใดเพคะ” ซูเฟยขยับตัวเข้ามาใกล้ด้วยความกระหายใคร่รู้
“อีกหนึ่งสัปดาห์ จะเป็วันคล้ายวันประสูติของพระพันปีหลวง”
องค์ชายจิ้นเอ่ยเสียงต่ำ
“ในงานเลี้ยงจะมีพิธีถวายเครื่องราชบรรณาการจากแคว้นต่างๆ...หนึ่งในของล้ำค่าที่สุดคือ **‘ปิ่นหงส์คาบแก้ว’**ทำจากทองคำบริสุทธิ์ฝังทับทิมเืนก เป็ของที่พระพันปีหลวงทรงโปรดปรานที่สุด”
เขาหันมาสบตาหญิงคนรัก ั์ตาวาวโรจน์
“หากปิ่นอันนั้น บังเอิญหายไปในคืนงานเลี้ยง แล้วไปโผล่อยู่ใน‘กล่องเครื่องประดับ’ ของซิ่วหนวี่นามว่าหลี่เหม่ยอัน เ้าคิดว่าชะตากรรมของนางจะเป็เยี่ยงไร”
ั์ตาของซูเฟยกว้างเป็ประกายทันที ก่อนนางจะฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว
“ข้อหาขโมยของหลวง ิ่พระเกียรติพระพันปี โทษปะาเจ็ดชั่วโคตรต่อให้เป็องค์หญิงเจาหยาง หรือแม้แต่ฮ่องเต้ ก็ช่วยนางไม่ได้”
“ถูกต้อง” องค์ชายจิ้นพยักหน้า
“คราวนี้... ข้าจะถอนรากถอนโคนตระกูลหลี่ให้สิ้นซากไม่ให้เหลือแม้แต่ซากให้ใครจดจำ”
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปไวเหมือนโกหก กลิ่นหอมของดอกไม้ในวังหลวงเริ่มเจือจางลงแทนที่ด้วยกลิ่นอายของความตึงเครียดที่ลอยอวลอยู่ใต้งานเฉลิมฉลอง เหม่ยอันนั่งอยู่ในห้องพักมือลูบไล้ถุงหอมที่นางเพิ่งปรุงเสร็จ
ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา นางใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังตัวเป็ที่สุดข่าวลือเื่เครื่องหอมของนางได้ผลดีเกินคาด สตรีฝ่ายในหลายคนเริ่มเปิดใจให้นางส่งเทียบเชิญมาขอแบ่งปันเครื่องหอม ทำให้นางเริ่มสร้าง ‘เครือข่ายข่าวสาร’ เล็กๆของตนเองขึ้นมาได้
แต่ความสงบสุขนั้นแสนสั้น...ขันทีจากตำหนักพระพันปีหลวงเดินเข้ามาประกาศราชโองการด้วยน้ำเสียงกังวาน
“ในวโรกาสวันคล้ายวันประสูติ พระพันปีหลวงทรงมีพระเมตตาให้ซิ่วหนวี่ทุกคนเข้าร่วมงานเลี้ยงถวายพระพรในค่ำคืนนี้”
เหม่ยอันรับราชโองการมาถือไว้ มือของนางนิ่งสนิทแต่หัวใจกลับเต้นระรัว
งานเลี้ยงวันเกิดพระพันปี งานใหญ่ระดับแผ่นดิน นี่คือเวทีปะาที่ศัตรูเตรียมไว้อย่างแน่นอน
นางเดินกลับไปที่โต๊ะหมากล้อม เม็ดหมากสีดำของนางกำลังถูกหมากสีขาวล้อมกรอบจากทุกทิศทางดูเหมือนไร้ทางออก แต่... ในสายตาของเซียนหมาก มันยังมี ‘จุดตาย’ที่ศัตรูมองข้ามไป นางหยิบเม็ดหมากสีดำขึ้นมาหนึ่งเม็ด
“ชุนเถา...”
“เ้าค่ะคุณหนู” สาวใช้คนสนิทก้าวเข้ามารับคำ
“เ้าจำ ‘ของสิ่งนั้น’ ที่ข้าให้เ้าไปหามาเมื่อสามวันก่อนได้หรือไม่”
“จำได้เ้าค่ะ... บ่าวซ่อนมันไว้อย่างดีตามที่คุณหนูสั่ง”
เหม่ยอันวางหมากเม็ดนั้นลงบนกระดาน ดัง **ปึ้ก!**
เป็การวางหมากในตำแหน่งที่แปลกประหลาดแต่กลับพลิกสถานการณ์ทั้งกระดานได้ในพริบตา
“ดี... คืนนี้ เอา ‘มัน’ ออกมาใช้”
เหม่ยอันหันมายิ้มให้เงาสะท้อนของตนเองในกระจก รอยยิ้มที่งดงามราวกับบุปผาอาบยาพิษ
“ในเมื่อพวกท่านอยากเล่นเกม ‘ขโมยของ’ กันนัก...ข้าก็จะเล่นด้วย ทว่าของที่ข้าจะขโมย มิใช่ปิ่นทองคำไร้ค่าพรรค์นั้น หากแต่เป็‘ดวงใจ’ ของพวกท่านต่างหาก”
ราตรีนี้... งานเลี้ยงเืกำลังจะเปิดฉากและเหม่ยอันสาบานกับตนเองว่า นางจักมิใช่เหยื่อที่ถูกเชือดบูชายัญอีกต่อไป!