วันแรกที่ผมเดินทางมาถึงหมู่บ้านหลีเจี่ย คนในหมู่บ้านนี้ส่วนใหญ่เป็คนสกุลหลี จะมีก็แต่เหม่ยเหม่ยของผม ไม่สิ...ชาตินี้เธอชื่อ ‘โจวอ้ายเหม่ย’ ครอบครัวของเธอเป็คนต่างแซ่ที่ย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่หมู่บ้านแห่งนี้ แต่น่าเสียดายที่ผมไม่มีโอกาสได้เจอพ่อตากับแม่ยาย เพราะพวกเขาเสียชีวิตไปหมดแล้ว ญาติเพียงคนเดียวของเหม่ยเหม่ยคือพี่ชายฝาแฝดของเธอที่ชื่อ ‘โจวต้าเฝิง’
ครั้งแรกที่ผมกับเหม่ยเหม่ยได้เจอกัน พวกเราก็จำกันได้ในทันที ผมอยากจะเดินเข้าไปกอดเธอให้หายคิดถึงเหลือเกิน แต่ก็กลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย การกอดครั้งแรกของเราเมื่อครั้งยังเป็เทพและเทพธิดาฝึกหัดบน์ก็ทำให้เราถูกส่งมาเกิดและชดใช้ความผิดไปหลายร้อยชาติ มาในชีวิตนี้ผมก็ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามอีกแล้ว และในยุคนี้การตั้งข้อหาและการตัดสินความผิดยิ่งร้ายแรงอยู่ด้วย ผมจะไม่ทำให้ผมกับเหม่ยเหม่ยเดือดร้อนอีกเป็อันขาด
แต่ก็นะ คนมันรักยังไงจะอดใจไหว ผมมาอยู่ที่หมู่บ้านหลีเจี่ยได้แค่ครึ่งปี ผมก็แบกหน้าหล่อๆ ของผมไปขอร้องผู้ใหญ่บ้านและเลขาธิการคอมมูนให้ช่วยเป็เถ้าแก่สู่ขอเหม่ยเหม่ยให้ผม ลูกชายต้องเจริญรอยตามคุณพ่อของตัวเองถูกไหม ในเมื่อคุณพ่อเคยจัดงานแต่งให้ตัวเอง ผมก็ต้องทำได้เหมือนกันสิ
แต่ยุวชนที่ถูกส่งมาจากปักกิ่งตัวคนเดียวอย่างผมจะได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจได้ยังไง ผู้ใหญ่บ้านคัดค้านผมในเื่นี้อย่างเต็มที่ ซึ่งผมมารู้ทีหลังว่าเพราะอะไรเขาถึงได้คัดค้านผมจนสุดตัวแบบนั้น ก็เพราะลูกชายของเขาก็หมายปองเหม่ยเหม่ยของผมอยู่น่ะสิ แต่ไอ้ลูกแหง่เ้าน้ำตาคนนั้นจะคู่ควรกับเหม่ยเหม่ยของผมได้ยังไง
ยังดีที่พี่ต้าเฝิง (ต้องให้เกียรติเรียกเขาว่าพี่สักหน่อยถึงจะอายุเท่ากันก็เถอะ เพราะยังไงเขาก็เป็พี่ชายฝาแฝดของว่าที่ภรรยาล่ะน่า) เห็นด้วยกับความรักของเรา เพราะลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้านก็ไม่ใช่คนดีอะไรนัก มีดีอย่างเดียวคือเป็ลูกชายคนเดียวของผู้ใหญ่บ้านเท่านั้นเอง พี่ต้าเฝิงจึงออกหน้าให้กับพวกเราอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ไม่มีใครคัดค้านได้ ก็ใครใช้ให้พี่ต้าเฝิงเป็ญาติที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของเหม่ยเหม่ยกันเล่า อีกทั้งเวลานี้พวกเราก็อายุสิบแปดปีกันแล้ว ถือว่าเป็ผู้ใหญ่แล้วทั้งนั้น จะแต่งงานกันก็ถือว่าเหมาะสม
การแต่งงานของเราถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย มีเพียงไม่กี่คนที่ถูกเชิญมาเป็สักขีพยาน
“น้องอ้ายเหม่ย ทำไมทิ้งพี่ไปแต่งงานกับไอ้ยุวชนหน้าขาวคนนี้ซะล่ะ ดูรูปร่างผอมบางของเขาสิ เขาจะปกป้องเธอได้ยังไง ถ้าเธอแต่งกับพี่ รับรองว่าชาตินี้เธอจะได้กินอยู่อย่างสุขสบาย เธอดูพี่สิ พี่อยู่อย่างสบายขนาดไหนเธอไม่เห็นเหรอ” หลีไห่ร้องไห้เสียงดัง ทั้งยังเขย่าพุงของตัวเองไปมา
ผู้ใหญ่บ้านหรือลุงหลีหานเดินมาตบหัวลูกชายอย่างแรง “จะมาร้องไห้หาอะไร ร้องให้ตายเขาก็ไม่สนใจคนบ้านนอกอย่างเราหรอก”
เลขาธิการคอมมูนที่ได้รับเชิญมาร่วมงานแต่งด้วยถึงกับทำหน้าไม่ถูก‘ตาแก่ไร้สมองเอ๊ย คนเขาจะเข้าหอกันคืนนี้อยู่แล้วยังมาพูดจาไร้สาระอะไรอีก แกกล้าสาบานไหมว่าถ้าผู้หญิงเขาแต่งกับลูกชายของแก ไอ้อ้วนนั่นจะไม่มาแย่งอาหารของเธอกินก่อนน่ะ’
“อะแฮ่ม” เลขาธิการคอมมูนหรือลุงหลีฉินกระแอมขึ้นหนึ่งครั้ง “วันนี้ฉันในฐานะตัวแทนฝ่ายชาย ขออวยพรให้พวกเธอทั้งสองคนมีชีวิตแต่งงานที่มีความสุขและราบรื่น หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกันนะ”
“ขอบคุณครับลุงฉิน” เจียงโม่โฉวตอบรับ
“ขอบคุณค่ะคุณลุง” โจวอ้ายเหม่ยตอบรับเช่นกัน
“รีบอวยพรให้เด็กๆ เสียสิ ดื่มเหล้ามงคลเสร็จจะได้รีบกลับบ้าน” ลุงหลีฉินพูดเร่ง
ลุงหลีหานเห็นว่าไม่มีใครสนใจคำพูดของตนเอง และมองไปเห็นใบหน้าที่มีแต่น้ำตาของลูกชาย เขาจึงตัดสินใจพูดเพื่อลูกชายอีกครั้ง “การแต่งงานก็เหมือนกับการเสี่ยงโชค หากครั้งนี้โชคไม่ดีก็ต้องรู้จักปล่อยวาง ไม่แน่ว่าโชคครั้งหน้าอาจจะดีกว่าก็ได้ และโชคที่ว่านั้นก็ยืนอยู่ไม่ไกล ลูกชายของฉันเกิดมาพร้อมกับโชคดีที่สะสมมาร้อยชาติ ผู้คนส่วนใหญ่อดอยาก แต่เขากลับมีร่างกายที่อุดมสมบูรณ์”
เจียงโม่โฉวกับโจวอ้ายเหม่ยหมดคำจะพูดแล้ว
แม้คู่บ่าวสาวจะได้รับคำอวยพรอันแปลกประหลาดของผู้ใหญ่บ้าน แต่มันก็ไม่อาจสั่นคลอนความรักที่พวกเขาสะสมมาด้วยกันหลายร้อยชาติได้เลย และคืนเข้าหอก็งดงามเสมอ เจียงโม่โฉวะเิพลังของตัวเองไม่ยั้ง ใครจะรู้ว่าห้าร้อยชาติที่ผ่านมา เขาต้องทรมานจากการอดกลั้นทางอารมณ์นี้มากขนาดไหน โจวอ้ายเหม่ยที่ถูกสามีมอบความรักให้ตลอดทั้งคืน เธอสลบและตื่นขึ้นมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็มีความสุขที่ได้นอนในอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นที่เธอเฝ้ารอมานาน
.........................................
“พี่กลับมาแล้วหรือคะ มาทานข้าวกันก่อนแล้วค่อยออกไปทำงานในไร่เถอะค่ะ เช้านี้ฉันทำอาหารไว้หลายอย่างเลย มีของชอบของพี่ด้วยนะคะ” โจวอ้ายเหม่ยเรียกพี่ชาย พร้อมกับยกจานซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงขึ้นอวด จากนั้นก็หันไปตักข้าวสวยร้อนๆ ไว้รอพี่ชายและสามี
เพราะเมื่อคืนเป็คืนเข้าหอของน้องสาว โจวต้าเฝิงจึงหาข้ออ้างขึ้นไปดักสัตว์บนูเา ก็ใครมันจะมานอนฟังเสียงแสดงความรักของน้องสาวกับน้องเขยของตัวเองได้ล่ะ
หากเจียงโม่โฉวและโจวอ้ายเหม่ยรู้ความคิดของพี่ชาย พวกเขาคงบอกไปแล้วว่าพี่ชายคิดมากเกินไป เพราะผู้ตรวจการเทพไม่ได้มอบแค่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์และทักษะพิเศษให้พวกเขาติดตัวมาเท่านั้น แต่เจียงโม่โฉวยังมีมิติวิเศษที่เป็พื้นที่ทำการเกษตรครบวงจรที่มีทั้งพื้นที่เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ซึ่งผลผลิตที่ได้จากพื้นที่ในมิติของเขานั้นมีสรรพคุณทางยาและมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็อย่างมาก
ส่วนโจวอ้ายเหม่ยก็มีมิติคงสภาพติดตัวมาเหมือนกัน เมื่อมีมิติเล็กๆ ติดตัวมาด้วย พวกเขาจะไม่เข้าไปหาความสำราญในมิติของกันและกันเพื่อความเป็ส่วนตัวได้อย่างไร ถึงบอกว่าโจวต้าเฝิงนั้นคิดมากเกินไปแล้ว
“แล้วโม่โฉวล่ะ ยังไม่ตื่นอีกหรือ” โจวต้าเฝิงถาม
“เขาอยู่หลังบ้านน่ะค่ะ เห็นว่าจะพลิกหน้าดินทำแปลงผัก”
“งั้นก็ไปตามมากินข้าวพร้อมกันเถอะ พี่มีอะไรจะปรึกษาพวกเธอด้วย”
“ผมมาแล้วครับ” เจียงโม่โฉวเดินยิ้มเข้ามา
“ถ้างั้นก็มากินข้าวกันเถอะ” โจวต้าเฝิงบอก
เมื่อทั้งสามคนกินข้าวเช้าเสร็จ พวกเขาจึงมีเวลามานั่งปรึกษากันก่อนที่จะออกไปทำงานในไร่
“พี่มีอะไรจะปรึกษาพวกเราหรือครับ” เจียงโม่โฉวถาม
“อาหารที่เราได้รับจัดสรรมาคงไม่พอให้เรากินได้ถึงการเก็บเกี่ยวครั้งหน้า พี่คิดว่าจะไปขอยืมข้าวกับธัญพืชจากลุงฉินหรือไม่ก็ลุงหาน แต่ครอบครัวลุงฉินมีคนเยอะ พี่คิดว่าคงไม่เหมาะที่เราจะไปรบกวน ส่วนลุงหาน...” โจวต้าเฝิงถอนหายใจ
ลุงฉินก็คือเลขาธิการคอมมูน ส่วนลุงหานก็คือผู้ใหญ่บ้าน แต่ความกังวลของโจวต้าเฝิงก็ไม่เกินจริง เพราะครอบครัวของลุงฉินเป็ครอบครัวใหญ่ สมาชิกในครอบครัวก็มีกันอยู่หลายคน หากพวกเขาไปรบกวนอาหารมาอีกก็คงไม่เหมาะ ส่วนลุงหานน่ะหรือ ถึงแม้เขาจะมีธัญพืชพอให้หยิบยืม แต่หลังจากที่ลูกชายของเขาอกหักจากโจวอ้ายเหม่ย ความช่วยเหลือที่เคยมีให้ก็คงพึ่งพาไม่ได้แล้วในตอนนี้
“อาหารที่เรามีอยู่จะกินได้อีกนานเท่าไหร่หรือที่รัก” เจียงโม่โฉวหันไปถามภรรยา
โจวอ้ายเหม่ยยิ้มเขิน “หนึ่งเดือนค่ะ หรือถ้าจะให้ประหยัดหน่อยก็ไม่น่าจะเกินเดือนครึ่ง”
“เหลือเฟือแล้วครับพี่ชาย” เจียงโม่โฉวพูดยิ้ม
“เหลือเฟือ! นายล้อเล่นหรือเปล่า การเก็บเกี่ยวครั้งหน้ามันอีกสามเดือนเลยนะ เฮ้อ...ทั้งฉันและนายต่างก็มีเงินเก็บฉันรู้ดี แต่ฉันอยากเก็บเงินนี้ไว้เผื่อว่าในอนาคตเราจะใช้มันสำหรับย้ายไปอยู่ที่อื่น”
“ไปปักหลักที่อื่นหรือครับ? นั่นมันแน่นอนอยู่แล้วสิ ถ้าสถานการณ์ของประเทศดีขึ้น ผมก็จะพาพวกพี่กลับไปปักกิ่งด้วยอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นเราก็ไม่ต้องกังวลเื่เงินมากหรอกนะครับ ครอบครัวของผมคงพอช่วยเราได้”
“ถ้ามีแค่นายกับอ้ายเหม่ยก็คงไม่มีปัญหา แต่ฉันเป็แค่พี่ชายของภรรยา จะให้ฉันไปรบกวนครอบครัวของนายได้ยังไงกัน”
“พี่ก็มองผมเป็คนอื่นคนไกล ผมเป็น้องเขยพี่นะครับ”
“นั่นสิคะพี่ชาย ทำไมพี่ต้องทำเหมือนเราเป็คนอื่นด้วย”
“เอาล่ะ ยังไม่ต้องมากังวลกับเื่ที่ยังมาไม่ถึง เรามาปรึกษากันก่อนว่าหลังจากนี้เราจะหาเสบียงมาจากไหน แล้วก็อย่าพูดถึงเื่เงินเก็บที่พี่ชายนายส่งมา ตอนนี้เราสามคนควรหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อน” โจวต้าเฝิงยกมือห้าม “ฟังฉันให้จบก่อนสิ ฉันรู้ว่านายหรือแม้แต่ครอบครัวของนายคงไม่คิดมากกับเงินแค่นี้ แต่ฉันก็ไม่อยากให้ใครมามองว่าฉันกับน้องสาวเลือกแต่งกับนายเพราะความสุขสบาย และไม่อยากให้ครอบครัวของนายมีอคติกับอ้ายเหม่ยด้วย”
เจียงโม่โฉวยิ้ม “ผมเข้าใจแล้ว แต่ที่ผมบอกว่าเรายังไม่ต้องคิดมากเพราะผมมีวิธีหาเสบียงมาเก็บไว้ให้เรากินจนถึงวันแจกจ่ายผลผลิตรอบหน้าแน่นอน หมู่บ้านของเราอยู่ติดูเา บนนั้นต้องมีอาหารให้เราหามากินได้ และแปลงผักหลังบ้านที่ผมกำลังจะปลูกอีก พี่อย่าเห็นว่าผมเป็แค่ไอ้หนุ่มเมืองกรุง ที่บ้านของผมที่ปักกิ่งก็ปลูกผักในสวนไว้กินเองเหมือนกัน และฝีมือการปลูกผักของผมก็เทพมากเลยนะ ผักของผมจะเติบโตมากกว่าผักที่คนอื่นปลูก ส่วนเื่รสชาติและคุณภาพยิ่งไม่ต้องพูดถึง พี่อย่าหาว่าผมเอาแต่โม้เชียวล่ะ รออีกสักเดือนตอนที่ผลผลิตออก ตอนนั้นพี่ก็จะรู้ว่าผมพูดจริง”
โจวต้าเฝิงไม่เถียง เขาเคยเห็นแปลงผักส่วนตัวของเจียงโม่โฉวมาแล้วตอนที่เจียงโม่โฉวยังพักอยู่ที่บ้านพักของยุวชน แปลงผักของเขางอกงามและผักก็กรอบอร่อยกว่าของคนอื่นจริงๆ