มัวแต่ปรึกษาหารือวางแผนการสู้รบในวันพรุ่งนี้สั่งการหัวหน้าทหารหน่วยต่างๆก็ล่วงเลยเวลาไปจนค่ำมืด
“ท่านแม่ทัพไป๋วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะพวกเราไปกินอาหารค่ำที่พระชายาจัดเตรียมรอไว้มิเช่นนั้นพระชายาคงหิ้วท้องรอพวกเราไม่ยอมกินข้าวก่อนเป็แน่”
แม่ทัพไป๋ได้ยินดังนั้นก็ใที่ทำตัวเสียมารยาทเข้าให้แล้ว“ขออภัยพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องกระหม่อมลืมเวลารับประทานอาหารไปเสียสนิทพวกเรารีบไปกันเถอะพระชายาทรงรอแย่แล้ว”
ทั้งสามพากันเดินไปที่ห้องจัดเลี้ยงรับรองแขกก็พบว่าพระชายาจัดเตรียมอาหารไว้เรียบร้อยเมื่อยังไม่มีใครมาพระนางจึงนั่งจิบชารออย่างใจเย็น
เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในห้องเสวยแม่ทัพไปเห็นพระชายาทรงนั่งรออยู่“ขออภัยพ่ะย่ะค่ะพระชายาที่กระหม่อมมาช้า”พระชายาส่งสายตาไปให้นางกำนัลรู้ว่าได้เวลายกอาหารเข้ามาได้แล้ว
“ท่านแม่ทัพไม่ต้องเกรงใจ เราเองก็ยังไม่หิวจึงไม่ได้ให้คนไปตาม”
ทั้งหมดนั่งประจำที่ของตนที่จัดเตรียมไว้อย่างเป็ระเบียบสำรับอาหารถูกนำมาวางที่โต๊ะของแต่ละคน
แม่ทัพไป๋มองดูอาหารที่วางตรงหน้าเกิดรู้สึกสะท้อนในใจที่อาหารมีแค่ผัดผักเต้าหู้นึ่งซีอิ๊ว เป็ดราดน้ำแดงชามนี้หน้าจะทำมาเป็พิเศษเพื่อต้อนรับเขาเท่านั้นในวันปกติคงไม่มีเมนูนี้ขึ้นโต๊ะอาหารเป็แน่
“ฝ่าาทรงส่งความช่วยเหลือมาไม่น้อยเหตุใดพระองค์จึงต้องประหยัดเช่นนี้”
ท่านอ๋องโจวเงยหน้าจากอาหารขึ้นมองไปทางที่ท่านแม่ทัพไป๋นั่งเพื่อตอบคำถามด้วยน้ำเสียงติดตลกว่า“ฝ่าาทรงพระเมตตาแต่หนทางกว่าจะมาถึงที่นี่เกรงว่าพระมหากรุณาธิคุณจะตกหล่นตามทางกว่าจะมาถึงที่นี่ก็เหลือไม่มากแล้ว”
แม่ทัพไป๋ได้ยินดังนั้นก็เข้าใจได้ในทันที“เป็ฝีมืออัครเสนาบดีหลิน! ใช่หรือไม่ เหตุใดพระองค์จึงไม่ทูลต่อฝ่าา”
ท่านอ๋องโจวถอนหายใจเบาๆ"ท่านแม่ทัพก็น่าจะทราบดีว่าฎีกาที่ส่งเข้าไปต้องผ่านอัครเสนาบดีหลินเสียก่อนจะส่งไปถึงพระหัตถ์ฝ่าาท่านก็รู้จักนิสัยอัครเสนาบดีหลินดีถ้าเขารู้ว่าเราส่งฎีกาถึงฝ่าามีแต่จะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี
เรากลัวว่าจะส่งผลกระทบถึงงบประมาณอื่นๆต่อไปอาจถูกตัดทิ้งทั้งหมด อย่าคุยเื่พวกนี้อีกเลยมาคุยเื่พวกเราดีกว่าไม่ได้พบกันนานครอบครัวท่านสบายดีหรือไม่"
พอท่านอ๋องโจวเอ่ยถามถึงเื่ครอบครัวท่านแม่ทัพไป๋ก็มีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาในทันที
“บุตรชายกระหม่อมปีนี้ก็อายุสิบห้ากำลังศึกษาอยู่ที่สำนักศึกษากระหม่อมเป็ห่วงที่บ้านเหลือเกินฮูหยินก็มาด่วนจากไปที่บ้านมีแต่พ่อบ้านชิงที่คอยดูแลทุกอย่างกระหม่อมจะทำเช่นไรได้หน้าที่ต่อบ้านเมืองย่อมต้องมาก่อน”
อ๋องโจวเห็นท่าทางไม่สบายใจของท่านแม่ทัพไป๋จึงพูดขึ้นว่า“เหตุใดจึงไม่เอ่ยถึงบุตรสาว ตอนนี้นางเป็เช่นไร?” แม่ทัพได้ยินคำถามนี้จากท่านอ๋องโจวก็ถึงกลับใพลางย้อนคิดถึงเื่ราวในอดีต
#รัชศกหลงจี้ปีที่หนึ่ง
ปีแรกที่ฮ่องเต้หลี่หลงจี้ขึ้นครองราชย์ก็พระราชทานสมรสให้ท่านแม่ทัพใหญ่ไป๋แต่งงานกับสตรีตระกูลหวังนามว่าหวังจิงลั่วด้วยบิดาเสียชีวิตในการสู้รบยึดอำนาจในครั้งนั้นนางและน้องชายหมดที่พึ่งจึงให้ท่านแม่ทัพไป๋รับนางเข้าจวนเป็ภรรยาเอก
แม่ทัพไป๋เห็นแม่นางหวังครั้งแรกก็ผูกสมัครรักใคร่อย่างมากยินดีรับนางเข้าจวนอย่างเต็มใจแม่นางหวังผู้นี้มีนิสัยอ่อนโยน
พูดน้อยหน้าตาสะสวยเสียแต่เพียงนางเป็คนมีร่างกายอ่อนแอหลังจากตั้งครรภ์ร่างกายก็ยิ่งอ่อนแอยิ่งขึ้นด้วยเพราะนางตั้งครรภ์เด็กฝาแฝด
แม่ทัพไป๋เป็ห่วงภรรยามากจึงตามหาหมอตำแยทำคลอดเก่งๆจนทั่วสารทิศด้วยเป็ห่วงว่านางจะเป็อันตราย
จนพบหมอตำแยนางหนึ่งเป็หญิงวัยกลางคนที่ผู้มีชื่อเสียงในการทำคลอดแต่เมื่อนางมาตรวจดูอาการฮูหยินก็บอกกับท่านแม่ทัพว่า
“ท่านแม่ทัพข้าขอเรียนท่านตามตรงฮูหยินร่างกายอ่อนแอข้าเองก็ไม่มั่นใจนักว่าจะคลอดได้อย่างปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูกเมื่อถึงคราวจำเป็ท่านแม่ทัพจะต้องเลือกระหว่างแม่กับลูกท่าน...”ท่านแม่ทัพถึงกับพูดไม่ออกในสถานการณ์แบบนั้นข้าจะทำใจเลือกใครได้เล่า
วันเวลาผ่านไปจนฮูหยินไป๋เจ็บท้องใกล้คลอดหมอตำแยก็รีบสั่งให้คนรับใช้ในบ้านเตรียมน้ำร้อนผูกผ้าให้นายหญิงดึงขณะเบ่งคลอดเวลาผ่านไปหลายชั่วยามก็ยังไม่มีวี่แววว่าเด็กจะคลอดออกมาฮูหยินเบ่งจนหมดแรงหมอตำแยเห็นท่าไม่ดีจึงรีบบอกกับแม่ทัพไป๋ว่า
“คงต้องตามท่านหมอหลวงแล้วล่ะเ้าค่ะ”
ท่านแม่ทัพข้าเกรงว่าฮูหยินจะไม่ไหว เื่นี้ไม่อาจบอกให้ทางราชสำนักรู้เป็อันขาดจึงไปตามอดีตหมอหลวงหยางที่ออกจากราชการมาเปิดร้านขายยาในตลาดให้มาดูอาการฮูหยินเมื่ออดีตหมอหลวงจางมาถึงก็ตรวจดูอาการจากนั้นก็รีบเดินกลับออกมาบอกข่าวร้ายกับท่านแม่ทัพไป๋
“ท่านแม่ทัพข้าขอเรียนท่านตามตรงอาจไม่รอดทั้งแม่ทั้งลูกมีทางเดียวที่จะช่วยเด็กได้ก็คืนต้องผ่าท้องเอาเด็กออกมาส่วนแม่ข้าหมดทางช่วยจริงๆ”แม่ทัพไป๋รีบเดินเข้าไปจับมือฮูหยินผู้เป็ที่รัก ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายสายตาผู้ใด
“ฮูหยินของข้าเ้าคงเ็ปและทรมานมากใช่หรือไม่?ข้าไม่อาจช่วยเหลืออะไรเ้าได้เลย”
ฮูหยินไป๋เหมือนจะรู้ตัวเองดีว่าถึงอย่างไรก็คงไม่รอดแต่นางอยากให้ลูกของนางได้ออกมาลืมตาดูโลก
“ท่านแม่ทัพอย่าได้เสียใจไปเลยเ้าค่ะวาสนาของข้าได้เป็ภรรยาของท่านชั่งเป็โชคดีที่สุดในชีวิตตอนนี้ข้าไม่สามารถอยู่ดูแลลูกได้ข้าขอฝากลูกทั้งสองของเราไว้กับท่านได้โปรดให้ท่านหมอช่วยลูกของเราด้วยเถอะ”
แม่ทัพไป๋หมดสิ้นหนทางถึงจะเสียใจมากเพียงใดที่ต้องสูญเสียภรรยาสุดที่รักแต่เขาจะทำยังได้ในเมื่อมีอีกสองชีวิตรอเขาอยู่แม่ทัพไป๋จำใจสั่งให้อดีตหมอหลวงจางลงมือ
“หมอจางต้องลำบากท่านแล้ว”
ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงเด็กร้องหมอตำแยอุ้มเด็กทารกทั้งสองออกมาให้ท่านแม่ทัพไป๋ได้เห็นหน้า
“น่ารักเหลือเกินท่านแม่ทัพเหมือนเหลือเกินเหมือนกันมากเป็เด็กฝาแฝดชายหนึ่งหญิงหนึ่งเ้าค่ะ”
แม่ทัพไป๋มองเด็กทั้งสองด้วยความดีใจที่ตนได้เป็พ่อคนแต่เยื่อใยที่มีต่อฮูหยินก็อดถามไม่ได้ว่า
“ฮูหยินข้าเป็เช่นไรบ้าง?”
หมอตำแยนิ่งเงียบไปเมื่อเอ่ยถึงฮูหยินไป๋“ไว้ท่านแม่ทัพถามท่านหมอจางเองเถอะเ้าค่ะข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันเห็นนางนอนหลับสนิทตลอดเวลาที่ท่านหมอจางผ่าเอาเด็กออกมา”หมอจางเดินออกมาจากห้องหลังจากเย็บแผลฝ่าคลอดเสร็จเรียบร้อย
“ท่านหมอจาง ฮูหยินของข้าเป็อย่างไรบ้าง”อดีตหมอหลวงผายมือเชิญให้แม่ทัพนั่งลงก่อน“ฮูหยินเสียเืมากไม่อาจยื้อชีวิตไว้ได้ข้าเสียใจด้วยจริงๆ”
ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าฮูหยินไม่รอดแต่ก็ยังไม่อาจทำใจได้โดยง่ายท่านหมอจางแนะนำว่าต้องหาแม่นมมาช่วยดูแลหมอจางเอ่ยแนะนำขึ้นทำให้แม่ทัพไป๋เริ่มมีสติขึ้นมาบ้าง
"ท่านหมอจางเื่นี้ข้าขอให้ท่านเก็บเป็ความลับได้หรือไม่ข้าไม่อยากให้ใครล่วงรู้ว่าข้ามีลูกแฝด(ในสมัยนั้นมีความเชื่อว่าการมีลูกแฝดนั้นเป็เด็กกาลกิณี)
ส่วนเื่แม่นมท่านไม่ต้องเป็ห่วงข้าจะจัดการเอง"
อดีตหมอหลวงจางยินดีช่วยเหลือท่านแม่ทัพปิดบังความลับครั้งนี้เพราะท่านแม่ทัพเคยมีบุญคุณช่วยเหลือให้เขารอดชีวิตจากการถูกฮองเฮาหลินใส่ความว่าเขาคิดวางยาฮ่องเต้
“ไม่ต้องห่วงท่านแม่ทัพเื่นี้จะไม่มีใครล่วงรู้เป็อันขาด”
เมื่อจัดการงานศพของฮูหยินเรียบร้อยท่านแม่ทัพไป๋จึงพยายามหาที่พึ่งทางใจเชิญซินแสที่ตนนับถือมาตรวจดูดวงชะตาเด็กฝาแฝดทั้งสองคนซินแสได้ทำนายดวงชะตาว่าเด็กชายจะมีอายุสั้นเพราะดวงของเด็กหญิงมีความแข็งแกร่งยิ่งกว่าแฝดผู้พี่
“ไม่มีทางแก้เลยหรือท่านซินแส”ซินแสนั่งคำนวณอยู่สักพักก็ตอบว่า“พอจะมีทางรอดอยู่นั้นก็คือห้ามไม่ให้ใครรู้ถึงการมีตัวตนของนางจนกว่านางจะมีอายุครบวัยปักปิ่น(อายุ15)"
“ซินแสใจคอท่านจะให้ข้าขังนางไว้ในจวนปิดบังการมีตัวตนของนางอย่างนั้นหรือ?”
ซินแสพยักหน้ายืนยันทางออกว่ามีแค่ทางนี้ทางเดียวเท่านั้น
“ถูกต้องมิเช่นนั้นอาจรวมถึงตัวท่านเองด้วยที่จะมีอายุสั้นดวงชะตาของนางคือดวงชะตาของหญิงงามล่มเมืองอย่าให้เด็กแฝดสองคนนี้เข้าไปพัวพันกับราชสำนักเป็อันขาดเพราะมันจะนำมาซึ่งหายนะ”
แม่ทัพไป๋เฝ้าครุ่นคิดคำนึงว่าจะแก้ปัญหาเื่คำทำนายนี้เช่นไร?แม่ทัพไป๋หวนคิดไปถึงสหายร่วมรบผู้หนึ่งจึงตัดสินใจเดินทางไปขอร้องอาจารย์ฝู่ที่ปีกวิเวกเข้าไปฝึกตนอยู่ในป่านานหลายปีให้ออกมาช่วยดูแลลูกทั้งสองของตน
อาจารย์ฝู่ท่านนี้เก่งทั้งบู๊และบุ๋นหากได้เขามาช่วยดูแลสั่งสอนลูกทั้งสองจะได้มีวิชาความรู้ติดตัวจากท่านอาจารย์ผู้นี้ไม่มากก็น้อย
ท่านอ๋องโจวเห็นแม่ทัพไป๋นั่งนิ่งใจลอยอยู่นานไม่ยอมตอบคำถามจึงเรียกเสียงดังขึ้นหลายครั้ง“แม่ทัพไป๋!..แม่ทัพไป๋! เหตุใดจึงนั่งใจลอยมีสิ่งใดทำให้ไม่สบายใจหรือไม่”
แม่ทัพไป๋เมื่อได้ยินท่านอ๋องเรียกถามจึงได้สติกลับคืนมา“ลูกสาวคนเล็กของกระหม่อมนาง...นางถูกกระหม่อมขังไว้ในจวนไม่อนุญาตให้นางออกไปพบปะผู้คนพ่ะย่ะค่ะ”
ท่านอ๋องโจวได้ยินดังนั้นก็ได้แต่สะท้อนใจชั่งเป็ชะตากรรมที่น่าสงสารเหลือเกินที่ผ่านมาท่านอ๋องโจวพอจะทราบเื่คำทำนายของบุตรชายหญิงฝาแฝดที่มีใบหน้าเหมือนกันราวกับเป็คนๆคนเดียวกันของสหายรักอยู่บ้าง
“แม่ทัพไป๋ข้าขอต่อว่าท่านตรงๆต่อหน้าสักครั้ง...ท่านเชื่อคำทำนายบ้าบอนั้นแล้วกักขังลูกตนเอง สตรีงามล่มเมืองอย่างนั้นหรือ!!สำหรับข้าชะตาคน...ตนเป็ผู้ลิขิตหาใช่เป็ไปตามคำทำนายไม่!”
อ๋องโจวส่ายหน้ากับความคิดตื้นเขินของสหายเก่าผู้นี้เหลือเกิน
“กระหม่อมไม่รู้จะทำเช่นใดกระหม่อมไม่คิดแต่งงานใหม่ไม่คิดมีทายาทอีกจึงทำให้กระหม่อมเป็ห่วงบุตรชายกลัวเขาจะอายุสั้นขาดทายาทสืบทอด”
“ท่านจึงให้บุตรีที่ไม่รู้เื่รู้ราวเป็ผู้เสียสละชีวิตตนเองเพื่อพี่ชายเพื่อความเชื่อที่เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจของท่านอย่างนั้นหรือ”
พระชายานิ่งฟังบทสนทนานี้มาสักระยะก็มีความเห็นว่าเื่ที่ผ่านไปแล้วกลับไปแก้ไขสิ่งใดไม่ได้อีกโต้เถียงกันไปก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด
พระชายาจึงคิดหาหนทางจบปัญหาเื่นี้ให้กับคนทั้งสอง“เราว่า...ท่านทั้งสองหยุดโต้เถียงกันในเื่ที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้อีกแล้วจะดีกว่า...เรามีความเห็นว่าพวกเราควรมาช่วยกันคิดหาทางแก้ไขเื่ต่อไปในอนาคตมิดีกว่าหรือ”
บุรุษทั้งสองเมื่อได้ยินพระชายากล่าวคำพูดที่มีเหตุผลก็หยุดโต้เถียงกันทันที
“พระชายาที่เ้าผู้มาเช่นนี้แสดงว่าเ้าคิดวิธีแก้ไขไว้แล้วใช่หรือไม่”
อ๋องโจวหันไปสนใจท่าทีพระชายาของตนด้วยเชื่อว่านางต้องมีหนทางแก้ไขเื่นี้ในใจไว้แล้วเป็แน่
“เื่นี้แก้ไขได้ไม่อยากเพียงแต่ท่านแม่ทัพกับท่านอ๋องต้องมีใจตรงกันเท่านั้น”
แม่ทัพไป๋ทำหน้างงๆเื่นี้จะถูกแก้ไขจากความมีใจตรงกันกับท่านอ๋องได้อย่างไร
“พระชายาโปรดชี้แนะให้กระหม่อมด้วยเถอะกระหม่อมเป็คนโง่เขลามิอาจสู้ความคิดอันลึกซึ้งของพระองค์ได้จริงๆพ่ะย่ะค่ะ”
พระชายาอมยิ้มหันไปมองพระโอรสของตนแล้วจึงกล่าวถึงหนทางแก้ปัญหาครั้งนี้
“ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพไป๋จะรังเกียจหรือไม่หากข้าจะขอบุตรสาวของท่านให้หมั่นกับเหยาเอ๋อร์ของเรา”
แม่ทัพไป๋ถึงกับใหันไปมองหน้าท่านอ๋องโจวว่ามีสีหน้าเช่นไรเพราะเื่นี้พระชายาคงยังไม่ได้ปรึกษาท่านอ๋องมาก่อนเป็แน่
“ยอดเยี่ยม!!..พระชายาของเราชั่งเป็สตรีที่รู้ใจเรามากที่สุดท่านแม่ทัพเราว่าเอาตามที่พระชายาแนะนำก็แล้วกัน...ถูกใจเรายิ่งนัก...ตามนี้ๆ ฮะๆฮ่าๆ”
อ๋องโจวมีความสุขที่จะได้ร่วมเป็ทองแผ่นเดียวกันกลับแม่ทัพไป๋แม่ทัพไป๋เองก็เหมือนได้ปลดโซ่พันธนาการความห่วงใยในตัวบุตรสาวลงได้
ท่านแม่ทัพเองก็ห่วงใยอนาคตของบุตรีอย่างมากหากต่อไปตนเองไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้นางจะมีผู้ใดให้พึ่งพิง“เป็พระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ”
*********************************************************
ท่านอ๋องโจวแห่งแดนเหนือจะส่งผู้ใดมารับตัวแฝดผู้น้องไป๋ลี่จิงออกจากเมืองหลวงลั่วอี้แคว้นต้าหลี่กันนะ
อ่านแล้วชอบช่วยกดหัวใจ เป็นกำลังให้นักเขียนด้วยนะจ๊ะ ขอบคุณคะ นามปากกา K.P.STOM