ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง คังอิงก็เขียนข้อตกลงผู้ถือหุ้นเสร็จแล้ว เธอวางมันลงตรงหน้าสือเจียงหย่วน
สือเจียงหย่วนมองดูข้อตกลงฉบับนั้นครู่หนึ่ง เขาสังเกตเห็นว่าลายมือของคังอิงดูไหลลื่นเป็นระเบียบ แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่เธอเริ่มเขียนข้อตกลง เธอก็คงวางแผนเอาไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว
เมื่อพิจารณาเนื้อหาในข้อตกลง ก็พบว่ามันสอดคล้องกับข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง แถมยังรอบคอบมากอีกด้วย
“ตามสัดส่วนเงินทุนที่ลงไปแล้ว ผมลงทุนแค่สามแสนหยวน แถมในนั้นยังมีค่าข่าวสารของคุณตั้งหนึ่งแสนหยวน แต่คุณกลับให้หุ้นผมถึงหกส่วน แบบนี้ไม่ได้หรอกมั้ง อย่างมากผมรับแค่สามส่วนก็พอแล้ว” สือเจียงหย่วนคัดค้าน
นี่เป็นผู้ลงทุนที่ดีที่สุดในโลกหรือเปล่านะ? เขาไม่เพียงแต่ไม่เอาหุ้นส่วนใหญ่ แล้วยังพยายามปฏิเสธอีก คังอิงอดไม่ได้ที่จะแย้มยิ้มออกมา
เธอรู้ว่าสือเจียงหย่วนลงทุนกับเธอก็เพราะต้องการตอบแทนบุญคุณ แต่เธอไม่ใช่คนโลภ เธอไม่อยากเอาเปรียบคนอื่นมากเกินไป คังอิงยิ้มแล้วบอกว่า
“แต่ก่อนฉันไม่มีอะไรเลย ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่เป็นเงินทุนของคุณ ทั้งเส้นสายต่างๆ ดังนั้นคุณต้องรับหุ้นหกส่วน คุณอย่าปฏิเสธอีกเลย ไม่งั้นฉันจะไม่พอใจเอานะ แล้วถ้าฉันไม่พอใจขึ้นมาล่ะก็ ฉันอาจจะไม่ทำธุรกิจนี้ต่อแล้วก็ได้”
คังอิงพูดจาทั้งแบบติดตลกและจริงจังเพื่อ ‘ข่มขู่’ สือเจียงหย่วน
สือเจียงหย่วนคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้ว่าคังอิงเป็นคนยุติธรรมมาก หากเธอตัดสินใจอะไรลงไปแล้ว คงไม่มีใครเปลี่ยนใจเธอได้ เขาจึงพยักหน้าแล้วบอกว่า “ตกลง งั้นทำตามที่คุณว่าก็แล้วกัน”
อย่างไรเสียสือเจียงหย่วนก็ไม่มีทางเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของห้างสรรพสินค้าอยู่แล้ว ต่อให้เขาถือหุ้นส่วนใหญ่ แต่สิทธิ์ในการบริหารจัดการก็ยังคงเป็นของคังอิง เรื่องหุ้นนั้นเอาไว้ค่อยว่ากันทีหลังก็แล้วกัน
ครั้นเห็นสือเจียงหย่วนตอบตกลง คังอิงก็แย้มยิ้มด้วยความยินดีพลางบอกว่า “คนเราต้องใจกว้างแบบนี้สิ”
บอกจบ เธอก็คัดลอกข้อตกลงฉบับนี้อีกหนึ่งฉบับ เนื้อหาในข้อตกลงทั้งสองฉบับเหมือนกันทุกประการ จากนั้นเธอก็ยื่นให้สือเจียงหย่วน “ลงนามได้เลยค่ะ ท่านประธานสือ”
สือเจียงหย่วนส่ายหน้าเล็กน้อย จากนั้นเขาก็เซ็นชื่อลงบนข้อตกลงทั้งสองฉบับ
คังอิงเซ็นชื่อของตนลงไปแล้วก็มอบข้อตกลงฉบับหนึ่งให้กับสือเจียงหย่วน เธอบอกยิ้มๆ ว่า “เก็บรักษาให้ดีๆ นะคะ ข้อตกลงการถือหุ้นฉบับนี้มีมูลค่าสูงมาก ไม่แน่ว่าวันหนึ่งพวกเราอาจจะได้นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ตอนนั้นถ้าคุณทำหายล่ะก็ คุณจะต้องเสียใจมากแน่ๆ”
พอสือเจียงหย่วนได้ฟังแบบนั้น ก็พลันหัวเราะออกมา “ได้ ขอแค่คุณมีความมั่นใจก็พอแล้ว”
สือเจียงหย่วนไม่เคยคิดเลยว่าคำพูดของคังอิงจะเป็นจริง
ชายหนุ่มพับข้อตกลงฉบับนั้นแล้วเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ เขาไม่ได้รู้สึกว่ามันหนักอึ้งอะไร
เมื่อเขานึกถึงเรื่องในตอนนี้หลายปีต่อมา เขาก็เล่าให้คนอื่นฟัง คนอื่นๆ ต่างก็คิดว่าสือเจียงหย่วนช่างไม่ใส่ใจอะไรเลย ข้อตกลงที่ล้ำค่าเช่นนี้ เขาไม่กลัวเลยว่า ถ้าเผลอก้มตัวลง มันจะหล่นจากกระเป๋าไปไหม หากเป็นแบบนั้นจริงล่ะก็ เขาคงขาดทุนย่อยยับแน่ๆ...
ครั้นเห็นว่าสือเจียงหย่วนเก็บข้อตกลงที่เซ็นเรียบร้อยแล้วไว้ในกระเป๋าเสื้อแล้ว คังอิงก็เอ่ยขึ้นว่า
“เที่ยงแล้ว พวกเราจะกินอะไรกันดี”
สำหรับสือเจียงหย่วนกับคังอิง การกินเป็นเรื่องใหญ่ พวกเขาพบว่าต่างก็เป็นคนชอบกิน ถ้าหากกินอาหารไม่อร่อย พวกเขาก็จะอารมณ์ไม่ดี
แต่ถึงอย่างไรคังอิงก็เคยบอกไว้ว่า หลังจากที่ห้างสรรพสินค้าเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว เธอจะสร้างห้องออกกำลังกาย เพื่อให้พนักงานได้ออกกำลังกายในเวลาว่าง ไม่ใช่แต่ทำงานหนักจนร่างกายทรุดลง
เช่นเดียวกับเธอและสือเจียงหย่วน พวกเขาไม่อาจมัวแต่สนใจกินอาหารเลิศรส จนปล่อยให้ตัวเองมีรูปร่างอ้วนฉุจนพุงพลุ้ย
ความคิดของคังอิงดูแปลกใหม่มาก ในยุคสมัยนี้ไม่ค่อยมีคนอ้วน เพราะทุกคนมีฐานะยากจน จนไม่อาจกินเนื้อสัตว์ได้เต็มที่ หลายครอบครัวก็กินเนื้อสัตว์ได้แค่สองสามครั้งต่อเดือนเท่านั้น คนอ้วนจึงมีน้อย แต่คนที่ผอมกลับมีอยู่ไปทั่ว
“อ้วนแล้วมันไม่ดีตรงไหน? ผมเห็นคนแก่หลายคนเป็นห่วงว่าลูกหลานจะกินไม่อ้วน พวกเขาต่างก็พยายามยัดเยียดอาหารให้เด็กๆ กินกันทั้งนั้น” สือเจียงหย่วนบอก
คังอิงรู้ว่าค่านิยม ‘ความอ้วนคือความงาม’ นั้นเป็นที่นิยมอย่างมากในยุคนี้ เพราะในอดีตเศรษฐกิจไม่ดี ผู้คนจำนวนมากขาดแคลนอาหารและเสื้อผ้า คนรุ่นเก่ามักจะมีความทรงจำที่เจ็บปวดเกี่ยวกับความอดอยาก พอพวกเขาสามารถกินจนอิ่มท้องได้ พวกเขาก็หวังว่ารุ่นลูกหลานจะกินอาหารได้มากและมีรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้น เพราะมันแสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งและชีวิตที่ดี
แต่ในความเป็นจริงของโลกปัจจุบันแล้ว แม้แต่ในต่างประเทศ คนอ้วนก็เป็นเพียงสัญลักษณ์ของคนที่ใช้ชีวิตได้ไม่ดีเท่านั้น
“หากคนเราดูแลสุขภาพของตนเองไม่ได้ แล้วจะไปจัดการงานและชีวิตให้ดีได้อย่างไรกัน?” คังอิงบอก “การมีสุขภาพที่ดีต่างหากคือสิ่งที่ถูก เพราะหากปล่อยตัวเกินไป มันอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายได้”
พอสือเจียงหย่วนได้ฟังเช่นนั้น เขาก็รู้สึกว่าแปลกใหม่มาก เขาบอกว่า “คุณไปได้ความคิดแบบนี้มาจากไหนกัน? ผมไม่เคยได้ยินทฤษฎีนี้เลย ฮ่าๆๆ”
ใช่แล้ว ในอำเภอเล็กๆ แบบนี้ หากมีใครวิ่งบนลู่วิ่งในสนามกีฬาทุกวัน นอกจากจะเป็นนักเรียนชมรมกีฬาแล้ว ก็คงต้องถูกคนอื่นมองว่าสมองมีปัญหาแน่ๆ ในเมื่อเขาสามารถกินอิ่มได้แล้ว ทำไมถึงเอาแต่ไปวิ่งจนเสียพลังงานไปเปล่าๆ ล่ะ? มีแรงก็เอาไปหาบน้ำ หรือปลูกผักไม่ดีกว่าหรือ? นี่คือวิสัยทัศน์ที่ถูกกำหนดโดยยุคสมัย
คังอิงไม่ได้โต้เถียงเรื่องนี้กับสือเจียงหย่วน เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “พวกเราไปกินบะหมี่เย็นกันเถอะ อากาศร้อนๆ แบบนี้ กินบะหมี่เย็นแล้วจะได้ไม่เหงื่อท่วมตัว”
หัวข้อสนทนาถูกเบี่ยงเบนไป สือเจียงหย่วนพยักหน้ารับอย่างยินดี
ตอนสิบเอ็ดโมงครึ่ง คนงานในห้างสรรพสินค้าเลิกงานแล้ว พวกเขากลับบ้านไปกินข้าวกลางวัน เวลาเข้างานตอนบ่ายคือบ่ายสองโมง แต่เพราะว่าวันนี้ต้องจัดเตรียมสินค้าต่างๆ คังอิงจึงขอให้ทุกคนมาถึงตอนบ่ายโมงครึ่ง
หากเธอกินอาหารเสร็จในเวลานี้แล้วกลับบ้านไปนอนพัก ก็คงไม่ทันเวลา เธอจึงต้องอยู่ที่ห้องทำงานต่อ
คังอิงกับสือเจียงหย่วนไปกินบะหมี่เย็นหนึ่งชามที่ตรอกข้างๆ ห้างสรรพสินค้า จากนั้นก็กลับไปยังห้องทำงานในห้างฯ
ทั้งคังอิงและสือเจียงหย่วนไม่ทันได้สังเกตเลยว่าในวันแรกของการก่อตั้งแบรนด์ ‘ห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ’ ที่ส่องประกายเจิดจรัสในอนาคต มื้อแรกของพวกเขานั้นเรียบง่ายมาก
พอกลับมาถึงห้องทำงาน สือเจียงหย่วนก็ถามคังอิงว่าเคลียร์เรื่องค่าตกแต่งเรียบร้อยแล้วหรือยัง
ตอนที่คังอิงตกแต่งห้างสรรพสินค้ามิตรภาพนั้น ไม่ว่าจะเป็นค่าตกแต่ง หรือค่าวัสดุก่อสร้าง เธอต่างก็ติดเงินเขาไว้ทั้งนั้น
โชคดีที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าเธอมีห้างสรรพสินค้าใหญ่โตขนาดนี้ พ่อค้าแม่ค้าหัวใสทั้งหลายต่างก็ยอมให้เธอติดเงินไว้ก่อน ดังนั้นสือเจียงหย่วนจึงถามเรื่องนี้ขึ้นมา
“ยังไม่ได้เคลียร์หรอกค่ะ รอเงินหนึ่งแสนหยวนของคุณโอนมาแล้วฉันค่อยทยอยจ่ายเงินให้พวกเขา” คังอิงบอก “แต่ว่าฉันก็ไม่สามารถจ่ายเงินทั้งหมดให้พวกเขาได้ในครั้งเดียวหรอกนะ ต้องจ่ายเงินมัดจำไปก่อน เงินหนึ่งแสนหยวนไม่พอสำหรับค่าตกแต่งทั้งหมดอยู่ดี ฉันลองคำนวณคร่าวๆ แล้ว ค่าตกแต่งทั้งหมดน่าจะอยู่ที่สองแสนห้าหมื่นหยวนค่ะ”
สือเจียงหย่วนแทบจะตกตะลึง เอาละ ยังไม่ทันเปิดห้างสรรพสินค้า พวกเขาก็ใช้เงินไปแล้วกว่าเจ็ดแสนหยวน ถ้ารวมดอกเบี้ยเข้าไปอีกก็คงมากกว่านี้
สือเจียงหย่วนรู้สึกว่าเขาติดกับดักเข้าแล้ว ไม่มีทางถอนตัวได้อีกต่อไป
“ถ้าไม่มีเงินหนึ่งแสนหยวนนี้ คุณจะทำอย่างไร?” สือเจียงหย่วนถามคังอิงพลางยิ้ม
“รถวิ่งถึงภูเขา ย่อมมีทางไปต่อ [1] ฉันจะทำอะไรได้ล่ะ? ขอแค่เปิดห้างสรรพสินค้าได้ ฉันก็ไม่กลัวว่าจะไม่มีเงินหรอกค่ะ” คังอิงบอกอย่างมั่นใจ
“เอาละ งั้นฉันขอรอดูว่าเธอจะใช้วิธีโปรโมตแบบไหน” สือเจียงหย่วนเริ่มสนใจขึ้นมาแล้ว
คังอิงหรี่ตาลงพลางยิ้มแล้วบอก “ตอนที่ฉันร่างแผนโปรโมตนั้น ฉันก็อยากจะให้คุณดู แต่คุณไม่ได้ใส่ใจกับมันเลย ฉันจึงรอคุณอยู่หลายวัน แต่คุณก็ไม่มา เวลาก็ใช่ว่าจะคอยใคร ฉันก็เลยทำแผนโปรโมตออกไปก่อนแล้วค่ะ”
เชิงอรรถ
[1] รถวิ่งถึงภูเขา ย่อมมีทางไปต่อ เป็นสำนวนที่หมายถึง ทุกปัญหามีทางออก