เฟิ่งหยูรอจนพลบค่ำจึงแอบเข้าไปในตระกูลเขามุ่งตรงไปที่บ้านของบิดาเขาโดยไม่มีใครสนใจเมื่อเจอบิดาและมารดาเฟิ่งหยูตรงไปหามารดา น้ำตาของนางไหลอาบทั่วสองแก้ม นางกอดเฟิ่งหยูอยู่นานหลังจากใช้เวลาไปพอสมควรเฟิ่งหยูจึงได้เล่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาของเขาจนถึงผู้อาวุโสทั้งสิบที่ได้ช่วยเหลือตนไว้จากนั้นเฟิ่งหยูจึงได้ถามบิดาถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอดที่เขาไม่อยู่ในตระกูลพ่อของเฟิ่งหยูเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้เขาฟังตั้งแต่สัตว์อสูรโจมตีเมืองในเมืองเมฆาหมอกเสียหายอย่างหนักผู้คนล้มตายจำนวนมาก ผู้นำตระกูลบาดเจ็บสาหัสอาการน่าเป็นห่วง ผู้อาวุโสซือถูยึดอำนาจในการบริหารตระกูลจนปัจจุบันตระกูลเฟิ่งตกต่ำเป็นอย่างมาก โดนหลาย ๆ ตระกูลบีบบังคับให้ยอมจำนนกีดขวางธุรกิจของตระกูล จนปัจจุบันเหลือผู้ที่อยู่ในตระกูลที่ยังอยู่มีจำนวนไม่ถึงสองร้อยคนแตกต่างจากเมื่อก่อนที่มีคนในตระกูลเกือบสองพันคน แค่ผู้เยาว์ก็เกือบห้าร้อยคนแล้วเฟิ่งหยูปรึกษากับบิดาเขาอยากช่วยเหลือผู้นำตระกูล เขาเล่าเรื่องของผู้อาวุโสซือถูกับบุตรชายของเขาให้กับบิดาของเขาฟัง
เมื่อหานหลี่ได้ฟังที่เฟิ่งหยูเล่าเขาเจ็บปวดใจและแค้นซือถูอย่างมากเขาอยากจะไปตะบันหน้าของซือถูซะเดี่ยวนั้น เพียงแต่ว่าเฟิ่งหยูห้ามเอาไว้เขาไม่อยากให้คนในตระกูลมองบิดาเขาผิดเขาขอให้บิดาพาเขาไปหาผู้นำตระกูลที่บาดเจ็บหนักก่อน
กลางดึก....
หานหลี่พาเฟิ่งหยูแอบไปหาผู้นำตระกูลเมื่อเขาเข้าไปในห้องของผู้นำตระกูลเห็นผู้นำตระกูลนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง มีฉีฉีอยู่ดูแลไม่ห่างเฟิ่งหยูรีบก้าวเข้าไปหาผู้นำตระกูลและรีบตรวจอาการของผู้นำตระกูลเมื่อเขาตรวจสอบอาการของผู้นำตระกูลเขาพบว่าผู้นำตระกูลบาดเจ็บหนักแต่ยังพอรักษาได้ โอสถที่เขามีอยู่สามารถรักษาให้หายได้
เขาบอกให้ฉีฉี เขาจะรักษาผู้นำตระกูลอย่าให้ใครเข้ามาเด็ดขาด ฉีฉี เดินออกไปเฝ้าอยู่นอกห้องจากนั้นเฟิ่งหยูนำโอสถที่เขาหลอมเองออกมาให้แก่ผู้นำตระกูลจากนั้นจึงขอให้บิดาของเขาช่วยถ่ายทอดพลังปราณให้แก่ผู้นำตระกูล เขามีพลังปราณไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือในครั้งนี้จึงได้แต่อาศัยบิดาของเขา
สองชั่วยามต่อมา
ฉีฉีก้าวเข้ามาในห้องเขาพบว่าบิดาของเขาฟื้นขึ้นมาแล้วอาการของผู้นำตระกูลหายเป็นปกติดีแล้วเพียงแต่อ่อนเพลียให้เวลาพักผ่อนคืนนี้ พรุ่งนี้ก็หายเป็นปกติ
“ข้าขอบคุณเจ้าจริงๆ” ฉีฉี เอ่ยขึ้นมาพร้อมกับหยดน้ำตาแห่งความยินดีเมื่อเขาได้เห็นว่าบิดาของเขาหายเป็นปกติ
เฟิ่งหยูขอให้ผู้นำตระกูลเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับพร้อมกับเล่าเรื่องของซือถูให้กับผู้นำตระกูลฟังซึ่งผู้นำตระกูลเองก็ถูกซือถูหักหลังเช่นกัน ที่เขาต้องบาดเจ็บสาหัสแบบนี้ สาเหตุมาจากซือถูลอบทำร้ายดังนั้นทั้งหมดจึงปรึกษากันพวกเขาต้องกำจัดซือถู พร้อมด้วยผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งหมดและต้องฟื้นฟูตระกูลกลับมาให้ได้
เฟิ่งหยูปรึกษากับผู้นำตระกูลและบิดาของเขาจนถึงเช้าเฟิ่งหยูและบิดาของเขาจึงกลับบ้านเรื่องกำจัดผู้อาวุโสใหญ่ไม่ใช่เรื่องยากเพียงแต่หลังจากกำจัดแล้วเขาต้องฟื้นฟูตระกูลอย่างไรเท่านั้นเขานั่งคิดอยู่ภายในห้องของเขาจนหลับไปโดยไม่รู้ตัว
เมื่อตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาเที่ยงวันพอดีมารดาของเขาเข้ามาเรียกไปทานข้าว ระหว่างที่ทานอาหารกลางวัน บิดาอยู่ ๆบิดาของเขาก็พลันเอ่ยถามเฟิ่งหยูขึ้นมา
“เจ้าไปเอาโอสถมาจากที่ไหนมันเป็นโอสถขั้นสูง ราคาคงแพงมาก”
โอสถของข้าไม่มีอันตรายแน่นอนเฟิ่งหยู่กล่าวกับบิดาของเขา
“ท่านพ่อท่านช่วยเอาโอสถเหล่านี้ไปขายให้ข้าหน่อยได้ไหมข้าอยากรู้ว่ามันจะได้ราคาสักเท่าไหร่”เฟิ่งหยูหยิบโอสถสมานแผลยื่นให้บิดาของเขาไป 2 ขวดแต่ละขวดมียาอยู่ 3 เม็ด
ยังไงช่วงนี้ที่บ้านของเขาก็มีรายได้เข้ามาน้อยมากจนแทบจะเรียกได้ว่าเงินเก็บของบิดาและมารดาของเขาเริ่มหมดแล้วอีกอย่างเขาอยากรู้เหมือนกันว่าโอสถที่เขาหลอมขึ้นมาจะมีราคาสักเท่าไหร่
หลังจากทานอาหารเสร็จเฟิ่งหยูนั่งสนทนาต่อกับมารดาของเขาเขาเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่เขาพบเจอให้กับมารดาของเขาฟังซึ่งเรื่องที่เขาผจญกับอันตรายเขาเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงเพราะเขารู้ว่ามารดารักและเป็นห่วงเขามากเรื่องส่วนมากจึงเป็นเรื่องของผู้อาวุโสที่สั่งสอนเขาซะเป็นส่วนใหญ่
ผ่านไปชั่วยามกว่าๆ บิดาเขาที่เอาโอสถของเขาออกไปขายกลับมาพร้อมกับรอยยิ้ม เพราะโอสถที่นำไปขายสองขวดนั้นขายได้ราคา50 หินวิญญาณ ซึ่งบิดาเขาคิดว่าเป็นราคาที่แพงมาก
เขานำหินวิญญาณที่ได้ทั้งหมดให้มารดาของเขาเก็บไว้ใช้จ่ายชั่วคราวไปก่อน เฟิ่งหยูคิดว่าโอสถของเขาน่าจะมีราคาแพงกว่านั้นแน่แต่ก็ไม่ได้ใสใจมากนัก เขานั่งคิดอยู่นาน
ตอนนี้เขารู้แล้วว่าหลังจากกำจัดผู้อาวุโสซือถูและพรรคพวกแล้วเขาจะฟื้นฟูตระกูลอย่างไรจากนั้นจึงขอตัวไปพักผ่อน เนื่องจากตอนนี้ยังไม่มีใครภายในตระกูลรู้ว่าเขากลับมานอกจากผู้นำตระกูล ฉีฉี และ บิดามารดาของเขา เขาจึงต้องระวังตัวเป็นอย่างมากเพราะหากคนอื่นรู้เรื่องจะเกิดเรื่องวุ่นวายตามมาอีกมาก
เฟิ่งหยูกลับเข้าไปฝึกฝนในเจดีย์สวรรค์ตามปกติพร้อมกับปรึกษาอาวุโสทั้งสิบว่าเขาควรทำอย่างไรดีในเรื่องของตระกูลในครั้งนี้
ผู้อาวุโสใหญ่จึงแนะนำให้เขาไปทดสอบเป็นนักหลอมโอสถก่อนเป็นอย่างแรกเพื่อที่จะได้ไม่ถูกเอาเปรียบ และยังเป็นตัวรับรองความปลอดภัยแก่เฟิ่งหยูอีกด้วยเมื่อเขาเป็นนักหลอมโอสถ ก็จะไม่มีใครกล้าคิดร้ายกับเฟิ่งหยูซึ่งตอนนี้ความรู้ในการหลอมโอสถของเฟิ่งหยูถือว่าก้าวหน้าเป็นอย่างมากสามารถหลอมโอสถชนิดต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายและโอสถที่ได้ยังเป็นโอสถที่มีคุณภาพระดับสูงอีกด้วยเขาค่อย ๆ เรียนรู้คัมภีร์โอสถสวรรค์ได้ครบถ้วนแล้ว การหลอมโอสถที่ว่ายากเขาก็มีประสบการณ์การหลอมมานับครั้งไม่ถ้วน ประกอบกับเปลวเพลิงบริสุทธิ์ที่เขามีทำให้ตอนนี้เขาสามารถเดินในเส้นทางของนักหลอมโอสถได้แล้ว
รุ่งเช้าวันถัดมา
เฟิ่งหยูแอบออกมาจากตระกูลเฟิ่ง และหลังจากนั้นเพียงแค่ครึ่งชั่วยามเฟิ่งหยูก็มาถึงจุดหมายปลายทางตำหนักโอสถสวรรค์
ตำหนักโอสถสวรรค์เป็นตัวตนที่ทรงพลังมากและมีสาขา อยู่ทุกเมืองในอาณาจักรเมฆาสวรรค์ ความหลากหลายของ สมนุไพรและเม็ดยาในตำหนักเม็ดยาสวรรค์นั้นมีมากมายที่วางขายอยู่ถ้ามีบางสิ่งที่ไม่อาจซื้อได้จากที่นี่สาขาอื่นก็ไม่อาจซื้อได้เช่นกัน
เฟิ่งหยูเดินเข้าไปในตำหนักและไปที่โต๊ะด้านหลังมีโต๊ะที่มีหญิงสาวที่งดงามคนหนึ่งนั่งอยู่เมื่อนางเห็นเฟิ่งหยูกำลังเดินเข้ามาหานางจึงลุกขึ้นยืนทันทีพร้อมกับรอยยิ้มและกล่าวว่า
“สวัสดีข้าชื่อเซี่ยวเซียว รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ให้บริการท่าน”
เฟิ่งหยูพยักหน้าและกล่าว “ข้าอยากมาทดสอบเป็นนักปรุงโอสถ”
สีหน้าของเซี่ยวเซียวดูว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิงนางทำงานอยู่ที่นี่มากกว่าสองปีแล้ว ยังไม่เคยเห็นผู้เข้าสอบอายุน้อยเช่นเขาเลยมาก่อนนางจ้องมองอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพูดออกไปว่า
“โปรดรอสักครู่” เซี่ยวเซียวเดินเข้าไปในห้องหนึ่งหลังจากนั้นชั่วครู่ เขาก็เห็นเซี่ยวเซียว และชายนวัยกลางคนอายุประมาณ 30ปีเดินตรงมาหาเขา
“เจ้าเป็นคนที่มาก่อปัญหา?” ชายวัยกลางคนจ้องมองเฟิ่งหยูใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจ
เฟิ่งหยูขมวดคิ้ว“หมายความว่ายังไง ข้าก่อปัญหา?”
“เจ้าเด็กน้อยเจ้าอายุเท่าไหร่กันเชียวจะมาสอบเป็นนักปรุงโอสถ ไม่ใช่ว่าเจ้าจงใจเพื่อก่อปัญหาหรอกหรือ”ชายวัยกลางคนกล่าว ใบหน้าเขาดูนิ่ง
เฟิ่งหยูถาม“ทำไมข้าอายุน้อยแล้วจะสอบเป็นนักปรุงโอสถไม่ได้หรือ”
“เจ้าไม่คิดว่าคำถามของเจ้ามันไร้สาระเลยหรือ”ข้าเป็นนักปรุงโอสถที่ยิ่งใหญ่ ข้าสามารถปรุงยาระดับสองขั้นกลางได้ ข้าใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนมาเกือบยี่สิบปีแต่เจ้าอายุแค่สิบสองสิบสามปีคิดจะมาสอบเป็นนักปรุงโอสถ ดังนั้นไม่ใช่ว่าเจ้าตั้งใจมาก่อเรื่องหรอกหรือ?
ออกไปให้พ้นจากที่นี่! !ชายวัยกลางคนกล่าวพร้อมกับสะบัดมือให้เขาออกไป
ชื่อของเขาคือหลู่ผิงและเขาเป็นนักปรุงยาระดับสองขั้นกลาง ภายในตำหนักมีลูกค้าอื่นอยู่เมื่อพวกเขาได้ยินคำพูดของหลู่ผิง ทำให้พวกเขาอุทานออกมา พวกเขามองมาด้วยความเคารพนักปรุงยาเป็นคนที่มีเกียรติและหาได้ยาก และแบ่งออกเป็น 9 ระดับทุกระดับแบ่งออกเป็นสามขั้นย่อยคือ สูง กลาง ต่ำอย่างไรก็ตามแม้ว่าเขาจะเป็นนักปรุงยาระดับสองขั้นกลางขุมพลังบางกลุ่มอาจก่อสู้เพื่อแย่งตัวเขา
มันเหมือนกับในเมืองเมฆาหมอกแห่งนี้มีนักปรุงยาที่อยู่ในระดับนี้เพียงแค่คนเดียวและเขาได้ทำงานให้กับตำหนักโอสถสวรรค์ โดยทั่วไปแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องปรุงเม็ดยาใด ๆเขาแค่มีหน้าที่เป็นผู้ดูแล ดังนั้นหลู่ผิงจึงมีเหตุผลมากพอที่จะทำตัวหยิ่งยโส
“แม้กระทั่งนักปรุงยาหลู่ยังพูดเช่นนั้นถ้างั้นเจ้าเด็กเหลือขอนี่คงมาเพื่อก่อเรื่อง”
“น่าตลกเสียจริงเขามาตำหนักโอสถสวรรค์เพื่อก่อปัญหา เจ้าเด็กเบาปัญญานี่มาจากไหนกัน?”
ทุกคนต่างอยู่ข้าหลู่ผิงเขาเป็นนักปรุงยาที่ทรงเกียรติไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาถึงลำเอียงขนาดนี้