ตอนที่18
เป่าซิง
“นี่มันที่ไหนกัน”หยางอี้สะลึมสะลือ ส่งเสียงพึมพำกับตัวเอง พลางขยี้ตา มองดูแสงไฟสีทองดวงใหญ่
“ที่นี่...คือภายในห้วงสำนึกว่างเปล่าที่ข้าสร้างขึ้น”ลูกกลมสีทอง ซึ่งหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าหยางอี้เมื่อครู่ จู่ ๆ ก็โพล่งคำตอบขึ้นมาทำเอาเด็กน้อย ซึ่งยังจดจำภาพสุดท้ายของภูตผีหัวกะโหลก ค้างอยู่ในจินตนาการ ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงด้วยความใ “เ้าหนูนี่ ทำไมชีวิตนี้ของเ้า ช่างขวัญอ่อนยิ่งนัก”ลูกกลมสีทองยังคงไม่หยุดพูด แถมยังบินวนเวียนไปมา สำรวจดูรอบ ๆ ร่างจิตสำนึกของหยางอี้ตลอดเวลา
เมื่อตั้งสติมั่นแล้วหยางอี้ จึงได้เห็นรูปร่างของดวงไฟสีทองชัดตา มันไม่ได้น่ากลัวแม้แต่น้อยก็แค่ดวงไฟที่พูดได้เท่านั้น แต่เมื่อคิดอีกที ค่อยนุกว่าตนเองอาจจะตายไปแล้ว“จจจจะ...เ้าคือตัวอะไรกัน หรือว่าเ้าเป็ิญญานำทางใช่หรือไม่”
“เ้าบ้ารึเปล่ากล้าเอาข้า ไปเปรียบกับพวกดวงิญญาชั้นต่ำเช่นนั้นได้อย่างไร” ดวงไฟสีทอง ดูจะหงุดหงิดกับคำกล่าวของหยางอี้จึงคิดกระทำการบางอย่าง เพื่อให้อีกฝ่ายเปลี่ยนความคิด “จงดูให้ดีนี่คือตัวตนที่แท้จริงของข้า...” แสงสีทองเปล่งรัศมีแผ่กระจายออกก่อนจะหดยุบเข้าหาตัว ดวงตากลมโตสองข้างค่อยปรากฏขึ้น ก่อนที่ลวดลายแปลกตา สองหูและปากจะงอกเงยตามมา จุดแต้มสีดำ พลันปรากฏขึ้นเหนือหว่างกลางดวงตาทั้งสอง
หยางอี้จ้องมองดวงไฟ ที่ตอนนี้มีส่วนคล้ายศีรษะของสัตว์ชนิดหนึ่ง ตาไม่กะพริบเพราะเด็กน้อย ไม่เคยเห็นสิ่งใดเช่นนี้มาก่อน แม้แต่รูปภาพในตำราโบราณหรือเื่เล่าตำราสัตว์อสูร ก็ไม่มีตัวอะไร ที่คล้ายกับเ้าดวงิญญาสีทองตรงหน้าจนกระทั่งอวัยวะสุดท้าย จมูกที่เหมือนกับจมูกของหมู พลันงอกเงยออกมาบนใบหน้าของเ้าิญญาดวงนี้หยางอี้ก็มิอาจกลั้นหัวเราะ แถมยังโพล่งคำตอบในใจออกมาดัง ๆ“เ้าคือิญญาหัวหมูสินะ ิญญาหัวหมูเซ่นไหว้สีทอง”
“เฮ้ย !!! เ้าเด็กผู้นี้วาจาชั่วร้ายยิ่งนัก...” ิญญาสีทอง ดูจะโกรธเกรี้ยวเสียยิ่งกว่าในคราแรกแต่เพราะภาระผูกพันบางอย่าง จึงไม่อาจทำอะไรหยางอี้ได้ “จำเอาไว้ ข้าผู้นี้มิใช่ชนชั้นกระจอก เช่นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำที่เ้าเอ่ย เพราะข้าคือ...เป่าซิงสมบัติคู่กายของนายท่าน...ราชันไร้นาม” เป่าซิงเอ่ยคำออกมาอย่างภาคภูมิ
“เป่าซิง ข้าว่า...เป่าจู* สิเหมาะกว่า”
(*เป่าซิงความหมาย...ดาวสมบัติ เป่าจู( 宝猪) ความหมาย...หมูมหาสมบัติ)
“เ้าเด็กปากสุนัข ข้าไม่สนทนากับเ้าแล้ว”เป่าซิงเบือนหน้าหนีกลับไปอีกฝั่ง เผยให้หยางอี้เห็นส่วนหลัง ที่มีหางงอกเงยออกมาเส้นหนึ่ง...หางที่หมุนเกลียวยิ่งดูยิ่งเหมือนหางหมู แต่ครานี้ เด็กน้อยไม่คิดจะเอ่ยคำออกไปอีกเป่าซิงเองก็มิได้สนใจหยางอี้ หันกลับไปใช้พลังลึกลับของตนเรียกดวงิญญาประหลาดอีกดวงหนึ่ง ให้ปรากฏออกมา
“ิญญาของมนุษย์” หยางอี้ มองดูิญญาที่ก่อรูปเลือนรางและค่อย ๆ แจ่มชัดขึ้น จนกลายเป็ร่างของชายหนุ่มเข้มแข็งนั่งขัดสมาธิผู้หนึ่ง“เ้านี้คืออะไรกัน” หยางอี้เอ่ย พลางเดินเข้าไปใกล้เป่าซิงแต่ดูเหมือนเป่าซิงจะยังคงโกรธเคืองเด็กน้อยมิคลาย จึงมิคิดจะตอบคำถามที่หยางอี้สงสัยหยางอี้ แม้อ่อนด้อยในเส้นทางฝึกตน แต่สติปัญญาเฉลียวฉลาดมีหรือจะดูไม่ออกว่าอีกฝ่ายงอนตนเองอยู่ “ท่านพี่เป่าซิงผู้สูงส่งท่านช่วยตอบข้าหน่อยสิ ว่าเ้านี่คือสิ่งใดกัน”
“เชอะ...”เป่าซิงสบถ พลางเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
...เ้าหมูสีทองตนนี้ ดูท่ายังไงเ้าก็คงไม่ยอมหายเคืองข้าง่ายๆ สินะ เช่นนั้นลองไม้นี้ดู
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า โธ่เอ๊ย นึกว่าเก่งกาจข้ารู้ความจริงของท่านหรอกน่า”
“ความจริง” ครานี้แม้ไม่หันมาแต่หูที่งอกเงย้า กลับงอพับเอียงมาทางหยางอี้ ราวกับว่ามันกำลังตั้งใจฟัง“ข้ามิมีสิ่งใดต้องปิดซ่อน มีแต่เ้านั่นละที่อยากรู้ แต่เชื่อข้าเถอะ ข้าไม่มีวันเอ่ยแนะนำอันใดต่อเ้าอีกแน่นอน”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า นั่นไง ข้าว่าแล้ว ที่เ้ามิกล้าบอกข้าเพราะเ้าก็ไม่รู้เหมือนกันสินะ ว่าเ้าคนที่นั่งขัดสมาธิผู้นี้คือใครใช่มั้ย”
“ในเมื่อข้าเรียกมันมา ทำไมข้าจะไม่รู้”
“นั่นไง ยังปากแข็งเอ่ยคำเรื่อยเปื่อย ปิดบังความจริง ดูท่า เ้าเองก็มิอาจตอบคำถามของข้าได้ละสิ”
“ข้ารู้” เป่าซิงไม่ยอมแพ้ ตอบคำพลางหันกลับมาจ้องหน้าหยางอี้
“เ้าไม่รู้” หยางอี้รู้ดีอีกฝ่ายหลงกลตนเองแล้ว ไม่ยอมปล่อยเหยื่อหลุดมือโดยง่าย ตอบโต้ถ้อยคำ สวนกลับทันควัน
“ข้ารู้ !!!”เป่าซิงไม่ยอมแพ้สวนกลับอีกครา
“รู้ก็ลองบอกมาสิ !!! โธ่เอ๊ย...ไม่รู้ก็ยอมรับมาตรงๆ ซะเถอะ” หยางอี้ดุดันตวาดคำ พร้อมแบสองมือออก ถากถางด้วยภาษากายต่อเนื่อง
ในที่สุดิญญาครำครึก็ไม่อาจต้านเด็กน้อยเ้าเล่ห์ หลุดปากเอ่ยคำเฉลยความจนได้“ข้ารู้ !!!...เ้านี่ก็คือความทรงจำเมื่อชาติที่แล้วของเ้า...เฮ้ยนี่ข้า...” กว่าจะรู้ตัว เป่าซิงก็เผลอตอบคำถามไปเสียแล้ว
“หา ความทรงจำของข้า”หยางอี้เหมือนเข้าใจ เหมือนไม่เข้าใจ แต่ยังเลือกที่จะเดินตรงเข้าไปใกล้ ๆ ร่างที่นั่งขัดสมาธินิ่งงันเพื่อสำรวจดูชัด ๆ แต่แล้ว จู่ ๆ ดวงตาที่หลับใหล พลันเบิกอ้าขึ้น รอยยิ้มมุมปากของหยางอี้ค่อยฉีกยก“นี่ เ้าคือข้าจริง ๆ หรือ”
“เฮ้อ...”เป่าซิงถอนหายใจยาวแต่ไม่คิดจะเอ่ยบอกต่อ
แต่ครานี้เพราะความสงสัยที่เกิดขึ้นทำให้หยางอี้เป็ฝ่ายยินยอมพ่ายแพ้แทน “ขออภัยต่อท่านผู้อาวโสเป่าซิง” หยางอี้เอ่ยพลางยื่นคำนับโค้งตัวต่ำขออภัย “ท่านอย่าได้ถือสาคำพูดเด็กน้อยเช่นข้าเลย”หยางอี้เอ่ย พร้อมอยยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ย “ถ้าท่านไม่เชื่อ ข้าสัญญาต่อหน้าท่านเลยว่าแต่นี้ต่อไปเด็กน้อยหยางอี้ จะนับถือท่านผู้าุโเป่าซิงจากใจจริง ไปตลอดกาลเลยดีหรือไม่”
“ข้าควรจะเชื่อคำสัญญาของเ้ารึ”เป่าซิงได้ที จึงขอเล่นบทผู้ถือไพ่เหนือกว่าบ้าง
“เช่นนั้นข้าควรทำเช่นไรดี”
“อืม...หากเ้าผิดสัญญาต้องถูกลงโทษดีหรือไม่”
“อา ดี ๆ หากข้าหยางอี้ผิดสัญญาไม่เคารพผู้าุโเป่าซิง ข้า...”หยางอี้หลับครุ่นคิดแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบ“ข้าอนุญาตให้ท่าน อมอาจมมาพ่นใส่หน้าข้าได้เลย”
“อืม พ่นใส่หน้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า เด็กน้อยเ้าคิดจะให้ปากข้าเปื้อนอาจมไปด้วยสินะ ข้ามิใช่ตัวโง่งมให้เ้าหลอกได้ง่าย ๆหรอกนะ เพียงแต่เ้าคิดผิดไปนิด ที่กล้ากล่าวเช่นนี้ออกมา เพราะข้าสามารถใช้ลมปราณห่อหุ้มสิ่งของสกปรกที่เ้ารังเกียจเอาไว้มิให้พวกมันแตกออกได้ หากเ้าผิดสัญญา ข้าจะให้เ้าได้แช่อาบในมิติอาจมให้ชุ่มชื่นใจเลยคอยดูสิฮ่า ฮ่า ฮ่า เช่นนั้นข้าตกลงเชื่อเ้าก็ได้”
...ฮ่า ฮ่า ฮ่าถ้าเ้ากล้าอมอาจมเอาไว้ในปากเมื่อใด เ้าคิดรึว่า จะทันได้คายมันออมาข้าก็มีวิธีจะทำให้เ้ากลืนมันลงไปเองละน่า
“ขอบพระคุณท่านผู้าุโเป่าซิง”หยางอี้ยื่นคำนับให้เป่าซิงอีกครา
“ดี นอบน้อมเช่นนี้จึงค่อยน่าสนทนาด้วยหน่อย”เป่าซิงเอ่ยพลางเคลื่อนเข้าไปใกล้ร่างของความทรงจำ “เ้านี่เป็เพียงความทรงจำในชาติก่อนของเ้ามันพูดไม่ได้หรอก”เป่าซิงเอ่ย พลางใช้พลังจากจุดแต้มที่กลางหน้าผาก พุ่งเข้าใส่ร่างของความทรงจำนั้นพร้อมกับร่างของหยางอี้ “เ้าเมื่อชาติที่แล้ว เ้ามีนามว่า...ฮัวอี้”นี่คือเสียงเอ่ยคำสุดท้ายที่หยางอี้ได้ยิน ก่อนที่ทุกสิ่งจะจางหายไปในความเวิ้งว้างไม่มีตัวตนใด ๆ หลงเหลือที่ด้านนอกอีก ในมิติว่างเปล่าก่อนหน้า ตอนนี้มีเพียงแค่ร่างสีทองของเป่าซิงลอยเหินค้างอยู่เหนือพื้นเท่านั้น “กว่าที่ทั้งสองจะผสานรวมกันสมบูรณ์ คงต้องใช้เวลาไม่น้อย”เป่าซิงพึมพำเบาคราสุดท้าย มิติว่างเปล่าก็ค่อย ๆ พังทลาย และไม่คงอยู่อีกต่อไป
.
.
เรือนไม้พำนักภายในตระกูลหลิวด้านนอกรกครึ้มไปด้วยแมกไม้เขียวขจี สถานที่นี้ เป็เรือนเก่าของหลิวซีอิ๋ง ก่อนที่นางจะแต่งออกไปจากตระกูลภายในห้องนอนใหญ่ หลิวซีอิ๋งใบหน้าหมองเศร้า ร่างกายซูบผอม นั่งอยู่ข้างเตียงอุ่นพร้อมกับหยางเฉิง ซึ่งเวลานี้สีหน้าปรากฏเืฝาด ดูดีกว่าเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว เป็อย่างยิ่งเพียงแต่จิตใจของหยางเฉิง ยังคงหนักอึ้งมิเสื่อมคลาย
หยางเฉิงมองใบหน้างามซึ้งของภรรยารักจากทางด้านข้างเขาไม่รู้ว่า จะปลอบใจนางเช่นไรดี “ซีอิ๋ง เ้าอย่าได้เป็กังวลไป ข้าสัญญา ว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้ลูกอี้ ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง”
หลิวซีอิ๋งเข้าใจเจตนาปลอบขวัญของคู่ชีวิตตนเองดี แต่นางก็ยังมิอาจคลายความรู้สึกท้อแท้หยางอี้เวลานี้ ร่างกายล้วนปกติสุขดีทุกประการ แถมผิวพรรณยังผ่องใสรอยปานใหญ่สีแดงเอง ก็จางหายไปจนหมดสิ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาซูบผอมแต่นั่นมิใช่สาระของเื่ราว หากว่าหยางอี้จะลืมตาขึ้นมาเอ่ยคำแม้สักเสี้ยวบิดามารดาของมัน ก็คงจะไม่ทุกข์ใจอยู่เช่นนี้
“ท่านพี่ท่านไปช่วยท่านพ่อเถอะ ข้าได้ข่าวมา ว่าตระกูลหยางอาจจะไม่ยินยอมรามือโดยง่าย”
หยางเฉิงใจหนึ่งอยากอยู่ข้างกายภรรยาและบุตรชายแต่อีกใจก็รู้ดีว่า ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในตระกูลหลิวตอนนี้ล้วนเป็เพราะตนชักพามาทั้งสิ้น “อืม” หยางเฉิงรับคำเบา ก่อนจะขยับลุกเดินออกไปจากห้อง