Butterfly Effect
เช้าตรู่วันถัดมา
[Pannawit's Part]
เสียงวัตถุกระทบกันด้านนอกและกลิ่นเนยอ่อนๆปลุกผมให้ตื่น คราแรกผมยกยิ้มด้วยความเคยชินเพราะเจษลินทร์ก็มาทำกับข้าวให้ผมกินแต่เช้าอยู่แล้ว แต่พอเรียบเรียงเรื่องราวในหัวได้ ผมก็รีบกระเด้งตัวลุกจากที่นอนทันที หรือว่าเขาจะกลับมา?
ผมรีบวิ่งออกมาดูด้วยใจสั่นรัว
“หน้าหมา!” ผมสบถ เมื่อสารร่างที่เห็นไม่ใช่เจษลินทร์
“อ่าว ไอ้ห่านตื่นขึ้นมาก็มอบวาจาอ่อนหวานให้กันเลย มันเป็นยังไงฮะ?” หาญตอบกลับผมด้วยอาการงงๆ
“ทำไมมึงมาอยู่นี่ล่ะ”
“โถ พอหายเมาก็หันดาบหากูเลย เมื่อคืนถ้าไม่ได้กูแบกมึงกลับมา ป่านนี้มึงนอนเป็นหมาข้างถนนไปแล้ว เฮียปรานต์บอกว่าเมื่อวานมึงไม่ได้แดกอะไรเลย กลัวว่าตื่นมาแล้วจะแฮงค์ กูเลยมาทำกับข้าวให้เนี่ย ไอ้ควาย! ไอ้คนไม่รู้จักสำนึกบุญคุณคน”
“เอาล่ะ มึงจะหยุดชมกูได้ยัง กูเขินหมดแล้ว ทำเสร็จแล้วก็เอามา หิว!” ผมตัดบทเพื่อนขี้บ่น ไอ้หาญก็เป็นแบบนี้ ทำทีด่าไปงั้น ที่จริงก็เป็นห่วงนั่นแหละ
“สรุปยังไง เรื่องคนห้องตรงข้ามมึงอะ” ไอ้เพื่อนถามได้จี้จุดผมมาก
“มึงรู้ได้ไง?”
“โฮะ ไปเปิดประตูห้องเขาแล้วคร่ำครวญขนาดนั้นคงปกติมากมั้ง อีกอย่างมึงคงไม่ได้บังเอิญเดารหัสห้องได้หรอกใช่ไหม? แสดงว่ามึงกับคนห้องตรงข้ามต้องมีซัมติงกันอย่างแน่นอน มึงเล่ามาเลยนะ” หาญพูดพร้อมทำท่าเหมือนจะขย้ำคอผมอย่างไรอย่างนั้น
ผมจึงเล่าเรื่องเจษลินทร์และเรื่องราวทั้งหมดให้มันฟัง
“เหยด ซับซ้อนอยู่นะ” หาญว่าหลังจากผมเล่าจบ
“กูรู้กูแย่มาก เหมือนแบบเป็นคนโลเลเลยว่ะ แม่ง”
“เท่าที่เล่ามา มึงผิดที่ไม่ทำให้ชัดเจนตั้งแต่แรกอะ ชอบไม่ชอบก็ไม่บอกเขาไปตรงๆวะ ทำเป็นนิ่งไม่หือไม่อืออยู่ได้ ไอ้ห่า”
“ก็กูหาจังหวะไม่ได้นี่นา แล้วอีกอย่างกูยอมรับว่ายังลังเลอยู่”
“แล้วตอนนี้มึงแน่ใจแล้วไง๊? คิดผิดรอบนี้มึงนี่หมาบ๊อกๆเลยนะ” หาญว่ากึ่งคาดโทษผม
“ตั้งแต่วันนั้นจนเมื่อวานที่เจษเมินกู ใจกูแม่งก็อยู่ไม่สุขเลยวะ ตอนนี้กูแน่ใจซะยิ่งกว่าแน่ใจอีก”
“แต่อีกคนคือคนในความทรงจำเลยนะเว้ย”
“ไอ้ห่ามึงก็อย่าขยี้นัก กูตัดสินใจดีแล้ว กับพี่เจมันอาจจะเป็นความผูกพันแบบฝังรากมานานอะ แต่กับเจษนี่พิเศษกว่าแน่ๆ” ผมตอบหลังจากได้นอนตีลังกาเอาไส้เลื่อนก่ายหน้าผากพิจารณาความรู้สึกในใจตัวเองในช่วงหลายวันมานี้
“ถ้าไม่เสียไปก็ไม่เห็นค่านะ ไอ้คนซึนเอ๊ย” หาญว่าพร้อมมองผมด้วยสายตาเหยียดๆราวกับเห็นคนโง่ ถ้าจะขนาดนี้มึงก็ด่ากูให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยเถอะไอ้เพื่อน
“เออแม่ง ป่านนี้ไม่รู้เจษคิดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว” ผมว่า พร้อมอยากจะเรียกตัวเองเมื่ออาทิตย์ก่อนมาเบิ๊ดกะโหลกและเขย่าหัวสักที ทั้งที่มีเจษคอยอยู่ข้างๆแท้ๆ
“กูเป็นคุณเจษกูมูฟออนไปแล้วนะ ตามจีบตามดูแลตั้งนาน แต่มึงแม่งก็ยังซึนใส่ แถมมาเจอมึงจูบกับคนอื่นอีก เชี่ยแค่คิดก็เจ็บกระดองใจไปถึงส้นตีนอะ อีกอย่างเขาเป็นคนหน้าตาดี ทำงานสายนี้พบเจอคนมากมาย ป่านนี้กูว่าคนรอคิวจีบยาวถึงภาคใต้แล้วมั้ง”
คำพูดของเพื่อนทำให้ผมรู้สึกร้อนๆหนาวๆ นั่นสิ!ป่านนี้ไม่ใช่เจ้าตัวเปลี่ยนใจเกลียดผมไปแล้วเหรอ?
คิดได้ดังนั้นผมรีบวิ่งเข้าห้อง อาบน้ำแต่งตัว ไปหาเจษลินทร์ที่สตูดิโอทันที
***
วันนี้เจษลินทร์เข้างานช้ากว่าปกตินิดหน่อย เพราะเมื่อวานจันทร์ลากเขาไปออกกำลังกายจนดึก เลยพากันตื่นสาย โดยแฝดบอกเขาว่าให้หาอะไรทำฆ่าเวลาจะได้ไม่มีเวลาจมกับความเสียใจมากนัก จ้า ตอนนี้คือปวดตัวมากแม่!
ความจริงเจษลินทร์ออกกำลังกายเป็นประจำนั่นแหละ แต่อาทิตย์ที่ผ่านมาไม่ได้มีกะจิตกะใจเท่าไหร่นัก
พอมาถึงออฟฟิศ เขาเห็นสายตาแปลกๆของผู้ช่วยคนสวย แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร เพราะรายนี้น่ะนะมีอะไรเดี๋ยวก็มาเล่าเองแหละ เขาจึงเดินเข้าห้องทำงานของตัวเอง
‘!!!!’
“ปื- คุณมาได้ไง?” เจษลินทร์ถามทันทีที่เห็นว่าในห้องมีแขก และแขกคนนี้ก็ทำให้หัวใจเขาเต้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ ตามมาด้วยความเจ็บหน่วงๆในอก
“ขับรถมาครับ” ปัณณวิชญ์ตอบ
เจษลินทร์ขมวดคิ้วมุ่น นี่มันใช่เวลามากวนประสาทเหรอถามจริง?
“คุณมีธุระอะไรกับผมเหรอครับ” เจ้าของห้องปรับมาเป็นหน้านิ่ง นั่นทำให้ปัณณวิชญ์หน้าเจื่อนลงทันที
“ผมอยากอธิบายเรื่องวันนั้น”
“ผ่านมาตั้งหลายวันแล้ว ไม่จำเป็นหรอกคุณ ผมเข้าใจ เป็นผมที่เข้าหาคุณเองโดยไม่เคยถามสักคำว่าคุณคบกับใครอยู่หรือเปล่า”
เป็นผมเองแหละ ที่เข้าไปเป็นคิมิโนโต๊ะในชีวิตคุณ
“ไม่ คนนั้นไม่ใช่ -”
Rrrrrrrrrr Rrrrrrrrrrrr
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นก่อนที่ปัณณวิชญ์จะพูดจบ เจษลินทร์ส่งสัญญาณบอกอีกฝ่ายว่าขอตัวรับโทรศัพท์ก่อน
แล้วปัณณวิชญ์เลือกอะไรได้ไหม?แม้ในใจจะกำหมัดใส่ไร้ท์แล้วก็เถอะ มันใช่เวลาโทรศัพท์ดังเหรอถามจริง?
“ว่าไงจั-”
“ฮะ!? แล้วตอนนี้จันทร์อยู่ไหนครับ? เป็นอะไรมากหรือเปล่า”
“โอเคครับ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลย ขอบคุณครับ”
เจษลินทร์มีน้ำเสียงและท่าทีตกใจ หลังจากวางสายเจ้าตัวก็ตั้งท่าจะรีบรุดออกจากห้องไป แต่ปัณณวิชญ์คว้ามือไว้ได้ทัน
“เป็นอะไรคุณ มีเรื่องอะไร?” เขาถามด้วยความเป็นห่วง
แต่เจษลินทร์ไม่ได้ตอบอะไร ตั้งท่าจะวิ่งออกไปอย่างเดียว
“เจษ ใจเย็นๆก่อนมีอะไรบอกปืนได้ไหม ให้ปืนช่วยนะ”
ได้ยินดังนั้นเจษลินทร์จึงมีท่าทีสงบลงบ้าง
“จันทร์เกิดอุบัติเหตุ ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล”
“คุณจันทร์ไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม”
“ยังไม่รู้ เจษถึงจะรีบไปนี่ไง”
“โอเค งั้นเราไปด้วยกัน ปืนขับรถให้นะ” ปัณณวิชญ์ว่าพร้อมหยิบกุญแจรถจากมือคนโตกว่า แล้วจูงมือเจษลินทร์ไปขึ้นรถ
***
“จันทร์เป็นไงบ้าง เจ็บมากรึเปล่า?” เจษลินทร์ถามทันทีที่เห็นหน้าแฝด จับจิรากรพลิกซ้ายขวาสำรวจอย่างละเอียด มีผ้าก๊อซแปะที่หัวเจ้าตัวหนึ่งอัน โชคดีที่ไม่มีแผลภายนอกอื่นอีก
“หัวแตกนิดเดียว แล้วก็เจ็บหน้าอกนิดหน่อย”
เจษลินทร์ถอนหายใจแล้วคว้าน้องมากอดไว้แน่น
“จันทร์ไม่เป็นไรหรอก แค่ตกใจอ่า” จิรากรว่าพลางกอดตอบแฝดพี่แน่นเช่นกัน เมื่อครู่เขาตกใจมากจริงๆ นึกว่าตัวเองจะตายซะแล้ว
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ดีมากแล้ว” เจษลินทร์เอ่ยพลางลูบหลังปลอบน้องครู่หนึ่ง ก่อนจะผละออกมาถามไถ่เหตุการณ์
“มันเกิดอะไรขึ้นอะจันทร์ ทำไมเกิดอุบัติเหตุได้”
“มันมีรถคันหนึ่งขับตามจันทร์ แถมขับปาดหน้าอยู่หลายรอบ จันทร์ไม่อยากยุ่งเลยลดความเร็วลงปล่อยเขาขับไปก่อน แต่เขาไม่ยอม ขับมาเบียดชนจนรถจันทร์ลงข้างทางเนี่ย”
“โห ทำไมขับรถแย่จังวะ! แบบนี้แจ้งความไว้เลยนะ” เจษลินทร์เอ่ยด้วยความโมโห ถ้าน้องเขาเจ็บหนักกว่านี้จะทำยังไง? หรือถ้ารถไถลไปชนคนอื่นจะทำยังไงวะ!
จิรากรพยักหน้าเห็นด้วย จังหวะเดียวกันที่เพิ่งสังเกตเห็นปัณณวิชญ์ จึงส่งสายตางงๆไปให้แฝดพี่แทนคำถาม
“อ่อ จันทร์ นี่ปื- เอ่อ คุณปัณณวิชญ์”
“คุณ นี่จันทร์แฝดผมเอง”
'คุณปัณณวิชญ์ว่ะ'
แม้ปัณณวิชญ์จะใจแป้วที่โดนเจษลินทร์เรียกซะห่างเหิน แต่ก็ทักทายจิรากร แล้วสอบถามเรื่องราว
“อันนี้แค่นักเลงบนท้องถนนทั่วไป หรือคุณจันทร์รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติมั้ยครับ”
เจษลินทร์เลิกคิ้ว ไม่คิดว่าปืนจะคิดไกลไปถึงนั่น แต่พอพิจารณาดีๆก็อาจเป็นไปได้ที่มีคนตั้งใจทำร้ายแฝดของเขา
“จะว่าเป็นพวกหัวร้อนก็ไม่น่าใช่ เพราะเห็นเขาขับตามมาสักพักแล้ว ผมยังไม่ได้ทำอะไรเขาด้วยซ้ำ ดูเหมือนเขาตั้งใจมากกว่าอะ แต่ประเด็นคือเขาจะมาทำร้ายผมทำไม?” จิรากรตอบ
“จันทร์เห็นหน้าเขารึเปล่า?”
“ไม่เห็นหน้าเลย เพราะเขาใส่แมสก์ รถก็ไม่มีป้ายทะเบียน”
“แบบนี้ยิ่งน่าสงสัย แล้วเรื่องคดีที่คุณจันทร์ทำอยู่ตอนนี้ พอจะมีคดีไหนที่มันไม่ค่อยราบรื่นบ้างไหมครับ”
“ถ้าคดีที่ทำอยู่ก็ไม่น่ามีอะไรนะ แต่เรื่องที่สืบๆอยู่ก็อาจจะพอมีบ้าง”
“จันทร์สืบเรื่องอะไรอยู่งั้นเหรอ” เจษลินทร์ถามพลางขมวดคิ้วด้วยความเป็นห่วง
“อื้อ พอดีช่วงนี้มีข่าวเด็กวัยรุ่นเสพยาเกินขนาดแล้วเสียชีวิตสามสี่ราย เด็กอายุไล่เลี่ยกันเลย แล้วทั้งหมดก็อยู่ละแวกใกล้เคียงกันด้วย”
“แล้ว?”
“คือผลชันสูตรของเด็กเหล่านั้นคล้ายโดนกระทำชำเราอย่างหนักก่อนเสียชีวิตทุกรายเลยอะ นี่มันไม่ปกติแล้วนะ”
“คุณเลยตามสืบคดีนี้เหรอ?” เสียงของผู้มาใหม่ทำให้ทั้งสามคนหันไปมอง
เป็นรองผู้กำกับลภัสวัฒน์ คู่ปรับของจิรากรนั่นเอง
“ผมตามสืบแล้วมันยังไง?” คุณอัยการเอ่ยตอบอีกฝ่าย
“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจสิคุณ อัยการรอยื่นฟ้องก็พอไหม ว่างมากเหรอ”
“นี่คุณตำรวจ คุณมีสิทธิ์มาควบคุมความประพฤติผมตั้งแต่เมื่อไหร่กัน อีกอย่างขืนรอให้พวกคุณทำงานเสร็จ ไม่ใช่จะมีคนตายเพิ่มอีกเหรอ” จิรากรว่าตามความเป็นจริง เพราะที่เกิดเหตุมันเป็นแหล่งชุมชนแออัด มีพวกใช้ยาเสพติดอยู่ค่อนข้างเยอะ พวกตำรวจเลยไม่ค่อยสนใจคดีนี้นัก แต่สำหรับจิรากรที่เคยไปเลี้ยงอาหารเด็กชุมชนนั้นบ่อยๆ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่อยู่ในสังคมที่ไม่ค่อยดีจะเป็นคนไม่ดีไปเสียหมด แถมหนึ่งในเด็กที่เสียชีวิตก็เป็นคนที่จิรากรเคยพูดคุยด้วย เขาเชื่อว่าเด็กคนนั้นจะไม่มีทางไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดแน่ๆ แล้วแบบนี้จะให้เขาอยู่เฉยได้ยังไงกัน?
“อ่าจันทร์ แล้วที่จันทร์ตามสืบคดีนี้ได้อะไรบ้างรึเปล่า”
“อื้อ เห็นเด็กๆละแวกนั้นบอกว่ามีผู้ชายคนหนึ่งที่มาหาเด็กไปทำงานพาร์ทไทม์ ซึ่งจันทร์ว่ามันน่าสงสัยเลยลองตามๆดู แต่ยังไม่ทันได้อะไรมากหรอก”
“เด็กแถวนั้นบอกคุณแบบนั้นเหรอ?” ลภัสวัฒน์ขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย
“ก็ใช่นะสิ ผมจะโกหกทำไมล่ะ”
เจษลินทร์ถึงกับกุมขมับเมื่อเห็นแฝดกับนายตำรวจมีท่าทีไม่ถูกกัน ในอนาคตสองคนนี้เป็นแฟนกันได้ยังไงนะ? เขายังสงสัยจนถึงตอนนี้
“แต่ตอนที่ลูกน้องของผมไปสอบถามข้อมูล แทบไม่ได้อะไรเลยนะ”
“ก็แหงล่ะ พวกคุณเป็นตำรวจ คุณก็รู้ว่าชุมชนนี้ยาเสพติดเยอะ ใครเขาจะกล้าบอกอะไรกับพวกคุณ ดีไม่ดีโดนจับเข้าคุกทำไง”
ลภัสวัฒน์พยักหน้า เขาเข้าใจที่อีกฝ่ายพูด ก็นะเรื่องแบบนี้มัน...พูดยาก
“จันทร์พอจะจำรูปพรรณของคนขับรถชนจันทร์ได้ไหม เราก็ลองเอามาเทียบกับข้อมูลที่จันทร์ได้มาว่าตรงกันรึเปล่า”
“ขอนึกก่อนนะ” จิรากรว่าพร้อมทำท่านึกจริงจัง
“นึกออกแล้ว! จันทร์ว่าต้องเป็นคนเดียวกันแน่ๆ เพราะจันทร์เห็นรอยสักรูปมังกรที่ข้อมือเขา มันตรงกับคำบอกของเด็กๆเลย”
จบคำของแฝดน้อง เจษลินทร์ถึงกับชะงักหน้าชาไปทั้งแถบ
‘บ้าจริง! ทำไมถึงเป็นจันทร์ล่ะ?!’
“งั้นผมขอเชิญคุณไปให้ปากคำเพิ่มเติมที่โรงพักหน่อยได้ไหม คุณไหวรึเปล่า” ลภัสวัฒน์เอ่ยกับจิรากร ประโยคหลังเจือปนไปด้วยความห่วงใย
“อะ อื้อ ได้ๆ ผมก็จะไปแจ้งความไว้เหมือนกัน” พอโดนอีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงแบบนั้น คุณอัยการก็รู้สึกไปไม่ค่อยเป็นขึ้นมาเสียดื้อๆ
“งั้น ไปพร้อมผมเลยก็ได้นะ ไหนๆรถคุณก็ใช้ไม่ได้แล้วนี่ เสร็จแล้วเดี๋ยวผมไปส่งที่สำนักงานอัยการมีธุระที่นั่นพอดี”
“นี่คุณตำรวจบริการดีแบบนี้ทุกคนเลยมั้ยครับ” ปัณณวิชญ์เอ่ยแซวนายตำรวจ และแน่นอนเขาได้รับการมองแรงกลับมาพร้อมท่าทางคาดโทษ แต่คนเด็กกว่าก็เพียงแค่ไหวไหล่กลับไปให้ลภัสวัฒน์เท่านั้น
“งั้นไปกันเลยมะ” จิรากรถาม
นายตำรวจพยักหน้าตอบรับ
“เจษ งั้นจันทร์ไปโรงพักก่อนแล้วค่อยไปทำงานนะ เจษ?” จิรากรเอ่ยเรียกแฝดพี่ที่เหม่ออยู่
“ฮะ? จันทร์ว่างไงนะ จะกลับแล้วเหรอ ปะงั้นไปกัน”
“โอ๊ยเจษ เขาคุยกันจนเสร็จแล้วเถอะ จันทร์จะไปพร้อมคุณตำรวจ เขาบอกว่าจะอาสาไปส่งที่ทำงานด้วย เพราะงั้นเจษกลับไปทำงานเถอะ ถึงแล้วจันทร์จะส่งข้อความบอก”
"เอางั้นเหรอ?"
"อื้อ ตามนี้แหละ"
เจษลินทร์พยักหน้ารับ
“ว่าแต่คิดอะไรอยู่เนี่ย หน้าเครียดเชียว โอเครึเปล่า?” แฝดน้องเอ่ยถาม เขาเดาว่าเจษลินทร์อาจจะไม่โอเคเรื่องปัณณวิชญ์
“เปล่าหรอก จันทร์ไปเถอะ คุณตำรวจรอแล้ว เดี๋ยวเราค่อยคุยกัน”
จิรากรจึงโบกมือลาแฝดพี่และปัณณวิชญ์
***
“เจษเป็นอะไรรึเปล่า?” ปัณณวิชญ์เอ่ยถามในตอนที่เขาพาเจษลินทร์มาถึงสตูโอแล้ว เขารู้สึกว่าคนตรงหน้าแปลกไป ตอนอยู่บนรถก็นั่งหน้าเครียดไม่พูดไม่จา คราแรกเขาคิดว่าเจษลินทร์โกรธเขาอยู่เลยไม่อยากคุยด้วย แต่ตอนนี้เขาคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องอื่นมากกว่า
“เรามีเรื่องให้คิดนิดหน่อย ครับ” เจษลินทร์เผลอตอบเป็นกันเองกับอีกฝ่ายจึงรีบเปลี่ยนน้ำเสียงในประโยคสุดท้าย นั่นทำให้ปัณณวิชญ์หน้าหงอยลงไป
“เจษไม่กลับไปนอนคอนโดบ้างเหรอ?”
“ไม่ล่ะครับ ผมกำลังจะทำเรื่องย้ายออกแล้ว”
หัวใจคนฟังรู้สึกทั้งวูบโหวงและเจ็บหน่วง
“คือปืนอยากจะอธิบาย”
“อ่า ขอโทษที่ต้องเสียมารยาทนะครับ ผมไม่สะดวกคุยตอนนี้ คุณกลับไปก่อนได้ไหม” อีกครั้งที่คำพูดของเจษลินทร์ทำให้ปัณณวิชญ์เจ็บหน่วงในใจ สีหน้าของเขาย่ำแย่ลงไปอีก
“โอเคครับ งั้นปืนจะกลับไปก่อน ถ้าเจษพร้อมคุยเมื่อไหร่ก็บอกนะ หรือมีปัญหาอะไรให้ปืนช่วยก็บอกได้เสมอนะครับ”
เจษลินทร์ไม่ได้ตอบอะไร ปัณณวิชญ์จึงเดินคอตกออกจากห้องทำงานของเขาไป
พอประตูปิดลงเจ้าของห้องก็ถอนหายใจยืดยาว พร้อมยกมือขึ้นกุมหน้าอกตัวเอง เขาเองก็เจ็บไม่ต่างกันเลย พิษเอ๋ยพิษรัก
แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาคิดเรื่องนี้
เจษลินทร์ยกมือกุมขมับ ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด ในอนาคตจันทร์ไม่ใช่เป้าหมายของพลวัฒน์เสียหน่อย แต่ตอนนี้กลับโดนทำร้ายซะได้ บ้าเอ๊ย!
มันเป็นเพราะเขาสินะ?
เจษลินทร์ทุบโต๊ะอย่างหัวเสีย เขาจะทำอย่างไรดี?
TBC
อ่ย ยังไงดีน้อทีนี้?
ติชมกันเข้ามาได้นะคะ
(◕‿◕)
เรื่องนี้มี E-Book ใน Meb (เม็บ) , Ookbee (อุ๊คบี) ,Naiin (นายอินทร์) , Se-Ed (ซีเอ็ด) และเว็บห้องสมุดแล้วนะคะ
โดยในเว็บนั้นๆจะใช้ชื่อเรื่องว่า เจษลินทร์ (YOU) ค่ะ
ในอีบุ๊กจะมีตอนพิเศษ 4 ตอนที่ไม่ได้ลงทางเว็บค่ะวันที่ 22 / 2 / 22 (พรุ่งนี้)
( 22 กุมภาพันธ์ 2565)
จะจัดโปรเนื่องในวันเกิดท่านแม่ของบิวเอง E-Book จะลดราคาเหลือ199 บาทค่ะ (จากราคา 329 บาท) ที่ Meb Market
ระยะเวลาโปรโมชั่นสองวันเท่านั้น นั้น นั้น....
ไปสนับสนุน / ให้กำลังใจนักเขียนตัวเล็กตัวน้อยคนนี้ได้นะคะ //ประนมมือกราบอย่างนอบน้อมพร้อมบีบนวดให้นะเจ้าคะ
- LOVE -