ลูกสิงโตสีขาวสองตัววิ่งตามหลังม้าที่กำลังเดินตรวจตราค่ายทหารขนาดใหญ่ พวกมันเรียกความสนใจจากทหารได้เป็นอย่างดี ทุกคนต่างมองสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ของผู้บังคับบัญชาการ
ที่พักอาศัยในค่ายทหารแห่งนี้มีทั้งเรือนนอนเป็นหลัง ๆ และกระโจม ทหารหลายแสนนายต่างใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
ยามนี้ศัตรูขาดเสบียงเช่นเดียวกับพวกตน สงครามจึงหยุดชะงักทำให้หายใจหายคอได้คล่อง มีสงครามย่อมมีผู้บาดเจ็บล้มตาย หากเลือกได้ผู้ใดอยากให้เกิดสงครามนอกเสียจากพวกที่กระหายอำนาจจนมองมนุษย์ด้วยกันเองเหมือนมดปลวก
พลทหารกำลังนั่งซ่อมพื้นรองเท้าขาด ๆ อยู่หน้ากระโจมเห็นผู้บังคับบัญชาการกับพวกแม่ทัพก็รีบลุกขึ้นทำความเคารพ
ฉีอ๋องมองพื้นรองเท้าของทหารที่ขาดจนซ่อมแล้วซ่อมอีกด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
“พื้นรองเท้าเจ้าขาดถึงเพียงนี้เหตุใดไม่ไปเบิก”
“ไปเบิกแล้วขอรับ แต่ของไม่มี”
เสียงขู่ของสิงโตทำให้ฉีอ๋องหันหลังกลับไปมอง ห่าวหรานรีบกระโดดลงจากหลังม้าตามไปดูว่าลูกสิงโตกำลังข่มขู่อะไรอยู่ด้านหลังกระโจม
สิ่งที่ลูกสิงโตทั้งสองข่มขู่คืองูสามเหลี่ยมตัวใหญ่ที่ขดตัวอยู่ด้านหลังกระโจม
ห่าวหรานรีบชักกระบี่ฟันงูมีพิษจนคอขาดกระเด็น ทหารประจำกระโจมต่างตกใจหน้าซีด หากลูกสิงโตไม่ส่งเสียงเตือนพวกตนอาจถูกงูฉกตายก็เป็นได้
“งูเข้ามาในค่ายได้อย่างไร” ฉีอ๋องถามด้วยใบหน้าเคร่งเครียด รอบค่ายล้วนมีกำแพงหนาล้อมรอบ บริเวณกำแพงต่างถูกโรยด้วยปูนขาวเพื่อป้องกันสัตว์มีพิษ บนเวหามีอินทรีทองห้าตัวบินวนคอยตรวจตราทั่วค่าย งูมีพิษตัวใหญ่เพียงนี้ยังเล็ดลอดเข้ามาได้
ฉีอ๋องรีบออกคำสั่งให้เพ่ยผิงพาลูกน้องในความดูแลออกตรวจกำแพงค่าย หากมีรอยร้าวหรือกำแพงชำรุดให้รีบซ่อมแซมทันที
“ต้าอวี้ ต้าจิน”
เสียงเรียกชื่อทำให้สัตว์ทั้งสองวิ่งกระดิกหางเข้าไปหาผู้เป็นนายราวกับพวกมันคือสุนัข
ดวงตาใสแหงนหน้าขึ้นเหมือนรอรับคำชม ทำให้ทหารต่างจับตามองลูกสิงโตแสนเชื่อง ตั๊กแตนที่ถูกนำมาแปรรูปเป็นอาหารมีลักษณะก้อนสี่เหลี่ยมเท่าหัวแม่มือถูกโยนลงไปให้ลูกสิงโตทั้งสองเพื่อเป็นรางวัล
อาหารชนิดนี้เป็นจ้าวลู่ชิงที่ทำมันขึ้นมาอย่างเร่งด่วนในยามค่ำคืน เพื่อเป็นอาหารว่างสำหรับลูกสิงโต
เมื่อได้รับรางวัลทั้งสองก็รีบกิน จากนั้นก็วิ่งตามหลังม้าเดินตรวจรอบค่าย ทหารต่างส่งเสียงหยอกล้อกับลูกสิงโตสีขาวราวกับหิมะ
อินทรีทองตัวที่ออกไปปฏิบัติภารกิจบินว่อนอยู่บนท้องฟ้าสองรอบจากนั้นก็โฉบลงมาเกาะอยู่บนแขนที่ยื่นออกมา
ฉีอ๋องหยิบจดหมายในกระบอกขนาดเล็กที่ถูกผูกติดกับคอของนกอินทรีทองตัวใหญ่
นกอินทรีย์เป็นสัตว์ฉลาดเมื่อส่งสาสน์เรียบร้อยมันก็บินขึ้นสู่เวหาพร้อมบินวนรอบค่ายทหาร
ฉีอ๋องและแม่ทัพมาเยือนเรือนหน่วยการแพทย์ในค่าย แพทย์ทหารต่างรีบร้องเรียนว่าสมุนไพรที่ได้รับมาเป็นของเก่า สมุนไพรบางชนิดเสื่อมสภาพไปแล้ว บางชนิดก็กำลังจะเสื่อมสภาพเช่นเดียวกัน
สมุนไพรที่อยู่ตรงหน้า บางชนิดชื้นจนขึ้นรา มือฉีอ๋องกำสมุนไพรแน่นก่อนจะปล่อยมันลงตามเดิม
สีหน้าทุกคนต่างเต็มไปด้วยความไม่พอใจกับสิ่งที่เกิด ในกองทัพสมุนไพรล้วนสำคัญแต่ดูสมุนไพรที่ถูกส่งมาให้สิ
ไม่ว่าจะย่างกรายไปหน่วยใดก็เกิดปัญหา บางหน่วยเกิดปัญหาเพียงเล็กน้อย แต่บางหน่วยเกิดปัญหาใหญ่จนสามารถนำพาให้ทหารหลายแสนนายถึงคราวิบัติได้
ทุกคนต่างถูกเชิญทานมื้อเย็นด้วยกันที่เรือนหน่วยการแพทย์ ความอดอยากที่กำลังเผชิญทำให้ทุกคนต่างมีสีหน้าหม่นหมอง
โจ๊กที่ข้นกว่าหลายวันวางอยู่ต่อหน้าของทุกคน ผักใบสีเขียวอย่าหวังว่าจะได้เห็น เนื้อยิ่งแล้วใหญ่ โชคดีที่ศัตรูก็ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติเช่นเดียวกัน ไม่อย่างนั้นกองทัพของต้าถังอาจถูกศัตรูตีเมืองจนแตกเพราะทหารไม่มีเรี่ยวแรงต่อสู้
แม่ทัพเสิ่นรีบยกซดโจ๊กที่อยู่ในถ้วยอย่างไม่อิดออด แม้ว่าความอร่อยของผักดองที่บ้านรองแม่ทัพจ้าวส่งมาให้ยังตรึงอยู่ในใจ พอเห็นแพทย์ทหารอาวุโสกับผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่าตนนั่งกินอาหารอย่างเงียบ ๆ โดยไม่ปริปากบ่นก็สงบใจลงได้
“ท่านแม่ทัพเสิ่น ข้าได้ข่าวว่าพวกท่านทะเลาะกันเรื่องอาหารรึ” แพทย์ทหารอาวุโสที่ติดตามฉีอ๋องมานานเอ่ยถามแม่ทัพรูปร่างกำยำ
“ท่านหมอหานอย่าได้กล่าวถึงเรื่องนี้อีกเลย”
“ท่านเป็นถึงแม่ทัพกลับทำตัวเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่ผู้น้อย ยามนี้กองทัพกำลังอยู่ในช่วงวิกฤต มีโจ๊กให้กินวันละสองมื้อก็ดีเท่าไหร่แล้ว จะทะเลาะกันเพื่ออันใด”
อดตำหนิแม่ทัพผู้นี้มิได้ ในกองทัพใช่ว่าจะมีแต่คนดี พวกเศษเดนที่เคยเป็นโจรปล้นฆ่ามาก่อนพอถูกปราบปรามจนพ่ายแพ้ ก็ถูกเกณฑ์ให้มาเป็นทหารแนวหน้า หากคนพวกนั้นอาศัยจังหวะนี้ปลุกปั่นจนทหารลุกฮือก่อจลาจลในกองทัพสถานการณ์จะไม่แย่หรอกหรือ
ทุกย่างก้าวของท่านอ๋องต้องเดินด้วยความระมัดระวัง หากพลาดพลั้งขึ้นมาชีวิตจะหาไม่ ไหนจะชีวิตของทหารที่อยู่ภายใต้การปกครองอีก ทหารส่วนที่ถูกเกณฑ์มาเป็นกองหนุนไม่เท่าไหร่ แต่ทหารเกราะนิลที่มอบความภักดีให้กับฉีอ๋องเพียงผู้เดียวนี่สิ หากผู้เป็นนายมีภัยถึงแก่ชีวิตแผ่นดินต้องลุกเป็นไฟอีกครั้ง
“พวกท่านพูดคุยกันต่อเถิด ข้าขอตัว” ฉีอ๋องบอกลาทุกคนก่อนจะควบม้ากลับไปยังจวน
นกอินทรีทองบินโฉบลงมาเกาะอยู่บนหน้าต่างเมื่อได้ยินสัญญาณผิวปาก กระบอกไม้ไผ่จิ๋วที่มีกระดาษอยู่ด้านในถูกแขวนไว้ที่คอของมัน ปีกกางออกแล้วโผบินขึ้นสู่เวหาเพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง
มือลูบศีรษะของลูกสิงโตทั้งสองที่นอนอยู่ข้างกาย แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าสับสนจนดูยุ่งเหยิงเพียงชั่ววูบก็กลับมาเป็นปกติ
---------------------------------
สองข้างทางเต็มไปด้วยผู้ประสบภัยที่อพยพหนีความอดอยาก จ้าวลู่ชิงกับซูเซียงที่อยู่ในชุดสกปรกมอมแมม เดินรวมกลุ่มกับผู้ประสบภัย จุดหมายของพวกนางสองคนคืออารามจิ้นฉือที่ตั้งอยู่บนเขาเฟิงหลงเหมือนกับคนอื่น ๆ
สาเหตุที่จ้าวลู่ชิงกับซูเซียงทำตัวให้ซูบผอมแน่นอนว่าเพื่อการนี้ “พี่ใหญ่ข้าเหม็นเหงื่อ” ซูเซียงน้ำตาปริ่มกับชุดที่ซื้อต่อมาจากขอทาน นางแทบอาเจียนกับกลิ่น
“เจ้าอดทนหน่อยนะ อีกไม่นานพวกเราก็จะถึงอารามจิ้นฉือแล้ว ที่นั่นมีน้ำให้พวกเราอาบ มีข้าวให้พวกเรากิน” พวกตนต้องอดทนต่อกลิ่นเหม็นให้ได้การแสดงละครตบตาจะได้สมจริง
“พวกเจ้ามีกันสองพี่น้องหรือ” ชาวบ้านที่มุ่งหน้าสู่อารามจิ้นฉือเหมือนกันถามสองพี่น้องตัวเล็กผอมโซยิ่งกว่าพวกตน
“พวกข้าพลัดหลงกับครอบครัวขอรับ”
“ช่างน่าสงสารจริงแท้ พวกเจ้าสองพี่น้องระวังตัวกันให้ดีนะ ผู้คนต่างมุ่งหน้ามาที่อารามจิ้นฉือ พวกเจ้าอย่าเชื่อใจใครง่าย ๆ” เตือนหนุ่มน้อยทั้งสองที่ตัวเล็กด้วยความเห็นใจ
“ขอบคุณท่านป้าขอรับ ท่านป้ามาจากที่ใด”
“ข้าหนีความอดอยากมาจากหมู่บ้านอู๋ อยู่ห่างจากเขาเฟิงหลงประมาณห้าสิบลี้ ได้ยินชาวบ้านบอกว่าที่อารามจิ้นฉือรับดูแลผู้ประสบภัยพวกข้าจึงคิดมาขอพึ่งพิงจนกว่าเสบียงจากทางการจะมาถึง”
“พวกเจ้าล่ะมาจากที่ใด”
แค่ก! แค่ก! แค่ก!
ซูเซียงไอจนผู้ประสบภัยที่เดินอยู่ใกล้ ๆ รีบถอยห่าง จ้าวลู่ชิงรีบเข้าไปลูบหลัง
“น้องรองเจ้าเป็นอะไร ข้าสูญเสียน้องสามไปแล้วจะไม่ยอมสูญเสียเจ้าไปอีก” จ้าวลู่ชิงยกมือเช็ดน้ำตา พวกนางสองคนพยายามแสดงละครตบตาผู้อื่นให้แนบเนียนที่สุด
ร่างกายผอมแห้งของสองพี่น้องช่วยพยุงกันเดินขึ้นเขาไปยังอารามจิ้นฉือ จากที่เดินเอ้อระเหยกลายเป็นเร่งฝีเท้าเพราะคนที่พวกตนตามมาเดินห่างออกไปไกล
คนที่จ้าวลู่ชิงตามมาไม่ใช่ใครอื่นไกลเป็นท่านปู่ของนางกับโม่เอินที่ปลอมตัวเป็นผู้ประสบภัย นางรู้อยู่แล้วว่าท่านปู่ต้องจับตาดูอารามจิ้นฉือ ยามค่ำคืนนางแอบเห็นพลเงากระโดดเข้าออกทางหน้าต่างของห้องหนังสือท่านปู่บ่อยครั้ง
ตั้งแต่เกิดภัยพิบัติท่านปู่ก็เริ่มซูบผอม นางนั่งคาดเดาถึงสาเหตุของการซูบผอม พอนำทุกอย่างมาปะติดปะต่อกันก็รู้สาเหตุ เลยทำตัวให้ซูบผอมตาม
ทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ พวกนางสองคนแอบตามมาโดยไม่ให้คนทั้งคู่ระแคะระคาย ท่านปู่ของนางปลอมตัวได้แนบเนียนยิ่งนัก บนใบหน้าซูบผอมมีรอยแผลเป็นจนดูน่าเกลียด
ผู้ประสบภัยมุ่งหน้ามายังอารามแห่งนี้มากเกินไป พวกนางทั้งสองจึงเดินตามสองคนนั้นไม่ทัน
ซูเซียงแสร้งไอเสียงดัง ผู้ประสบภัยต่างรีบถอยห่างทำให้ทั้งสองเร่งเดินทางได้โดยไม่มีใครกีดขวาง
“น้องรองเจ้าอย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะ อีกไม่เกินหนึ่งลี้พวกเราจะถึงอารามจิ้นฉือแล้ว”
จ้าวลู่ชิงร้องไห้โอดครวญ ทำให้เป็นที่สงสารของผู้ที่พบเห็น แต่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้หรือให้ความช่วยเหลือ ทุกคนกลัวว่าสองพี่น้องจะเป็นโรคติดต่อ
“พี่ใหญ่ข้าหิว หิวจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว” น้ำเสียงโรยแรงของซูเซียงกล่าวขึ้น
“เจ้าอดทนไว้ ข้าเห็นหน้าประตูอารามแล้ว ผู้คนล้วนบอกว่าอารามจิ้นฉือมีเมตตาต่อสรรพสิ่ง เจ้าต้องอดทนไปให้ถึง ข้าไม่อยากสูญเสียคนในครอบครัวไปอีกแล้ว”
ผู้ประสบภัยที่ได้ยินต่างสงสารหนุ่มน้อยทั้งสอง จึงหลีกทางให้ หากว่าถึงอารามเร็วเด็กคนนี้อาจมีชีวิตรอด
ซูเซียงแสร้งไอจนเจ็บคอ ดีที่คุณหนูให้ยาอมแก้เจ็บคอกับนาง ทว่าเสียงก็ยังเปลี่ยนเล็กน้อย พวกนางเดินตามคนด้านหน้าจนทัน
โม่เอินประคองจ้าวเฉิงที่เดินโซซัดโซเซราวกับผู้ที่ใกล้หมดแรง จ้าวลู่ชิงมองความเจ้ามารยาของท่านปู่ หากอยู่ในยุคที่นางจากมาท่านปู่ต้องเป็นนักแสดงอาวุโสที่ได้รับรางวัลการันตีความสามารถมากมายอย่างแน่นอน
หน้าอารามจิ้นฉือมีหลวงจีนยืนต้อนรับอยู่ด้านหน้า คอยบอกทางและช่วยเหลือผู้ประสบภัย
จ้าวเฉิงถูกโม่เอินพยุงผ่านประตูเข้ามาในอารามขนาดใหญ่ มองไปทางใดก็มีผู้ประสบภัยกำลังนั่งกินอาหารกันอย่างหิวโหย หมั่นโถวสีขาวลูกใหญ่ถูกแจกจ่ายให้ทุกคนที่เข้ามาพึ่งพิง
วันหนึ่งต้องใช้แป้งมากเพียงใดกัน กลุ่มคนที่แต่งกายด้วยอาภรณ์หรูหราพร้อมกับหลวงจีนที่มีอายุเดินสนทนากันมา ผู้ประสบภัยต่างพยายามหลบทางให้กับพวกเขา