
เมื่อเจมส์เดินทางมาถึงที่หมาย พบรถตำรวจ 2 คันจอดอยู่ในลานจอดรถ หน้าอาคาร มีตำรวจ 5 คน ยืนคุยกับวิลเลี่ยม เมสัน หรือที่คนในองค์กรเรียกว่า “ท่านผู้นำ” เจมส์รีบจอดรถโดยเร็วและลงมาจากรถ เดินผ่านลานจอดรถ เห็นหลุยส์ยืนอยู่ข้างๆฮั่วที่หน้าอาคาร
“เกิดอะไรขึ้น” เจมส์ถามโดยใช้นำ้เสียงที่แสดงความรู้สึกตื่นเต้น
หลุยส์มีสีหน้าท่าทางเศร้า เขาหลับตา พูดเบาๆ “สตราตายแล้ว”
เจมส์ใมาก มันเกิดขึ้นได้ยังไง เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วยังนั่งคุยกันอยู่ดีๆ เป็เหตุการณ์ที่น่าเศร้า ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก
“ผมขอเชิญทุกท่านให้ปากคำกับเ้าหน้าที่ ขอความร่วมมือครับ” เ้าหน้าที่ตำรวจแต่งเครื่องแบบเต็มยศเอ่ยขึ้น
.
.
.
.
เ้าหน้าที่ตำรวจใช้เวลาในการสอบปากคำ เกือบ 3 ชั่วโมง “ไม่มีใครน่าสงสัยเลย ทุกคนมีพยานที่อยู่ และให้ปากคำตรงกัน ถ้าทุกคนร่วมมือกันทำเป็ขบวนการคงน่าจะไม่ใช่ เพราะเมื่อขอตรวจสอบกล้องวงจร พบที่อยู่ของทุกคนตามคำให้การ ที่สำคัญไม่มีใครมีเหตุจูงใจในการฆาตกรรมในครั้งนี้” ผู้กองรายงานข้อสรุปการสอบปากคำให้สารวัตรฟัง
“อืม แต่ที่แปลกคือ ตัวอาคารขนาดใหญ่โต มี 30 ชั้น แต่มีพนักงานเพียง 46 คน ถือว่าน้อย เป็เื่แปลก”
“ผมก็คิดเหมือนกันครับสารวัตร”
“หน่วยพิสูจน์หลักฐานรายงานรายละเอียดเพิ่มเติมหรือยัง”
ผู้กองหยิบสมุดโน้ตเล่นเล็กขึ้นมาอ่านให้สารวัตรฟัง “ผู้ตายเสียชีวิตจากแรงกระแทกของรถคว่ำ ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าเป็อุบัติเหตุหรือการฆาตรกรรม สภาพรถยับเยิน กระจกแตกทุกบาน สายเบรคขาดจากอุบัติเหตุ”
“แน่ใจหรือป่าว สายเบรคขาดจากอุบัติเหตุ มันเป็ไปได้ยากมาก”
“แน่ใจครับ รายงานว่าสภาพสายเบรคฉีกขาดและมีลอยถลอก”
“อืม” สารวัตรหยิบโทรศัพท์โทรหาหน่วยสืบสวนที่อยู่บริเวณที่เกิดเหตุ
สารวัตร : ที่นั้นมีคนเห็นเหตุการณ์ไหม
หน่วยสอบสวน : ผมสอบถามคนแถวนี้แล้วครับ ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ครับ กล้องวงจรปิดบริเวณนั้นเสียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพราะเกิดไฟฟ้ารัดวงจร ต้องตัดไฟฉับพลัน เกิดไฟกระชาก ทำให้กล้องวงจรปิดเสีย แต่สำหรับผม ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ มันแทบเป็ไปไม่ได้ เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยนี้มีระบบป้องกันไฟกระชากครับ”
สารวัตร : มีผู้ต้องสงสัยไหม
หน่วยสืบสวน : ไม่มีครับ
สารวัตร : ขอบใจมาก
สารวัตรวางสาร เขากำลังคิดทบทวนเื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ผู้ตายชื่อ วลาดิสลาฟ สตรา ชายชาวรัสเซีย วัย 41 ปี เข้ามาในประเทศไทยโดยขอวีซ่าทำงาน วันเกิดเหตุผู้ตายออกจากบริษัทโดยขับรถยนต์ส่วนตัว ระหว่างทางแวะกินข้าวต้มข้างทาง จอดรถที่หน้าร้าน จากนั้นเดินทางต่อไปที่ปั้มน้ำมัน เขาเติมน้ำมันเต็มถัง แวะเข้าห้องน้ำที่ปั้มน้ำมัน เดินทางต่อถึงสี่แยกไฟแดงซึ่งเป็จุดเกิดเหตุรถคว่ำ ผู้ตายกระเด็นออกมานอกตัวรถ เสียชีวิตในทันที สภาพศพบอบช้ำ ดวงตาทั้ง2ข้างไม่มี ไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์ กล้องวงจรปิดบริเวณนั้นก็เสีย สภาพรถยนตร์ยับเยิน สายเบรคฉีกขาด มีความเป็ไปได้ที่จะโดนตัดสายเบรค ถ้าโดนตัดสายเบรคเพื่อให้รถพลิกควํ่ามีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากๆ เพราะต้องอาศัยหลายปัจจัย เช่น ต้องขับด้วยความเร็วสูง หรือ พื้นผิวถนนไม่เรียบ มีเนินสูงตำ่ แต่ในกรุงเทพถนนเรียบเนียน และรถเยอะมาก แถมรถติดอีก การที่ขับรถเร็วๆในกรุงเทพเป็ไปได้น้อยมาก ถ้ารถยนต์ไม่โดนตัดสายเบรค........หรือจะเป็การโดนวางะเิ แต่ไม่มีล่องรอย ทั้งข้างในตัวรถ เครื่องยนตร์และบนพื้นถนน ไม่มีล่องรอยอะไรเลย รู้สึกคดีนี้มีอะไรแปลกๆ
.
.
.
.

ทางด้านฟ้าใสกับแมพ เมื่อฟ้าใสดูหนังจบก็ไปหาซื้อชานมไข่มุกกินกับแมพ ก่อนที่จะแยกย้ายเพื่อเดินทางกลับบ้าน
“วันนี้ไปไหนมา กลับบ้านซะมืดเลย” ริสถามน้องสาวที่พึ่งเปิดประตูเข้ามาในบ้าน
“ไปดูหนังกับเพื่อน”
“ผู้ชายหรือผู้หญิง”
ทันทีที่ริสพูดจบ ฟ้าใสมองริสด้วยหางตา “นี่เป็พี่หรือเป็แม่เนี่ย”
“แหมมม เธอเนี่ย ไปกับผู้ชายใช่ไหมละ ไม่เห็นบอกพี่เลย”
“เพื่อนค่ะ เพื่อน”
“แน่ใจนะว่าเป็เพื่อน”
“เฮ้ย ไม่คุยด้วยละ”
“ล้อเล่นๆ แซวเล่นน่า ปะมากินข้าวได้แล้ว พ่อแม่รออยู่”
“อืม” พี่ริสเป็พี่สาวที่ใจดีมาก แต่ความชอบและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตไม่เหมือนกับเราเลยสักนิด ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เราชอบอนิเมะฝั่งตะวันออก แต่พี่ริสชอบดูภาพยนตร์ฝั่งตะวันตก ทำให้บางครั้งเราคุยกันไม่รู้เื่ การแต่งกายก็ต่างกัน เราชอบใส่ชุดเดรสแนวน่ารักๆ ส่วนพี่ริสชอบแต่งตัวสบายๆ เสื้อยืดกางเกงขาสั้น บางครั้งพี่ริสแต่งตัวเหมือนทอมบอยเลย สีที่ชอบก็ไม่เหมือนกัน เราชอบสีชมพูเพราะมันดูน่ารัก พี่ริสชอบสีดำส่วนเหตุผลที่ชอบนั้น เราไม่รู้ ไม่เคยถามพี่
ณ โต๊ะอาหาร “วันนี้มีของโปรดริสด้วย” พ่อชี้ที่ชามต้มยำกุ้งขนาดใหญ่วางอยู่บนโต๊ะอาหาร “ขอบคุณค่ะ รักพ่อที่สุดเลย” ริสเข้ามากอดพ่อที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้
“วันนี้เรียนเป็ยังไงบ้าง” แม่ถามฟ้าใส
“สนุกค่ะ”
“ฝึกงานตอบกลับหรือยัง” แม่ถามริส
“มี 2 บริษัทตอบกลับ หนูลังเล ไม่รู้ควรเลือกฝึกงานบริษัทไหนจะดีที่สุด ที่แรกเป็สำนักงานทนายความ ไม่มีเงินเดือน อีกที่มีเงินเดือน แต่เป็บริษัทเกี่ยวกับอาหาร ซึ่งไม่เกี่ยวกับที่เรียนค่ะ”
“พ่อคิดว่า สำนักงานทนายความดีกว่า เพราะได้ประสบการณ์ตรง เป็สิ่งจำเป็ของทนายความ”
“แม่ก็คิดเหมือนพ่อ”
“ไปฝึกงาน ดูแลตัวเองดีๆนะลูก” พ่อเอ่ยด้วยความเป็ห่วงลูกสาวคนโต ถึงแม้ลูกสาวจะโตแล้ว แต่สำหรับพ่อแม่ยังมองลูกเป็เด็กเสมอ
คุณพ่อหยิบรีโมทบนโต๊ะกินอาหาร เปิดโทรทัศน์ดูข่าว นักข่าวสาวสวยผมสั้นกำลังนำเสนอข่าวรถคว่ำ มีชายชาวรัสเซียเสียชีวิต โดยตำรวจกำลังหาสาเหตุการเสียชีวิตของชายผู้นี้ พบศพผู้เสียชีวิตอยู่นอกตัวรถ คาดว่ากระเด็นออกมาตอนเกิดเหตุ สภาพศพสยองมากเพราะดวงตาทั้ง2ข้างไม่มี ตัวท่วมไปด้วยเื โดยตำรวจยังไม่รู้เป็การฆาตกรรมหรือเกิดจากอุบัติเหตุ
“ริส เวลาขับรถให้ระมัดระวัง อย่าใจร้อน” พ่อกล่าวด้วยความเป็ห่วงลูกสาวคนโต
“ไม่ต้องห่วง หนูไม่ขับเร็ว”
“กินข้าวเสร็จแล้วแม่ฝากลูก 2 คน ล้างจานด้วยละ”
“คนละครึ่งนะพี่”
“อืม” ริสตอบด้วยเสียงที่เบามากๆ ถ้าไม่ตั้งใจฟังคงไม่ได้ยินแน่ๆ เพราะตอนนี้ริสกำลังเคี้ยวข้าวอยู่เต็มปาก

"ที่มหาวิทยาลัยเป็ยังไงบ้าง" ริสพี่สาวแท้ของฟ้าใสถามด้วยความเป็ห่วงน้องสาว
“ก็ดีนะ มีอิสระมากกว่าตอนอยู่มัธยมแต่เพื่อนก็หายากกว่าเดิมเหมือนกัน การเดินกันเป็กลุ่มใหญ่ๆหลังเลิกเรียนไม่ค่อยเห็น ส่วนใหญ่เลิกเรียนก็แยกย้ายกลับหอ บางคนก็ไปนั่งเล่นห้องสมุด บางคนไปเล่นกีฬาหรือดนตรี บางคนก็ไปเข้าชมรม”
“รับน้องหรือยัง”
“รับน้องรวมทุกคณะของมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ยังไม่รับน้องของสาขาการตลาด”
“มีกิจกรรมรับน้องแบบแปลกๆไหม”
“ไม่มีนะ......เอ๋ยสมัยพี่อยู่ปี 1 มีกิจกรรมรับน้องอะไรบ้าง”
“ส่วนใหญ่เป็เต้นและนั่งฟังรุ่นพี่บรรยาย ตอนอยู่ปี 1 เป็ปีแรกที่ยกเลิกระบบโซตัส(Sotus) ทำให้การรับน้องเบาลง ไม่ค่อยมีกิจกรรมเยอะเหมือนปีที่ผ่านมา” (โซตัส หมายถึง ระบบการรับน้องในสถาบันอุดมศึกษาอย่างหนึ่ง ชื่อมาจากคำภาษาอังกฤษ 5 คำ ได้แก่ Seniority (ความาุโ) Order (ระเบียบ) Tradition (ประเพณี) Unity (ความสามัคคี) และ Spirit (จิติญญา หรือถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือการเสียสละกายและใจ มีน้ำใจเพื่อสังคม กล้าทำในสิ่งที่ถูก)
“พี่เขาชมรมอะไรบ้าง”
“เคยเข้าชมรมดนตรีไทย ตอนปี1 แต่ตอนนี้ออกละ”
“อ้าวทำไมละ”
“งานวิจัยตอนปี 3 ยุ่งมากๆ เลยไม่ค่อยมีเวลาไปชมรม”
“วิจัยยากมากไหม”
“แล้วแต่คนนะ สำหรับพี่ไม่ค่อยยาก แต่มันเยอะและยุ่งมาก โดยเฉพาะการส่งหัวข้อวิจัยให้ผ่าน พี่ขอแนะนำไว้อย่างนึงนะ ตอนปี 4 ส่วนใหญ่เกือบทุกมหาวิทยาลัยจะมีปัญหาพิเศษให้ทำ ควรคิด หาข้อมูล และเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างหรือข้อมูลที่้ารอไว้ก่อนจะได้ไม่ยุ่งตอนปี 4 และข้อมูลต้องไม่เก่าเกินไปนะ พอเริ่มขึ้นปี 4 ก็ทำปัญหาพิเศษรอไว้ได้เลย”
“ขอบคุณมากค่ะ”
“พี่ไม่รับคำขอบคุณ ขอเป็ขนมแทน”
“เอ๋ย...โอเค”
.
.
.
.
เช้าวันรุ่งขึ้น วันนี้เป็วันที่รุ่นพี่ปี 3 นัดน้องๆปี1มาที่โรงส้ม รุ่นพี่ปี 3 ไม่ได้บอกรายละเอียดกิจกรรมในครั้งนี้
ฟ้าใสเดินเข้ามาในโรงอาหาร เจอนิสิตห้อยป้ายการตลาดเต็มไปหมด
ฟ้าใสหยิบโทรศัพท์มือถือโทรหาฝ้าย
ฟ้าใส : ถึงไหนแล้ว
ฝ้าย : ไม่เกิน 15 นาที ถึงแน่นอน แกถึงแล้วใช่ปะ ได้ยินเสียงคุยดังมาก
ฟ้าใส : ใช่แล้วจ้า
ฝ้าย : อืม....เจอกัน
ฟ้าใส : เจอกัน
ฟ้าใส เห็นแมพยืนกดนํ้าที่ตู้กดนำ้ เธอเดินเข้าไปทักทาย
“ไง”
“อืม”
“หนังเมื่อวานสนุกดีเนอะ”
“ใช่ โดยเฉพาะ CG ทำออกมาได้สวยมาก (CG ย่อมาจาก Computer generated) แมพหยิบขวดนำ้ที่พึ่งเติมนำ้เต็มเก็บใส่ช่องด้านข้างกระเป๋าสะพาย
“สวัสดีค่ะน้องๆ นั่งที่ให้เรียบร้อย” รุ่นพี่ปี 3 ใส่เสื้อคลุมสีดำทับเสื้อนิสิตไว้ ถือโทรโข่งอันใหญ่ยืนพูดอยู่ “พี่ชื่อพี่หยง เฮดเจอร์ ปี 3 วันนี้พี่ๆเห็นน้องปี 1 ไม่ห้อยป้ายชื่อกันเยอะมาก ทำไมน้องไม่ห้อยป้ายชื่อค่ะ พี่อยากรู้เหตุผล”
หลังจากพี่หยงพูดจบ บรรยายในโรงส้มเปลี่ยนไปจากที่มีเสียงคุยจอแจดังะเิกลับกลายเป็ความเงียบสงัด น้องๆนั่งก้มหน้า ไม่มีใครกล้าสบตารุ่นพี่ “มีใครบอกเหตุผลพี่ได้บ้าง” พี่หยงมองรุ่นน้องผ่านๆ เห็นพี่พลอยเฮดเจอร์ปี 4 ยืนอยู่ด้านหลัง
“เอาละ พี่จะยึดป้ายชื่อคืน ให้น้องๆทำป้ายชื่อกันเอง ภาคปกและภาคพิ ต้องมีป้ายลักษณะแบบเดียวกัน พี่ให้เวลาทำ 1 อาทิตย์ และขอให้คืนป้ายชื่อที่พี่ๆให้ นำมาว่างไว้ข้างหน้า”
หลังจากเก็บป้ายชื่อทั้งหมดเรียบร้อย พี่หยงพูดต่อ “วันนี้หาเฮดเจอร์ ปี1 และสร้างกลุ่มแชท มีใครอยากเป็เฮดเจอร์ไหมค่ะ” พี่มองไปที่น้องๆ ไม่มีใครเสนอตัวแม้แต่คนเดียว “ถ้าไม่มี พี่จะเลือกให้” พี่ปี 3 คนอื่นๆ เดินไปหาน้องภาคปกติ 3 คน และภาคพิเศษ 3 คน
“พี่ให้น้องๆโหวตเลือกเฮดเจอร์”
.
.
.
.
ผลการลงคะแนน ภาคปกติ แนน เป็เฮดเจอร์ ปี 1 , ภาคพิเศษ บอส เป็เฮดเจอร์ ปี 1
ฝ้ายเดินทางมาถึงโรงส้ม แต่เหมือนจะมาช้าไปเพราะรุ่นพี่พึ่งประกาศจบกิจกรรม และทุกคนแยกย้าย
ฟ้าใสกับแมพนั่งคุยกับ 2 สาวในเจอร์เดียวกันเื่เกี่ยวกับการทำป้ายชื่อ ฝ้ายมองที่โต๊ะอาหารเห็นฟ้าใสนั่งอยู่จึงเดินเข้าไปทักทายและสอบถามกิจกรรมที่พึ่งจบลงเมื่อสักครู่นี้
“ไม่มาพรุ่งนี้เลยละ” ฟ้าใสกล่าว
“แหมทำเป็ประชด ที่มาช้าเพราะรถมันติด แล้วไม่ใส่ป้ายชื่อเหรอ”
“รุ่นพี่เก็บป้ายชื่อคืน เพราะมีคนไม่ใส่ป้ายชื่อกันเยอะ รุ่นพี่ให้ภาคปกติและภาคพิเศษร่วมกันออกแบบป้ายชื่ออันใหม่ ภายใน 1 อาทิตย์”
“คืนไม่ทันละ” ฝ้ายกล่าว
“เก็บไว้เป็ที่ระลึก”
“เอ๋ย กว่าจะเรียนก็บ่าย 3 ไปนั่งเล่นร้านคาเฟ่คั่นเวลากันป่าว”
“ร้านไหนละ”
“คาเฟ่เปิดใหม่หน้ามอ”
“ไปๆ”
“ขอไปด้วย” 2 สาวที่นั่งอยู่กับฟ้าใสกล่าว
ฝ้ายยิ้มแล้วกล่าว “อืม ไปกันเยอะๆสนุกดี”
ฟ้าใสหันหน้ามองแมพ “ไปด้วยกันนะ”
“ไม่ละ” แมพปฏิเสธด้วยสีหน้าบึ้งตึงคิ้วขมวด แววตาเหมือนกังวลบางอย่าง ก่อนจะเดินออกไป
ฟ้าใสได้แต่มองแผ่นหลังแมพด้วยความไม่เข้าใจ ทำไมไม่ไป เธออยากให้ไปคาเฟ่ด้วยกัน แววตาเป็กังวลบางอย่างนี้ มันหมายความว่าอะไร เขากังวลอะไร ตอนอยู่ด้วยกันก็ไม่เห็นเป็แบบนี้ หรือกลัวการเข้าสังคมหรือกลัวการอยู่ท่ามกลางบรรดาสาวๆ งงเฮะ
.
.
.
.
ณ ร้านคาเฟ่
เอ๋....ฝ้าย ขอแนะนำนะ คนนี้ ข้าวปั้น(สาวผมสั้น ย้อมผมสีบลอนด์) และแยม (สาวผมยาว ย้อมผมสีบลอนด์เหมือนกัน)
“สั่งบิงซูไหม ร้านนี้ทำอร่อยนมาก”แยมเอ่ย
บิงซู (พัดบิงซู หรือ 팥빙수) เดิมเรียก พัดบิงซู คือ น้ำแข็งนมใสที่ปั่นแบบละเอียดจนเป็ปุยนุ่ม กินกับถั่วแดงกวน และโรยด้วยถั่วลิสงบด วิธีกินนั้นจะคลุกรวมกัน หรือแยกเป็ส่วนกินก็ได้ ต่อมามีการพัฒนาสูตรบิงซู ด้วยการราดท็อปปิ้งต่างๆ อาจเป็รสชาติหวาน หรือเปรี้ยว โดยต้นกำเนิดของบิงซูคือประเทศเกาหลี
“อืม เอารสอะไรดี” ฝ้ายเอ๋ยถามเพื่อนๆ
“ผลไม้รวม” ฟ้าใสตอบ
“โอเค ตามนี้” แยมยกมือเรียกพนักงานมาจดเมนู
“เอ๋ย เราชื่อฝ้าย ลืมแนะนำตัวเลย แล้วแยมกับข้าวปั้นเป็คนที่ไหนเหรอ”
“กรุงเทพฯ เรา 2 คนเรียนโรงเรียนมัธยมที่เดียวกัน” แยมเอ๋ย
“โอ้ เหมือนกันเลย เรากับฟ้าใสก็เรียนที่เดียวกัน ั้แ่อนุบาลถึงม.ต้น เมื่อขึ้นม.ปลาย คุณพ่ออยากให้ย้ายไปเรียนโรงเรียนอื่นจะได้เปิดโลกกว้างขี้น”
อีกไม่กี่อึดใจพนักงานสาวรุ่นใหญ่เดินถือบิงซูชามขนาดใหญ่มาเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะ
"ว้าว มาเร็วมาก น่ากินมากๆ แต่ทุกคนหยุดก่อน อย่าพึ่งกินขอถ่ายรูปก่อน ข้าวปั้นยืมโทรศัพท์หน่อยจะถ่ายรูป" แยมพูดด้วยนำ้เสียงที่แสดงความตื่นเต้น
“แกก็มีนิ”
“เอาน่ายืมหน่อย โทรศัพท์แกมีความคมชัดมากกว่าของเราอะ”
“อืมๆ”
“ขอบใจมาก มาจุ๊บทีนึง”
“ไม่ต้องเลย”
“เอาน่าไม่ต้องอายคนกันเองทั้งนั้น”
“ไปตายซะ” ข้าวปั้นพูดพลางชูนิ้วกลางใส่แยม
“5555 จะเอารูปลงเน็ตเลยนะทุกคน”
“อืม”
ทางด้านแมพเดินทางถึงหอใน เขาอยู่หอ 25 เป็หอเฉพาะปี 1 เท่านั้น มีเพียงรุ่นพี่ดูแลหอที่เป็ปีอื่นอนุญาตให้พักอาศัยอยู่ที่หอ 25 นี้ ห้องนึงมีนิสิตอยู่ 2 คนเป็รูมเมดคู่กัน แมพอยู่ชั้น 3 ห้องเลขที่ 307 ห้องอยู่ตรงกลางตัวตึก หน้าห้องติดถังขยะ ห้องอยู่ใกล้บันไดเดินขึ้นลง เป็การอยู่หอครั้งแรกในชีวิตของแมพ เขาไม่เคยใช้ชีวิตไกลจากบ้านขนาดนี้มาก่อน ในใจก็ยังรู้สึกตื่นเต้นเหมือนเคยกับการได้อยู่หอถึงแม้จะอยู่มาหลายวันแล้วเพราะได้รับอิสระ จากที่เคยนอนดึกมากที่สุด 5 ทุ่ม กลายเป็ตี 2 หรือตี 3 ค่อยนอน อยากกินอะไรก็ได้ตามใจชอบ จะเล่ยเกมกับเพิร์ท นิวและต้า วันละกี่ชั่วโมงก็ได้ (เพิร์ท นิวและต้า เพื่อนสมัยมัธยมต้นของแมพ) แต่อีกใจก็คิดถึงบ้าน คิดถึงเตียงนุ่มๆหลังเดิมที่คุ้นเคย คิดถึงพ่อแม่ การอยู่หอเหมือนการฝึกความรับผิดชอบ ต้องตื่นนอนด้วยตัวเอง ไม่มีพ่อแม่คอยปลุกเหมือนสมัยเรียนมัธยม หากินข้าวเอง ต้องวางแผนการกินเผื่อในอนาคตว่าเราจะหิวหรือไม่ และการซักผ้า ซักถุงเท้าในบางครั้งก็มีความี้เีเข้าครอบงำในจิตใจ มันน่าเบื่อเหลือเกิน ผมนี่ี้เีจริงๆ 55555