บทที่ 5 ถูกดุจนร้องไห้
ระหว่างทางยังเจอต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า ลูกชายสองคนของพี่สะใภ้ใหญ่ที่เล่นซนกันมาเต็มคราบและกลับเรือนตรงเวลาพอดิบพอดี พวกเขาได้จูงมืออาเจ็ดของพวกเขา หรือก็คือจูชี ก่อนจะมุ่งหน้ากลับบ้านด้วยกัน
แม้อาเจ็ดจะเป็คนโง่งม แต่ก็เป็คนตัวใหญ่ หากมีเขาไปด้วย การจะไปแย่งสิ่งของกับผู้อื่นข้างนอกนั่นก็ไม่ต้องกลัวว่าจะแย่งมาไม่ได้
แค่สั่งคำเดียว รับรองได้ว่าร่างใหญ่โตของอาเจ็ดต้องข่มฝ่ายตรงข้ามได้แน่นอน
ด้วยเหตุนี้ เวลาพวกเขาสองคนออกไปข้างนอกก็จะชอบพาอาเจ็ดออกไปด้วย
“ไอ้หยา ต้าเป่า เอ้อร์เป่า ตัวเปื้อนโคลนไปหมด พวกเ้าสองคนไปทำอะไรมา? พวกเ้าดูซิ ทำอาเจ็ดของพวกเ้าสกปรกขนาดนั้นแล้ว ซวยแน่ กลับไปจะต้องถูกท่านย่าของพวกเ้าอบรมแน่นอน...” หลี่ซื่อเห็นสภาพน่าอนาถของพวกเขาแล้วก็นึกยินดีในคราเคราะห์ของผู้อื่น
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าวิ่งเข้ามาทำหน้าทะเล้นใส่หลี่ซื่อ “ท่านย่านอนอยู่บนเตียง พวกเราไม่กลัวหรอก”
“ใครบอกพวกเ้าว่าท่านย่ายังนอนอยู่? ท่านย่าของพวกเ้าลุกขึ้นมาแล้ว แถมยังทำของอร่อยด้วย อีกเดี๋ยวก็จะไม่มีส่วนของพวกเ้าแล้ว” คนอื่นได้กินไหมนางไม่ทราบ แต่แน่ใจว่าตัวเองได้กินแน่
ราวกับนัดแนะกันมา เพราะเพิ่งจะมาถึงประตูใหญ่ หลี่ซื่อก็เห็นจูปาเม่ยกับสะใภ้ห้าหลินซื่อเดินจูงมือกันกลับมายามโพล้เพล้
จูปาเม่ยเป็น้องสามี อีกทั้งท่านแม่ยังรักและเอ็นดูมาก นางแตะต้องไม่ได้ แต่หลินซื่อถือเป็ตัวอะไร? เฮอะ อย่าคิดว่าเป็สะใภ้คนใหม่ที่เพิ่งเข้าบ้านมาแล้วจะไม่มีใครกล้ารังแกนะ
ใครบ้างไม่เคยเป็สะใภ้คนใหม่มาก่อน?
“โอ๊ะ นี่ไม่ใช่น้องสะใภ้ห้าหรอกหรือ? ไม่เห็นเงามาทั้งวัน ไปเอ้อระเหยที่ไหนมาล่ะ? จุ๊ๆ...เก่งกาจจริงเชียว ปล่อยให้ท่านแม่ทำงานอยู่ในเรือน ตนเองวิ่งแจ้นออกไปเตร็ดเตร่ข้างนอก สะใภ้ใหม่บ้านไหนเป็เหมือนเ้าบ้าง? ดีที่ท่านแม่เป็คนจิตใจงาม ถ้าเปลี่ยนเป็ครอบครัวอื่นคงไล่เ้ากลับบ้านเดิมไปนานแล้ว”
หลินซื่อหน้าแดง แต่ก็ไม่ยินดีแบกหม้อก้นดำ [1] นี้ จึงพูดขึ้นทันทีว่า “พี่สะใภ้สี่เข้าใจผิดแล้ว น้องเล็กอยากไปเรียนปักผ้ากับคนอื่น ๆ ข้าเพียงไปช่วยสอดด้าย มีแต่แม่นางน้อยอายุเยาว์ทั้งนั้น เพียงเดี๋ยวเดียวเวลาก็ผ่านไปมากแล้ว”
“เหอะ ๆ! มาหลอกใครกัน?” หลี่ซื่อดูแคลน “ผู้ใดไม่รู้บ้างว่าย่านนี้ฝีมือปักผ้าของบ้านเราดีที่สุด? ฝีมือเย็บปักของน้องเล็กยังต้องไปร่ำเรียนกับคนนอกอีกหรือ? ตัวเองอยากแอบอู้ก็อย่าใช้น้องเล็กมาเป็ข้ออ้าง น้องเล็กยังเป็แม่นางน้อยที่ยังไม่ได้หมั้นหมาย ถ้าถูกเ้าทำลายชื่อเสียงอันดีงามแล้วต่อไปจะทำอย่างไร? ถึงเวลานั้นแต่งออกไปไม่ได้ก็เพราะเ้าทำร้ายนาง”
หลินซื่อไม่ใช่ว่าต่อคำไม่เป็ เพียงแต่นางเป็สะใภ้ใหม่ ไม่เหมือนหลี่ซื่อที่แต่งเข้ามาได้สักพักแล้ว ทั้งในท้องยังมีทารกน้อย จึงไม่มีเื่ให้ต้องพะว้าพะวง
หลินซื่อได้แต่ขบริมฝีปาก อยากด่ากลับแต่ก็กลัวว่าตนเองจะดุร้ายเกินจนทางบ้านแม่สามีรังเกียจ แต่ถ้าไม่ด่าตอบ ในใจก็รู้สึกอัดอั้น ไม่รู้จะทำอย่างไรดี อึดอัดคับข้องจนว้าวุ่นใจไปหมด
ทั้งยังจนใจที่สามีของนางเป็คนเซ่อ อีกฝ่ายเดินเข้าไปในเรือนพร้อมพ่อสามีแล้ว พูดให้น่าฟังก็คือไม่ยุ่งเกี่ยวกับเื่ราวระหว่างสตรี แต่หากพูดให้ไม่น่าฟังหน่อยก็คือแต่งเข้าบ้านมาได้ก็ทอดทิ้ง ไม่สนใจไยดีภรรยา
จิตใจนางกำลังหนาวเหน็บ
มีคนบอกกับนางแต่แรกแล้วว่าไม่ควรแต่งงานกับผู้ชายสุกุลจู แต่ตอนนั้นนางทนทุกข์ในบ้านที่ไม่มีพี่ชายน้องชายมามากพอแล้ว จึงอยากหาผู้ชายที่มีพี่น้องมาแต่งด้วย ไม่คิดว่า...
นางอยากขอความช่วยเหลือจากน้องสามี หวังว่าน้องสามีจะเห็นแก่ที่นางไปช่วยดึงเส้นด้าย...
ทว่าตอนที่นางหันหน้าไปมองก็พบว่าแววตาของน้องสามีกำลังวาววับ “หอมมาก! ท่านแม่ทำอะไรกินน่ะ?”
จากนั้นก็วิ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว
“เฮอะ!” หลี่ซื่อเค้นเสียงเย็น สะบัดท้ายทอยใส่แล้วเดินจากไป
ประตูหน้าจึงเหลือเพียงนางแค่คนเดียว คนอื่นหายไปกันหมดเสียแล้ว
หลินซื่อได้แต่เศร้าใจ “...”
เมื่อเย่อวี๋หรานเห็นทุกคนกลับมากันแล้ว ก็ให้จูเหล่าโถวพาทุกคนไปล้างมือ เตรียมตัวกินข้าว
หลิ่วซื่อที่เพิ่งจะป้อนอาหารหมูเสร็จก็ถูกนางสั่งให้พาต้าเป่าและเอ้อร์เป่าไปล้างตัว จากนั้นค่อยพากลับมาที่โต๊ะกินข้าว
หลิวซื่อกับนางช่วยกันตั้งโต๊ะ
“ท่านแม่ ท่านทำของอร่อยอะไรหรือเ้าคะ?” จูปาเม่ยวิ่งเข้ามาด้วยท่าทางลิงโลด
“อย่ามาขวางทางตรงนี้ เ้าไปดูพี่เจ็ดของเ้าหน่อยว่าล้างตัวสะอาดแล้วหรือยัง” แม้เย่อวี๋หรานตั้งใจว่าจะเป็ ‘เ้าของร่างเดิม’ ไปก่อนชั่วคราว แต่ก็ไม่ได้คิดจะประคบประหงมนางเหมือนเ้าของร่างเดิมอีก จึงสั่งงานจูปาเม่ยไปหนึ่งอย่าง
เ้าของร่างเดิมโปรดปรานจูปาเม่ยก็เพราะอยากส่งนางไปเป็สาวใช้ เพื่อเป็อนุภรรยาในเรือนคนอื่น แต่นางไม่คิดจะทำแบบนั้น ดังนั้นก็ย่อมไม่มีเหตุผลให้ต้องทำแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว
สาวน้อยบ้านนาก็ควรจะมีท่าทางอย่างสาวน้อยบ้านนา ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับว่าทำร้ายจูปาเม่ยไปชั่วชีวิต
จูปาเม่ยฟังแล้วก็ทำหน้ามุ่ยอย่างไม่ยินดี “ข้าไม่ไป คนสมองทึ่มคนหนึ่งสะอาดได้ก็แปลกแล้ว!”
“เ้าพูดถึงพี่ชายแบบนั้นได้อย่างไร? นั่นพี่ชายเ้านะ”
“เขาเป็แค่คนสมองทึ่ม ไม่ใช่พี่ชายของข้า”
ดื้อด้านขนาดนี้เป็ ‘สาวน้อยน่ารัก’ ‘ลูกสาวที่ว่าง่ายรู้ความ’ ในดวงใจเ้าของร่างเดิมจริง ๆ หรือ? เย่อวี๋หรานเงยหน้ามองจูปาเม่ย “ได้ ไม่นับถือเขาเป็พี่ชายของเ้าก็ย่อมได้ แค่เ้าไม่ต้องเรียกข้าว่าแม่ก็พอ”
จูปาเม่ยถึงกับตะลึง “ท่านแม่ ท่านพูดแบบนี้ได้อย่างไร? ข้ายังเป็เด็กน้อยที่น่ารักของท่านอยู่หรือไม่? ท่านไม่ได้พูดว่าท่านชอบข้าที่สุดหรอกหรือ?”
“เมื่อก่อนข้าชอบเ้าที่สุด แต่พอถึงคราวที่ข้าล้มหมอนนอนเสื่อ ไม่รู้ว่าเป็หรือตาย เด็กน้อยคนดีของข้ากลับออกไปวิ่งเล่นข้างนอกทั้งวันไม่กลับมา กลับมาแล้วก็ไม่รู้จักเป็ห่วงข้า ถ้าไม่ใช่ถามหาของกินก็โทษที่ข้าคลอดพี่ชายสมองทึ่มให้เ้า เ้าคิดว่าข้ายังจะชอบลูกแบบนี้อย่างนั้นหรือ?” เย่อวี๋หรานมีสีหน้าเย็นเยียบ “ชอบจนไม่สนใจกระทั่งชีวิตของตนเอง ปล่อยให้นางเหยียบขึ้นมาบนหน้าข้า? ลูกสาวแบบนี้ไม่มีเสียยังดีกว่า”
ก่อนที่จูปาเม่ยจะกลับมา เย่อวี๋หรานก็ใคร่ครวญแล้วว่าควรรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตัวเองอย่างไร
ตอนที่นางนอนอยู่บนเตียงไม่รู้ว่าเป็หรือตาย ในครอบครัวไม่มีใครเป็ห่วงเป็ใยนางสักคน หากนางไม่ฉวยโอกาสนี้สร้างเื่แล้วจะรออะไร?
ปกติเพียงแค่นางทำท่าไม่พอใจนิดหน่อย ท่านแม่ก็จะเข้ามาโอ๋นางทันที แล้วจูปาเม่ยจะเคยได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้มาก่อนั้แ่เมื่อใด ครู่เดียวก็ทานทนไม่ไหว “ท่านไม่ใช่แม่ของข้า!”
พูดจบก็วิ่งกลับห้องนอนทั้งน้ำตา
เท่านี้ก็น้อยอกน้อยใจ แล้วจะไปเป็สาวใช้บ้านสกุลใหญ่ได้อย่างไร? เย่อวี๋หรานลอบบ่นในใจ ถึงเวลามาไม่ใช่ว่า ‘ขาเข้าเดินเข้าไปเอง ขาออกถูกคนหามออกมา รนเข้าไปหาที่ตายเอง’ หรอกนะ
เ้าของร่างเดิมเคยเป็สาวใช้มาก่อนไม่ใช่หรือ? ทำไมเื่แค่นี้ก็คิดไม่ได้ เลี้ยงลูกสาวจนกลายเป็แบบนี้ แน่ใจนะว่าก่อนหน้านี้ที่นาง ‘สูญเสียความโปรดปรานจนถูกขับไสออกมา’ จะไม่ใช่เื่บังเอิญ?
เย่อวี๋หรานหันกลับไป เห็นหลี่ซื่อยังยืนอยู่ตรงนั้นก็ตีหน้าเย็น “เมียเ้าสี่ ยืนตรงนั้นอยู่ทำไม? อุ้มท้องโตทำงานเป็ชิ้นเป็อันไม่ได้ ยังช่วยหยิบจับถ้วยชามไม่ไหวด้วยรึ?”
“ได้เ้าค่ะ ท่านแม่” หลี่ซื่อรีบร้อนจากไป
ล้อเล่นกระมัง แม้แต่ลูกสาวสุดที่รัก ท่านแม่ก็ด่าไปแล้ว นางไม่คิดจะพาตัวเองไปรองรับอารมณ์ถึงที่หรอกนะ
ไม่นานสะใภ้ทั้งหมดก็ทราบว่า วันนี้ท่านแม่ดุน้องสามี เพราะน้องสามีรังเกียจว่าเ้าเจ็ดเป็คนสมองทึ่ม
คนที่พอมีสมองอยู่บ้างรีบค้นหาในความทรงจำของตน “หวังว่าข้าคงไม่เคยทำท่ารังเกียจเ้าเจ็ดต่อหน้าท่านแม่หรอกนะ?”
ทั้งบ้านมีคนอยู่สิบกว่าคน โต๊ะกินข้าวตัวเดียวไม่พอนั่ง ใช้โต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่สองตัวมาประกบกันถึงพอนั่งเบียดกันได้
บนโต๊ะสี่เหลี่ยมมีแป้งกรอบแผ่นบางอัดแน่นเต็มตะกร้าไม้ไผ่ ส่งกลิ่นหอมล่อลวงคน น้ำแกงหัวไชเท้าฝอยสองชามใหญ่วางไว้บนโต๊ะตัวละหนึ่งชาม ยังมีจานสี่จานใส่บางอย่างสีแดง ๆ ข้น ๆ ซึ่งไม่รู้ว่าคืออะไรวางอยู่บนโต๊ะทั้งสอง
ตรงหน้าแต่ละคนมีน้ำแกงหนึ่งถ้วย ผักหนึ่งจาน ตะเกียบหนึ่งคู่ แม้แต่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
ทุกคนนั่งล้อมโต๊ะ จ้องแป้งกรอบในตะกร้าพลางกลืนน้ำลายหลายอึก
แม้แต่จูซานก็เช่นกัน ช่วยไม่ได้ มันช่างหอมเหลือเกิน แถมยังมีกลิ่นหอมของไข่ไก่ จะให้มองข้ามก็คงเป็ไปไม่ได้
แม้ว่าแป้งกรอบธัญพืชรวมมิตรจะติดคอง่าย แต่แป้งกรอบตรงหน้าเหมือนจะต่างจากแป้งกรอบที่พวกเขาเคยเห็นในยามปกติอยู่บ้าง มันไม่ได้เป็สีดำ ๆ หนา ๆ แข็งโป๊ก แต่เป็สีเหลืองทอง แผ่นบางดูกรุบกรอบ แค่มองก็ชวนให้รู้สึกอยากอาหาร
จูเหล่าโถวก็เพิ่งจะเคยเห็นเป็ครั้งแรก แม้ไม่รู้ว่าวันนี้ทำไมจู่ ๆ ภรรยาของเขาถึงลงครัวเสียได้ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่กระทบต่อ ‘สายตา’ ของเขาสักนิด
ชั่วขณะนั้น เขาและบรรดาลูกชายลูกสะใภ้บังเกิดความคิดเดียวกันว่า นี่คือของอร่อย
[1] แบกหม้อก้นดำ หมายถึง ถูกใส่ร้าย เป็แพะรับบาป