บทที่ 12 : วิธีพิสูจน์
เจียงซูผิงแทรกผ่านช่องว่างของกลุ่มคนที่กำลังรุมดูเหตุการณ์ทะเลาะกัน
กระทั่งนางมองเห็นคู่กรณีทั้งสอง หนึ่งเป็ชายร่างเตี้ยไว้หนวดเหนือริมฝีปากแต่งกายคล้ายขุนนาง อีกหนึ่งเป็เด็กชายวัยไม่พ้นสิบปีใบหน้าและเสื้อผ้าสกปรกมอมแมม
“อย่าคิดว่าข้าโง่จนไม่รู้ เ้านำ หนังจิ้งจอกเงิน ของปลอมมาหลอกขายข้า!”
ชายผู้มีอันจะกินตะคอกใส่เด็กน้อยรุนแรง ส่วนผู้ถูกกล่าวหาไม่ปริปากโต้แย้งทำเพียงส่ายหน้าอย่างสุดความสามารถ พลางชี้มือชี้ไม้ประกอบคำอธิบาย
เพียงแค่นั้น ผู้คนโดยรอบก็รู้ทันทีว่า เด็กชายเป็ใบ้ไม่สามารถพูดออกมาได้ หากเ้าตัวก็พยายามสื่อสารออกมาเต็มกำลังว่าตนไม่ได้โกหก แต่กลับไม่ได้ช่วยให้ดูน่าเชื่อถือ
“เ้ายังไม่สารภาพความจริงอีกหรือ หนังจิ้งจอกเงินของแท้ขึ้นชื่อว่าทนไฟยิ่ง แต่ข้ากลับจุดมันติดไฟง่ายๆ แบบนี้มันของปลอมชัดๆ”
หลักฐานที่อีกฝ่ายชูขึ้นมาเป็เศษหนังไหม้เกรียม ซึ่งถูกตัดออกมาจากผืนหนังจิ้งจอกเงิน พาให้ชาวบ้านชาวช่องรอบๆ เห็นโดยประจักษ์
“ข้า อู๋ซีห่าว เป็ถึงขุนนางขั้นสาม อุตส่าห์เมตตาฟังคำขอจากเด็กใบ้อย่างเ้า คงต้องจับไปลงโทษถึงจะสำนึก! พวกเ้าไปลากตัวมันมา!”
คนมียศเอ่ยสั่งบ่าวรับใช้ข้างกาย ซึ่งเตรียมตัวเดินออกไปลากคอเด็กชายผู้มีสีหน้าหวาดหวั่น แต่ขณะนั่นเองสตรีร่างผอมบางคนหนึ่งก็ย่างกรายมาขวางเอาไว้
“ประเดี๋ยวก่อนพวกท่าน ยังไม่พิสูจน์ให้เห็นจริงก็กล่าวหากันแล้วหรือ”
เจียงซูผิงรู้ว่าตัวเองกำลังยุ่งไม่เข้าเื่
แต่การเห็นผู้ใหญ่มารังแกเด็กน้อย มิหนำซ้ำ เด็กคนที่น่าจะชื่อ ไห่เทา ยังเรียกความคุ้นเคยและรู้สึกผิดขึ้นมาในหัวใจ ทำให้นางไม่อาจอยู่เฉย ยิ่งไปกว่านั้นข้อกล่าวหาทั้งหมดยังฟังไม่ขึ้น นางจึงกล้าเสี่ยงมาออกหน้า
ฝ่ายอู๋ซีห่าวชะงักไป เมื่อเห็นหญิงสาววัยรุ่น แม้หน้าตาสะสวยหากแต่งกายเรียบๆ บ่งบอกถึงสถานะต่ำกว่า เลยไม่มีท่าทีเกรงใจ เอ่ยอย่างหยิ่งยโส
“แม่นางจะกล่าวอะไรก็ระวังหน่อยเถิด เศษหนังไหม้ๆ นี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วอย่างไร”
ชายร่างเตี้ยโยนเศษหนังลงบนพื้นต่อหน้านาง ทว่าซูผิงกลับยังคงยืนการ
“แต่ข้ายังไม่ทันได้เห็นกับตา”
ใบหน้าของอู๋ซีห่าวกระตุกด้วยความหงุดหงิด เขาส่งเสียงจิ๊จ๊ะ แต่เมื่อคิดว่าตัวเองเป็ฝ่ายถูก เลยรักษาท่าทีมั่นใจ
“หึ ถ้าเ้าไม่เชื่อ ข้าทำให้ดูใหม่อีกครั้งก็ได้”
ขุนนางขั้นสามพยักหน้าให้ลูกน้อง บ่าวชายจึงใช้มีดเฉือนหนังจิ้งจอกเงินมาส่วนหนึ่ง ก่อนจะหาไฟมาจ่อเข้ากับผืนหนัง ทันใดนั้น หนังผืนเล็กก็ลุกพรึ่บก่อนมอดไหม้ไปทั้งแผ่น กลายเป็เศษหนังดำเกรียมไม่ต่างจากผืนแรก
เสียงชาวบ้านต่างฮือฮา เพราะคราวนี้เป็การแสดงให้เห็นกันโต้งๆ ทำเอาอู๋ซีห่าวหันมายิ้มเยาะให้คนกล้ามาท้าทายอีกครั้ง
“เป็อย่างไรเล่า เพียงพอที่จะบอกว่ามันเป็หนังจิ้งจอกเงินของปลอมใช่หรือไม่”
กระนั้น เจียงซูผิงยังคงรักษาท่าทีสงบ กล่าวคำแย้ง
“หนังจิ้งจอกเงินของแท้น่ะ จุดไฟติดทั้งนั้น”
ทันทีที่สิ้นคำ อู๋ซีห่าวก็ะเิเสียงหัวเราะดังลั่น
“แม่นางเ้าพูดอะไรเลื่อนลอย ข้าเคยเห็นกระเป๋าที่ทำมาจากหนังจิ้งจอกเงิน จุดไฟอย่างไรก็จุดไม่ติด มันจึงมีมูลค่าสูง คนที่มีความรู้น้อยอย่างเ้าอย่าได้เที่ยวมาสั่งสอนผู้อื่น”
ฝ่ายคนโดนดูถูกไม่โต้กลับ เพียงแค่หันไปมองผู้คนรอบๆ ข้างพลางเอ่ยสอบถาม
“พวกเ้าในที่นี่มีใครพอจะแบ่งปันเหล้าให้ข้าสักกาหนึ่งไหม”
ไม่เพียงแต่คู่กรณี บรรดาชาวบ้านต่างก็งงงันกับการกระทำที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนเื่ไปขอเหล้า ทว่าก็ยังมีคนอยากรู้อยากเห็นเสนอน้ำใจขึ้นมา
“ข้ามีๆ”
ไหสุราถูกส่งมาให้เจียงซูผิง ไม่เพียงแค่นั้นนางยังหันไปเอ่ยคำต่อ
“ขอเศษหนังจิ้งจอกเงินมาให้ข้าด้วย ข้าจะพิสูจน์ให้ดู”
อู๋ซีห่าวนึกรำคาญใจกับสถานการณ์เสียเวลานี้เต็มที แต่เพื่อทำให้เื่มันจบๆ ไป เขาจึงพยักหน้าให้ลูกน้องทำตาม
ครั้นซูผิงได้หนังจิ้งจอกผืนเล็กเท่าฝ่ามือ นางก็ราดสุราลงไปจนชุ่ม ก่อนจะชูยื่นให้ผู้คนเห็นกันทั่วหน้า
“พวกเ้าก็รู้ว่าเหล้าสามารถจุดติดไฟได้ง่าย ลองเอาหนังจิ้งจอกผืนนี้ไปติดไฟใหม่ดูเถิด”
บ่าวรับใช้นำหนังจิ้งจอกคลุ้งกลิ่นเหล้าไปจุดไฟอีกครั้ง ปรากฏว่าเกิดเื่อัศจรรย์ขึ้น เพราะลนไฟนานเท่าไร ไฟก็ไม่ไหม้ผืนหนังเลยแม้แต่น้อย
“หนังจิ้งจอกเงินของแท้ ต้องผ่านการนำไปบ่มกับเหล้าเสียก่อนจึงจะจุดไฟไม่ติด”
ประสบการณ์ที่สะสมมาั้แ่สมัยเป็นางพญาเม่ย ทำให้เจียงซูผิงได้เปรียบตรงรู้ลึกและรู้จริง อย่างที่คนทั่วๆ ไปไม่อาจทราบข้อมูลนี้ได้
แม้กระทั่งอู๋ซีห่าวยังแสดงอาการเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งด้วยความสงสัย
“จริงงั้นหรือ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”
หากมีชายโพกศีรษะหนึ่งในกลุ่มคนมุงะโแทรกขึ้นมา
“เป็อย่างที่แม่นางคนนั้นเอ่ย อาจารย์ข้าที่ทำเครื่องหนังมานานเคยกล่าวเอาไว้เช่นนั้น”
พอได้รับคำยืนยัน คำวิจารณ์ของผู้คนก็เปลี่ยนไป จากสถานการณ์จับเด็กขี้โกหก กลายเป็สถานการณ์ผู้ใหญ่รังแกเด็กไปเสียแล้ว โดยเฉพาะเมื่อได้รับคำตอกย้ำของซูผิง
“จะความรู้น้อยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ารู้อะไรไม่รู้อะไร ทุกท่านว่าจริงไหม”
คำถามถึงแก่นแท้ในชีวิตมนุษย์ เรียกเสียงชาวบ้านรอบๆ ให้สนับสนุนกันเซ็งแซ่
อู๋ซีห่าวผู้เสียหน้า เห็นว่าอยู่ต่อไปจะไม่สู้ดี เลยสั่งบ่าวไพร่เตรียมหันหลัง
“พวกเ้ากลับกันได้แล้ว”
แต่จู่ๆ ชายเสื้อของขุนนางขั้นสามก็ถูกดึงไว้ด้วยมือเล็กๆ ของเด็กใบ้ พร้อมกับแบมืออีกข้างยื่นมาตรงหน้า ทำให้ซูผิงเข้าใจความหมายโดยทันที
“เ้าแลกเปลี่ยนของมีมูลค่ากับเด็กคนนี้ฟรีๆ งั้นหรือ”
คนแสร้งทำเป็เนียนกัดริมฝีปากอึดอัด ก่อนจะโยนของสิ่งหนึ่งไปให้เด็กชาย
“เอาไป หินเรืองแสงจันทร์ ที่เ้า้า”
ภายในถุงที่โยนมามีก้อนหินสีขาวเนื้อขรุขระอยู่สามก้อน เมื่อสิ้นธุระชายร่างเตี้ยก็เตรียมหันหนีออกจากตลาด แต่กลับมีเสียงหนึ่งหยุดเท้าของเขาไว้
“ประเดี๋ยวก่อน!”
ยังคงเป็สตรีบอบบางผู้นั้นเอ่ยรั้ง จนอู๋ซีห่าวต้องหันมาถามอย่างหงุดหงิด
“อะไรอีกล่ะ!?”
“นี่ใช่หินเรืองแสงจันทร์แน่หรือ หินเรืองแสงจันทร์น้ำหนักเบาลอยน้ำได้ แต่หินในถุงนี้เห็นชัดว่ามีน้ำหนักมากกว่า เ้าจะยอมรับไหม หรือจะให้ข้าพิสูจน์ต่อหน้าผู้คนอีกรอบ”
ไม่น่าเชื่อว่าเห็นเพียงแค่แวบเดียว แต่หญิงสาวกลับแยกความแตกต่างได้ คนโดนจับผิดหน้าซีดเผือดทันที ขืนต่อปากต่อคำต่อหน้าชาวบ้านอีกรอบ คงไม่พ้นโดนรุมประชาทัณฑ์ เลยรีบล้วงกระเป๋าหยิบถุงอีกใบมาโยนให้ พร้อมคำแก้ตัว
“พอดีข้าหยิบผิดน่ะ”
ถุงที่โยนส่งมาใหม่มีน้ำหนักเบากว่าถุงแรก มันลอยลิ่วจนเด็กชายใบ้แทบคว้าไม่ทัน หลังจากนั้นอู๋ซีห่าวก็รีบใส่ตีนสุนัขเผ่นหนีไปอย่างไวไม่เห็นฝุ่น
เจียงซูผิงส่ายศีรษะให้กับขุนนางขี้ฉ้อ ไม่ว่าจะเป็ในอดีตหรือปัจจุบัน ความคดโกงของชนชั้นสูงรังแกคนชนชั้นต่ำก็ยังอยู่ยั่งยืนยงไม่เลือนหายไปตามเวลา
สักพักนางจึงรู้สึกว่ามีมือเล็กๆ มาสะกิด เป็เด็กชายใบ้คนนั้นพยายามก้มศีรษะคารวะนางหลายครั้ง แทนความหมายว่าขอบคุณ
ร่างบางย่อตัวลงไป พลางยิ้มให้กับอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน
“มิเป็ไร คราวหลังก็ทำการค้ากับคนที่น่าเชื่อถือเสียหน่อยนะ”
เด็กชายพยักหน้าหงึกหงักน่าเอ็นดู ก่อนเจียงซูผิงจะยืดกาย หันไปชวนไป๋หลันให้กลับจวนราชครู แล้วทิ้งคำพูดสุดท้ายเอ่ยลา
“ข้ากลับก่อนนะ ไห่เทา”
...ชื่อไห่เทายังคงสลักเอาไว้พร้อมความผิดบาปในใจ
สิ่งที่นางทำในวันนี้ คล้ายกับการไถ่บาปของตนเอง แม้มันจะเป็คนละคนกันก็ตาม ทว่าการลากมิตรในอดีตให้มาเดือดร้อน จนต้องสละชีพอย่างไม่ยุติธรรม ยังคงเป็แผลลึกที่นางไม่อาจเยียวยา
หากไห่เทาได้มาเกิดใหม่เช่นเดียวกับนาง และถ้ามีวาสนาต้องกัน นางก็อยากจะขอชดเชยเื่ทั้งหมดแก่สหายผู้อยู่เคียงข้างนางจริงๆ
ꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥ
ภายในตรอกซอยไร้เงาคนเดินผ่าน เด็กชายใบ้ถือถุงใส่หินเรืองแสงจันทร์เดินเข้าไปหยุดอยู่หน้ากำแพงตัน พลันแววตาซื่อใสเปลี่ยนเป็นิ่งเฉย ริมฝีปากที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถส่งเสียง กลับขยับเอ่ยคำถามออกมา
“นางเป็ใคร”
ชายหนุ่มที่มีผ้าโพกศีรษะ ผู้ซึ่งมีอาจารย์ทำเครื่องหนัง บัดนี้ย่อกายคุกเข่าหนึ่งข้างพร้อมรายงานข้อมูลแก่ผู้เป็นาย
“เรียนนายท่าน นางคือเจียงซูผิง บุตรสาวคนโตของสกุลเจียงขอรับ เพียงแต่นางร่างกายไม่แข็งแรงจึงมักอยู่กับเรือนเป็ประจำขอรับ”
ร่างกายไม่แข็งแรงอยู่กับเรือน แต่ช่างรอบรู้ แม้กระทั่งเื่ที่น้อยคนนักจะทราบ
...นางแค่ฉลาดเฉยๆ หรือมีเื่อะไรแอบแฝงกันแน่?
นิสัยช่างระแวงเกินเหตุของตัวเองแม้จะยุ่งยาก แต่เพราะด้วยหน้าที่จึงทำให้กลายเป็เคยชินกับการสงสัยสิ่งผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ
อย่างไรก็ตาม สัญชาตญาณลึกๆ ของเขาบอกไว้ว่า นางยังไม่ได้เป็ภัยในตอนนี้ ไม่จำเป็ต้องถึงขั้นกับจับตามอง แต่ในอนาคตถ้าเจอเื่ทำนองนี้อีก เขาอาจไม่ปล่อยนางเอาไว้
เด็กชายใบ้ไห่เทาได้ข้อสรุปกับตัวเองในใจ ก่อนจะเร้นกายหายไปอย่างเงียบงัน...
ꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥ
Writer's Talk
เริ่มมีตัวละครลึกลับปริศนาโผล่มาแล้ว
แต่ไม่ต้องเครียดไปนะคะ กว่าซูผิงจะรับมือกับเื่ใหญ่โตยังอีกยาวไกล
ตอนนี้ยังคงใช้ชีวิต Slow Life สะสมกำลังตัวเองไปก่อน
ยังมีอะไรให้ซูผิงต้องค่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อยอีกเยอะ ต้องรอติดตามค่ะ