บทที่ 59 เก็บของแล้วออกไปข้างนอกกับผม!
“ผมก็อายุไม่น้อยแล้ว ชื่อเสียงไม่ได้สำคัญเท่ากับผู้หญิงหรอก” จิ่งเป่ยเฉินเงยหน้ามองเธอ วางถ้วยชาในมือลง พูดอย่างไม่ใส่ใจ “ในเมื่อเธอให้กำเนิดลูกให้สามีแล้ว ก็หาเวลาให้กำเนิดให้ฉันสักคนสิ”
“ทำไมฉันต้องทำแบบนั้นด้วย!” ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!
“ก็ผมเป็นชู้ของคุณ แล้วก็…” เขาเว้นวรรค มองใบหน้าบึ้งตึงของเธอแล้วรู้สึกมีความสุข “คุณบอกเองไม่ใช่เหรอว่าผมไม่ใช่คน สัตว์เดรัจฉานมันก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือไง”
ถ้าไม่ติดว่าเขามีประชุมสำคัญ เขาอยากจะทำให้เธอรู้จักคำว่าสัตว์เดรัจฉานเดี๋ยวนั้นเลย!
ใจเย็น! อันโหรว เธอต้องใจเย็น ๆ ไว้! ห้ามใจร้อนเด็ดขาด!
เธอหายใจเข้าลึก ๆ หลายครั้ง จึงพูดอย่างช้า ๆ ว่า “ท่านประธานจิ่ง ฉันยังมีงานต้องทำ ขอตัวก่อนนะคะ”
“ไปสิ!” น้ำเสียงราวกับพระราชทานอภัยโทษของจิ่งเป่ยเฉินดังขึ้นข้างหลัง เธออยากจะถอดรองเท้าส้นสูงสิบเซนติเมตรที่เท้าฟาดไปบนหน้าเขาจริง ๆ
ไม่ได้เจอกันหลายปี ทำไมยิ่งนานวันเข้ายิ่งไร้ยางอายแบบนี้!
พอกลับมาถึงแผนกวางแผน เธอก็เริ่มทำงาน แต่ในหัวสมองกลับมีแต่ใบหน้าหล่อเหลาแต่กวนประสาทของจิ่งเป่ยเฉิน ลอยไปมา จนทำให้เธอไม่สมาธิ
“อ๊าาา...” เธออดไม่ได้ที่จะคำรามเบา ๆ โมโหชะมัด!
ฉิวซีเพิ่งจะเดินผ่านด้านหลังเธอ ได้ยินเสียงคำรามเบา ๆ ของเธอจึงหยุดเดิน “เป็นอะไร ท่านประธานทำให้โกรธหรือเปล่า หรือว่าเธอทำให้ท่านประธานโกรธ”
“เวลาทำงานไม่ใช่เวลามาเม้าท์หรอกนะ” เธอตั้งสติ พูดอย่างใจเย็น
“หึหึ ดูเหมือนท่านประธานจิ่งจะรู้แล้วสินะว่าผู้หญิงแก่ ๆ ขี้เหร่อย่างเธอมันไม่เหมาะสมกับเขาเอาซะเลย” ถึงแม้ฉิวซีจะไม่ได้เห็นกับตาตัวเองตอนที่จิ่งเป่ยเฉินจูบเธอ แต่เธอก็รู้ว่าในลิฟต์เมื่อกี้มีแค่พวกเขาทั้งสองคน
“ใช่! ฉันก็คิดว่าพวกเราไม่เหมาะสมกันเลย หัวหน้าช่วยไปบอกท่านประธานจิ่งให้หน่อยสิคะ” อันโหรวยกยิ้มเยาะให้เธอ “ให้เขาปล่อยดอกไม้ป่าแก่ ๆ ขี้เหร่อย่างฉันไปเถอะ แล้วไปหาดอกไม้ในป่ากว้าง”
ถ้าเป็นแบบนั้นได้จริง ๆ เธอจะดีใจมาก
“ไม่เจียมตัว!” ฉิวซีทิ้งคำพูดสสามคำให้เธอ แล้วก็หันหลังเดินจากไป
อันโหรว รู้สึกงงไปหมด เธอน่าจะดีใจไม่ใช่เหรอที่จิ่งเป่ยเฉินไม่มีความสัมพันธ์อะไรกับเธอ ให้เธอไปเธอก็ไม่ไป
ผู้หญิงนี่เข้าใจยากจริง ๆ!
อันโหรวทำงานจนถึงบ่ายสี่โมง เธอเกือบจะเผลอไปโรงเรียนอนุบาลอยู่แล้ว เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ไม่ได้ไปส่งหยางหยางกับหน่วนหน่วน
อันโหรวจึงก้มหน้าทำงานต่อ สำหรับงานโฆษณาค่อยทำทีหลังก็ได้ แต่การถ่ายแบบสำหรับนิตยสารต้องเร็วที่สุด เพราะต้องใช้ในการโปรโมทช่วงแรก
เมื่อคิดได้ดัังนั้น เธอจึงหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วโทรหาเหอเฉ่า ระหว่างรอ เธอก็ถือแก้วน้ำไปกดน้ำที่ตู้
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นหลายครั้ง ในที่สุดก็มีคนรับสาย “พี่อัน มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
อันโหรววางแก้วน้ำลง กดเปิดสวิตช์ตู้กดน้ำ “พรุ่งนี้ว่างไหม?”
“บ่ายพรุ่งนี้น่าจะว่างค่ะ” เหอเฉ่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พี่อัน เรื่องที่สตูดิโอถ่ายภาพเมื่อวาน ขอโทษแทนเหอเหมียวด้วยนะคะ แล้วก็...ฉันด้วย ฉันไม่น่าเอาแต่อารมณ์ส่วนตัวเลย จนทำให้งานของบริษัทต้องล่าช้า”
“ไม่เป็นไรหรอก แต่เรื่องเมื่อวานนี้ ก็ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอก” เธอปิดสวิตช์ “เหอเหมียวล่ะเป็นยังไงบ้าง?”
เมื่อวานนี้เลี่ยวเวยพาเหอเหมียวไป ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับเธอหรือเปล่า
“เหอเหมียวอยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ กระดูกซี่โครงหัก แล้วก็กระดูกขาส่วนล่างร้าว” เสียงของเหอเฉ่าเบาลง คาดว่าเธอน่าจะอยู่ในห้องพักผู้ป่วยกับเหอเหมียว
หรือว่าเธอควรจะห้ามเลี่ยวเวย ไม่ให้พาตัวเหอเหมียวไปนะ
แต่อยู่ในสถานการณ์แบบนั้น เธอก็ขัดขวางไม่ได้ เพราะเลี่ยวเวยพาคนมาเยอะมาก
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เหอเหมียวเคยทำไว้ ก็ถือว่าสมควรได้รับโทษแล้ว กรรมตามสนอง
“ถือโอกาสให้เธอได้สำนึกผิด เธอก็พักผ่อนให้เต็มที่นะ เจอกันบ่ายพรุ่งนี้” อันโหรวกดวางสาย จิบน้ำพลางเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน
แต่พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นร่างสูงสง่าของจิ่งเป่ยเฉิน เขามาทำอะไรที่แผนกวางแผน?
ยิ่งไปกว่านั้นยังมายืนอยู่ที่โต๊ะทำงานของเธออีก ต่อไปจะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขายังไงดี?
“ท่านประธานมาตรวจงานเหรอคะ?” เธอยิ้มพลางเดินเข้าไป ก่อนจะวางแก้วน้ำในมือลงด้วยท่าทางที่สงบนิ่ง
“เก็บของแล้วออกไปข้างนอกกับผม!” เขามองแก้วน้ำของเธอแวบหนึ่ง จู่ ๆ ก็รู้สึกกระหายน้ำขึ้นมา
ท่ามกลางสายตาของทุกคน จิ่งเป่ยเฉินก็หยิบแก้วน้ำที่เธอเพิ่งวางลงขึ้นมาจรดริมฝีปาก ใบหน้าหล่อเหลาของเขาดูเฉยเมยขณะที่เขาดื่มน้ำ
เธอเบิกตากว้าง กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ เธอคงถือแก้วน้ำไว้แน่น ๆ ไม่ยอมปล่อยแล้วล่ะ ตอนนี้แย่งกลับมายังทันไหมเนี่ย!
เขายังคงถือแก้วน้ำไว้ในมือ ดวงตาสีดำสนิทมองเธอ ก่อนจะขยับถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อหลีกทางให้เธอไปที่โต๊ะทำงาน “ผมให้เวลาคุณสองนาที”
“ขอฉันถามหน่อยได้ไหมคะ ว่าจะออกไปทำอะไร” ถ้าเป็นเรื่องระหว่างชู้รักอย่างที่เขาพูด เธอจะไม่ไปเด็ดขาด
“บริษัทเฮ่อ!”
“เข้าใจแล้วค่ะ!” เธอยื่นมือไปปิดคอมพิวเตอร์ทันที เก็บข้าวของอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงนาทีก็สะพายกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว “ท่านประธานจิ่ง เชิญทางนี้ค่ะ!”
จิ่งเป่ยเฉินวางแก้วน้ำลง ไม่สนใจสายตาประหลาดใจของทุกคน เขาหันหลังและเดินออกจากแผนกวางแผนทันที
ฉิวซีที่เพิ่งออกมาจากห้องทำงานของผู้อำนวยการ และเฝิงชิงชิงที่ได้ยินเสียงซุบซิบก็ออกมาด้วยเช่นกัน พวกเขาต่างมองดูร่างของทั้งสองคนที่เดินจากไป โลกนี้มันชักจะเพี้ยนเข้าไปทุกทีแล้ว
“ผู้อำนวยการ อันอวี้หานคนนั้น เธอมีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ?” ฉิวซีถามด้วยเสียงเบา
รอบ ๆ ตัวของจิ่งเป่ยเฉินมีผู้หญิงมากมาย แต่ไม่มีใครเหมือนอันอวี้หานเลยสักคน ต่อให้เปลี่ยนรสนิยมเร็วแค่ไหน ก็ไม่น่าจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้
ฉิวซีเชื่อว่าไม่ใช่แค่เธอที่รับไม่ได้ คนอื่นก็เช่นกัน
“เรื่องอะไรที่ไม่ควรยุ่ง ก็อย่ายุ่ง” เฝิงชิงชิงพูดจบก็หันหลังกลับเข้าห้องทำงาน
ส่วนแผนกวางแผนก็ยังคงคึกคัก การที่จิ่งเป่ยเฉินมาหาอันอวี้หานด้วยตัวเองก็ทำให้พวกเขาประหลาดใจมากพอแล้ว แต่นี่จิ่งเป่ยเฉินยังดื่มน้ำจากแก้วของเธออีก ถ้าไม่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง จิ่งเป่ยเฉินจะทำแบบนั้นเหรอ?
พวกเขานึกถึงฉากที่เห็นหน้าลิฟต์เมื่อเช้า แล้วมัน...
ในขณะนี้ คนที่ถูกนินทากำลังกลุ้มใจ อันโหรวตั้งใจจะขึ้นรถไปนั่งข้างหน้ากับเสี่ยวหยาง แต่จิ่งเป่ยเฉินกลับเปิดประตูหลังให้เธอต่อหน้าทุกคน เธอจึงปฏิเสธไม่ได้
แทนที่จะเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงกับเขาและถูกจับตามอง เธอจึงยอมขึ้นรถแต่โดยดี
“ประธานหลี่ของบริษัทเฮ่อเคยบอกว่าไม่ขายไม่ใช่เหรอคะ? หรือว่าเขาเปลี่ยนใจแล้ว?” บรรยากาศในรถเงียบเกินไป เธอจึงหาเรื่องชวนคุย
“ใครบอกว่าเราจะไปหาหลี่เฉิง?” จิ่งเป่ยเฉินหันมามองเธอเล็กน้อย “บริษัทเฮ่อไม่ใช่ของเขาคนเดียวซะหน่อย”
“เงื่อนไขของโอวหยางลี่คือให้บริษัทเฮ่อถูกบริษัทโอวหยางกรุ๊ปซื้อไป แต่บริษัทเฮ่อก็ยังคงเป็นอิสระ ไม่ต้องเป็นบริษัทย่อยของโอวหยางกรุ๊ป ชื่อบริษัทยังคงเป็นบริษัทเฮ่อเหมือนเดิม รับรองว่าจะไม่ถูกถอดชื่อ”
“หลี่เฉิงเป็นกำลังหลักในการสร้างบริษัทเฮ่อขึ้นมา ความรู้สึกผูกพันธ์แบบนี้มันเป็นเรื่องปกติ” เธอกำมือข้างขวาแน่น เสียงแหบพร่ายังคงดังอยู่ “ข้อเสนอของเราก็ดีกว่านิดหน่อย คือการคงสถานะความเป็นอิสระเอาไว้”
พวกเขาก็ให้สัญญาว่าจะไม่เอาชื่อออก แต่บริษัทเฮ่อ นับจากนี้ไปก็จะไม่ใช่บริษัทเฮ่ออีกต่อไป เป็นแค่บริษัทลูกที่ใช้ชื่อบริษัทเฮ่อ ภายใต้ บริษัทจิ่งเท่านั้น
“คุณเชื่อคำพูดของเขาเหรอ?” จิ่งเป่ยเฉินเยาะเย้ย เขาไม่เชื่อคำพูดของ โอวหยางลี่หรอก
“ท่านประธานจิ่ง คุณถามผิดคนแล้วมั้งคะ ฉันไม่สนิทกับประธานโอวหยาง ไม่รู้จักนิสัยใจคอของเขาสักหน่อย” เธอคนเดียวรับมือกับคำพูดเชิงเสียดสีของจิ่งเป่ยเฉินได้อย่างไม่มีปัญหา เพียงแต่หยางหยางและ หน่วนหน่วนยังไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้
“งั้นเหรอ?” จิ่งเป่ยเฉินหันกลับไป ดวงตาสีดำสนิทราวกับยามราตรี ไม่รู้ว่ากำลังมองไปทางไหน
หลังจากนั้นตลอดการเดินทาง ก็ไม่มีใครพูดอะไรอีก
รถแล่นมาจอดหน้าสถานบันเทิงหรูหราที่ชื่อ “อวี้อวี๋” อันโหรวหันไปมองเขา กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ก็พบว่าจิ่งเป่ยเฉินได้เปิดประตูลงจากรถไปก่อนแล้ว
เธอลงจากรถแล้วรีบตามเขาไปทันที เธอก้าวเดินตามหลังเขาพลางรู้สึกสับสนในใจ และอันโหรวเพิ่งเคยมาสถานที่แบบนี้เป็นครั้งแรก
“ท่านประธานจิ่งจะไปนวดผ่อนคลายเหรอคะ?” เธอถามขึ้นทันที เมื่อเดินมาถึงประตู
จิ่งเป่ยเฉินชะงักฝีเท้า พนักงานต้อนรับของสถานบันเทิงก็เดินเข้ามาทักทายพวกเขา มองจิ่งเป่ยเฉินด้วยรอยยิ้ม
“ท่านประธานจิ่ง ไม่ทราบว่าต้องการอะไรเป็นพิเศษบ้างคะ ที่นี่เรามี…”
จิ่งเป่ยเฉิน เดินผ่านพวกเธอไปโดยไม่มอง “พาไปห้อง 5205”
หญิงสาวแต่งหน้าจัดเต็มคนหนึ่งรีบเดินมาข้างหน้าพวกเขา แล้วรีบนำทางไปด้วยหัวใจที่เต้นแรง ถ้าได้รับความโปรดปรานจากจิ่งเป่ยเฉิน ละก็… ต่อไปเธอต้องโด่งดังมากแน่ ๆ
ภายในลิฟต์ จิ่งเป่ยเฉินโน้มตัวเข้าหาอันโหรว ลมหายใจอุ่น ๆ รินรดใบหน้าของเธอ “ถ้าคุณชอบ เราไปนวดด้วยกันก็ได้นะ”