ก่อนภายในเพิงพัก…เฉินหนานเข้าสู่สภาวะจิตนิ่ง ไปร่วมครึ่งเดือนพลัน เกิดการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อร่างเฉินหนานแหวกออกจากใยไหมพันรอบตัว ราวกับเป็ผีเสื้อเกิดใหม่ออกจากรังดักแด้
ชายแก่เจียงถึงกับยกยิ้ม ที่เห็นเฉินหนาน กำลังกายเพิ่มขึ้นมากกว่ายามก่อนไม่น้อย พร้อมฝ่ามือเฉินหนาน บีบรัดจนเกิดเสียงกรอบแกรบ “เท้าเ้าแตะเข้าไปเหยียบสู่ขอบเขตขั้นพลังใหม่ อย่างขั้นกายละเอียดได้จริงๆ ฮ่าๆ”
เฉินหนานได้ยินถึงกับมองตาขวางไปที่อีกฝ่าย นึกว่าชายแก่จะมีความมั่นใจ “ท่านหมายความว่าอย่างไร ท่านไม่ได้มั่นใจั้แ่แรกแล้วหรอกหรือ?”
ชายแก่เจียง กระแอมไอ แค่กๆ ตบอกตนเองขึ้นมาหลายที “ข้าก็ต้องมั่นใจอยู่แล้วสิเ้าหนุ่ม” ก่อนส่งเสื้อผ้าหนังสัตว์หยาบ ออกไปให้เฉินหนานยืนเปลือยเปล่า ไม่มีท่าทีสะทกสะท้านสวมใส่ เนื่องด้วยอากาศค่อนข้างเย็น
เฉินหนาน พลันหางตากระตุกขึ้นมาถี่ยิบกับคำพูดชายแก่ “หรือหรือว่า นี่เป็ครั้งแรกที่ท่านฝึกฝนขัดเกลาด้วยวิธีการบ้าระห่ำเช่นนี้?” พร้อมอากาศหนาวเย็น เริ่มทำให้เฉินหนานร่างสะท้าน
ชายแก่เจียงกล่าวแบบขอไปที “เอาน่าเ้าหนูเฉินหนาน ถือว่าเ้ามีดวงก็แล้วกัน” พร้อมอีกฝ่ายรีบเปิดประตู ออกจากเพิงพักไม่ให้เฉินหนานกล่าวถามต่อ
ครั้นชายแก่เตรียมออกไปตกเบ็ดเหมือนกิจวัตรประจำวันตามเคย แม้จะเป็วันที่หนาวเย็น มีหิมะตกบางๆ ก็ตาม
ชายแก่เจียงพลันกล่าวต่อ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของเฉินหนาน เหยียบย่ำหิมะติดตามมาไม่ห่าง “หากเ้าฝึกฝน เข้าสู่เส้นทางกายเนื้อที่ยากลำบาก ไม่แน่กายาเ้า อาจแข็งแกร่งเกินเหล็กกล้า แม้แต่ศาสตราวุธ ก็ไม่อาจทานทนผิวกายของเ้าได้”
“หนึ่งหมัดอาจกระแทก ูเาหินผาตั้งตระหง่านค้ำฟ้า แตกะเิเป็ เสี่ยงๆ หนึ่งหมัดหมุนเหวี่ยงหนึ่งครั้งของเ้า อาจปัดเป่าเมฆกระจัดกระจายปราบอสูร ภูตผี ปีศาจได้ด้วยเพียงหนึ่งการพลิกฝ่ามือ”
ชายแก่เจียงเล่าเสียเฉินหนานเดินตาม แทบจินตนาการเห็นภาพนั้น เผลอวาดฝ่ามือสำแดงหนึ่งในกระบวนท่าคลื่นสาดธาราของสำนักธาร์ออกไปอย่างไม่รู้ตัว “ฝึกฝนด้านกายเนื้อ น่าหวาดกลัวขนาดนั้นเชียวหรือ?”
ชายแก่เจียงหันกลับมามอง รู้สึกคุ้นวิชาที่เฉินหนานเผลอแอบใช้ ชายแก่หน้าบึ้งตึง เล็กๆ
เมื่อหวนนึกการต่อสู้ก่อนหน้านี้ ก็คล้ายอีกฝ่าย เคยใช้เพลงหมัดขั้นพื้นฐาน ของสำนักธาร์ ต่อสู้กับเขาอยู่บ้าง
ก่อนชายแก่เจียงจะยื่นคันเบ็ดหลิวให้เฉินหนาน เมื่อร่ายรำกระบวนท่าเรียนแบบธรรมชาติ เท้าหมัดที่ประสานเป็หนึ่ง กวาดพื้นหิมะสาดกระจาย
วูม! สุดท้ายมดแดงบนต้นสนใหญ่ที่ถูกเขย่า จะร่วงลงมาที่ปลายฝ่ามือชายแก่ พร้อมอีกฝ่ายเป่ามันออกไปเบาๆ เมื่อกล่าวออกคล้ายเป็การสั่งสอน “แม้การฝึกฝนด้านกายา จะยากลำบากสุดแสน แต่ไม่แน่เ้าอาจจะแข็งแกร่งกว่าข้า ในภายภาคหน้าก็เป็ได้”
เฉินหนานกล่าวเสียงจริงจัง เมื่อวางเบ็ดตกปลา แล้วค้อมคำนับอย่างสุภาพไปเบื้องหน้า มีไม่กี่คนที่เขายอมทำเช่นนี้ “ขอบคุณท่านผู้าุโเจียงที่ช่วยเหลือชี้แนะข้าครั้งนี้ ข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่าน หากมีโอกาสได้ตอบแทน ข้าจะทำมันอย่างแน่นอน”
ชายแก่โบกฝ่ามือ ไม่เป็เื่ใส่ใจ ตามจริงก็เป็ด้วยตัวของเฉินหนานเอง ที่อดทนอีกฝ่ายไม่ได้รับเฉินหนานเป็ศิษย์
เมื่อเส้นชีพจรไม่มี ย่อมเป็เื่ยากที่จะเดินไปในเส้นทางข้างหน้า “เื่บุญคุณข้าขอเก็บไว้แล้วกัน”
ก่อนบอกเื่สำคัญกับเฉินหนาน จากประสบการณ์ชายแก่อย่างเขา ่เวลาไหน ควรฝึกฝนสิ่งใด “หากเ้าได้มีโอกาสััวิชาสลักค่ายกลประทับไว้ภายในกาย มันจะยิ่งเพิ่มพูนพละกำลังกายของเ้า ได้ไปอีกหลายส่วนเชียว”
“แล้วมีสถานที่หนึ่งเหมาะสำหรับขั้นพลังกายละเอียดอย่างเ้า เข้าไปชำระล้างผลัดเปลี่ยนไขกระดูกไม่น้อยเชียว หากเ้าสนใจผลพลอยได้นี้ จะยิ่งใหญ่สำหรับ่โอกาส นี้โดยเฉพาะ”
สีหน้าชายแก่ครุ่นคิดคล้ายช่างน้ำหนัก แล้วกล่าวออกอย่างจริงจัง “แต่มันค่อนข้างจะอันตรายไม่น้อยเชียว โบราณสถานปิดผนึก ที่จะเปิดขึ้นในอีกไม่ช้า”
เฉินหนานได้ยินเขาไม่ลังเลที่จะไป เมื่อชายแก่เจียงชี้นิ้วไปสุดเส้นทางของธารน้ำ เดินขึ้นตามเส้นทางคนเลี้ยงแกะเก่า อยู่ระหว่างชายแดนสองอาณาจักรใหญ่ พื้นที่ทะเลทรายที่มีซากอารยธรรมเก่าแก่
สายตาเฉินหนานแน่วแน่ ไม่มีแปรเปลี่ยน เมื่อประสานฝ่ามือร่ำลาชายแก่เจียง “ผู้าุโเจียงโปรดรักษาตัว หวังว่าเราทั้งสองคงจะได้พบเจอกันที่ไหนสักแห่ง”
ก่อนเฉินหนานเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง ไปยังพื้นที่เลี้ยงแกะเก่า เหมือนรอยผ่าแยก ของเส้นแบ่งอาณาจักรยิ่งใหญ่ทั้งสอง ตามที่ชายแก่เจียงกล่าว