ซิ่วซิ่นยังไม่ถามอะไรออกไปเพียงแต่สบตาเพื่อส่งสัญญาณให้ท่านประมุขว่าต่อ
“นี่คือเข็มเคลือบพิษไว้ที่ปลายพวกเราได้มันมาจากการค้นตัวเหิงเยว่ เขาซ่อนมันไว้ที่กระเป๋าด้านในของเสื้อตัวนอก”
“ท่านพี่ใช้ของแบบนั้นเป็ด้วยอย่างนั้นหรือตามปกติแล้วท่านพี่จะสู้กันซึ่ง ๆ หน้ามากกว่าใช้อาวุธลับมาลอบทำร้ายข้าค่อนข้างมั่นใจ” นางกล่าวออกมาด้วยสายตาที่แน่วแน่และยากที่จะเป็เื่โกหก
เพราะซิ่วซิ่นถูกเหิงเยว่ชุบเลี้ยงมาั้แ่เล็กจึงไม่แปลกเลยที่ซิ่วซิ่นจะรู้นิสัยใจคอของเขา ก่อนหน้านี้ซิ่วซิ่นเป็เพียงเด็กไร้บ้านข้างถนนและชีวิตของนางก็เปลี่ยนไปเมื่อพบกับเหิงเยว่
นอกจากให้อาหารและที่พักอาศัยแล้วเขายังถ่ายทอดวรยุทธให้ซิ่วซิ่นอีกด้วย ซิ่วซิ่นเคยลองถามออกไปเมื่อครั้งเยาว์วัยว่าเหตุใดจึงทำเช่นนี้แต่คำตอบที่ได้นั้นมีเพียงรอยยิ้มบนใบหน้า และฝ่ามือที่นำมาลูบหัวนางเท่านั้น
“เื่ที่เกิดขึ้นในจดหมายท่านพอจะเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่”
“ได้สิ...” หลังจากคำตอบของท่านประมุขเขาก็เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้กับ ซิ่วซิ่นฟังทั้งหมดแต่ก็ไม่ได้บอกออกไปว่าก่อนที่จะเกิดเื่นี้ขึ้น จิ่นเลี่ยนได้มาบอกเขาเอาไว้ก่อนแล้วว่าเร็ว ๆนี้อาจจะมีคนเข้ามาปองร้ายเขายามราตรี
ในคราแรกเขาก็ไม่เชื่อเท่าไหร่จนกระทั่งได้พบกับเหตุการณ์นั้นเข้าจริงๆ แต่มันค่อนข้างผิดกับบุคลิกของเหิงเยว่ไปไม่น้อยตามที่ซิ่วซิ่นได้บอกเอาไว้เมื่อครู่นี้ถึงแม้ยากที่จะเชื่อแค่ไหน แต่หลักฐานคาตาอยู่เช่นนี้ จะปฏิเสธข้อกล่าวหาก็คงยาก
“ท่านประมุขได้ฟังสิ่งที่ท่านพี่้าจะพูดหรือไม่ข้าคิดว่าท่านพี่เหิงคงจะไม่ได้มาทำร้ายท่านเป็แน่”
ท่านประมุขหรี่ตาลงเล็กน้อยหลังจากได้ยินคำพูดของซิ่วซิ่น“เ้ารู้ไหมว่าเข็มนี้เคลือบพิษอะไรอยู่”
ซิ่วซิ่นส่ายศีรษะไปมาเบาๆ เพื่อเป็การตอบกลับคำถามของท่านประมุข
“มันทำมาจากดอกของกุหลาบทมิฬที่มีฤทธิ์กัดกร่อนพลังลมปราณระดับสูงหากผู้ที่โดนพิษนี้ แล้วไม่รีบถอนพิษออกล่ะก็ มันผู้นั้นอาจถึงขั้นสูญเสียวรยุทธที่ฝึกมาทั้งหมดเพราะพิษจะเข้าสู่กระแสลมปราณในร่างและมุ่งตรงไปยังแกนกลางของพลังจากนั้นก็ทำลายมันจะหมดสิ้น...”
ดอกของกุหลาบทมิฬนั้นถูกสั่งห้ามไม่ให้มีการเพาะปลูกและนำเข้าไม่ว่าจะกรณีใดก็ตามเพราะมันเป็พิษร้ายที่ทำลายเหล่าผู้ฝึกยุทธ ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ใช่พันธุ์ไม้ที่ปลูกง่ายโดยธรรมชาติแล้วมันจะขึ้นอยู่ตามริมผาสูงที่ยากต่อการเก็บเกี่ยวและมันจะออกดอกเพียงวันเดียวในฤดูหนาวเท่านั้น
นอกจากใช้เพื่อทำลายวรยุทธแล้วดอกกุหลาบทมิฬยังถูกนำมาทดลองโดยหมอยามากฝีมือหลายคนเพื่อค้นหาวิธีใช้ทางอื่นแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะสำเร็จ ซึ่งมีบางส่วนที่เหลือจากการทดลองจะถูกเก็บเอาไว้ในท้องพระคลัง
มันน่าแปลกที่เมื่อเด็ดดอกของมันออกมาจากก้านแล้ว มันจะไม่แสดงอาการเน่าเปื่อยเลยแม้แต่น้อยพวกเขาจึงสามารถนำมันไปเก็บรักษาเอาไว้ในท้องพระคลังได้
“่นี้ไม่ใช่ฤดูหนาวดังนั้นพิษที่ปลายเข็มนี้จะต้องเป็ของท้องพระคลังเป็แน่ ข้าคิดแบบนั้นจึงส่งคนไปตรวจสอบและพบว่าดอกสีทมิฬนั่นหายไปบางส่วน... มันจะต้องถูกขโมยไปอย่างแน่นอนแต่โดยใครข้าก็ยังไม่รู้เหมือนกัน”