Chapter 10 แรงผลักใจ
ั้แ่จำความได้เขาก็เห็นสตรีนางนั้นร่ำไห้ตลอดมา นางพร่ำกล่าวซ้ำไปซ้ำมาถึงความเสียใจที่ให้กำเนิดเขาภาพที่นางคุกเข่าก้มลงจนศีรษะจรดพื้นครั้งแล้วครั้งเล่าตอกย้ำฝังแน่นในจิตใจว่าเขาไม่ใช่คนที่ควรมีชีวิตอยู่จึงไม่เคยขัดขืนงอแงยามที่มือของนางบีบเค้นลำคอตน
ขอเพียงแค่นางอย่าร้องไห้อย่าเศร้าเสียใจเพราะตัวเขาอีกต่อไป ไม่ว่านาง้าอะไรเขายินยอมพร้อมพลีให้ได้ทุกอย่าง
“ถ้าอย่างนั้นช่วยหน่อยได้ไหมข้าอยากให้เด็กคนนั้นฟื้นคืนกลับมา”
เรมิเรสเบือนสายตามองภาพพร่าเลือนของเด็กชายในยางไม้ ก่อนเลื่อนสายตากลับมายังสตรีที่มีใบหน้าคล้ายคลึงตนนางก้มลงมาใกล้แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม
“ข้าขอพลังชีวิตของเ้าให้เด็กคนนั้น”
‘ย่อมได้...หากเป็ประสงค์ของท่าน’
เรมิเรสหลับตาลงศีรษะยังหนุนอยู่บนตักนาง ความอบอุ่นที่ััได้นั้นบอกว่ามันไม่ใช่ฝันแม้รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดเพี้ยนไป
เกอร์ทรูดยิ้มบางพลางลูบใบหน้าพ่อมดแ่เบาก่อนเลื่อนสายตาไปยังเด็กชายในยางไม้
“รออีกครู่เถอะนะเอียน”
*/*/*/*/*
นายทหารเลี้ยงม้าวิ่งสุดกำลังมาจนถึงหมู่บ้านเขา้าความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน จึงไม่อาจรอความช่วยเหลือจากกลุ่มตนที่อยู่อีกเมืองได้เมื่อเห็นชาวบ้านเดินผ่านมา เขาจึงรีบปรี่เข้าไปหา พยายามวิงวอน แต่ไม่มีใครยอมหยุดฟังเขาสักคน
“ทำไมกัน...”นายทหารครางอย่างสิ้นหวัง สายตาลดต่ำมองพื้น หมดกำลังใจจนแทบเดินไม่ไหวแต่เมื่อคิดว่าป่านนี้พ่อมดแว่นจะเป็เช่นไร เขาจะมามัวท้อใจไม่ได้เป็อันขาด
ชายหนุ่มกำหมัดตัวเองแน่นเชิดศีรษะมุ่งมองไปเบื้องหน้า กวาดสายตาหาหนทางก้าวต่อไป หากมัวแต่ก้มหน้าทดท้อใจจะไปแก้ปัญหาอะไรได้
ครั้นพอตั้งใจแน่วแน่ไม่หวั่นไหวสายตาพลันสบกับสิ่งหนึ่งเข้าพอดี
“หอระฆัง!”สถานที่เรียกรวมตัวบนลานโล่งกลางหมู่บ้าน นายทหารไม่รอช้า วิ่งตะลีตะลานแล้วปีนขึ้นไปควานหาไม้ตีระฆังราวกับคนเสียสติ
เสียงระฆังก้องกังวานไปทั้งหมู่บ้านผู้คนที่สามารถละจากกิจวัตรของตนจึงค่อย ๆ มารวมตัวกันบนลานหน้าหอระฆัง เมื่อพบคนอื่นก็ไถ่ถามหาเหตุที่ถูกเรียกประชุม
แน่นอนไม่มีใครรู้ เมื่อเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังปีนบันไดลงจากหอระฆัง สายตาชาวบ้านทุกคู่จึงจ้องไปที่เขาเป็จุดเดียว
นายทหารเลี้ยงม้าเกิดอาการประหม่าแข้งขาเหมือนกลายเป็ท่อนไม้ทำให้ก้าวลำบากยิ่ง เวทีไม้เตี้ย ๆ หน้าหอระฆังกลับแลเห็นเป็เขาสูงเขาเพิ่งเคยเป็จุดรวมสายตาของคนมากขนาดนี้ คำที่คิดไว้ว่าจะกล่าวพานปลิวหายไปกับสายลม
‘ตายล่ะวา...จะเริ่มยังไงดีล่ะนี่’
“เ้าหนุ่ม!เ้าเป็ใคร มาทำอะไรที่นี่” ชายคนหนึ่งะโถามจากกลางฝูงชนหน้าเวที จากนั้นอีกหลายคำถามของคนรอบข้างก็ตามมาจับใจความคำถามสำคัญได้ว่า เขามาตีระฆังด้วยเหตุผลใด
เ้าคนเลี้ยงม้ากวาดมองผู้คนหน้าลานพลางกลืนน้ำลาย
เอาน่าไม่เริ่มตอนนี้จะเริ่มตอนไหน ใจกล้าหน้าด้านเข้าไว้ เ้ารูปหล่อ!
“ข้าเป็ทหารจากเมืองหลวง”เขาพูดเสียงดังฟังห้าวหาญ ทั้งที่จริงใจฝ่อเท่าเม็ดถั่ว “ข้ามาที่นี่กับพ่อมดคนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ในแอมเบอลีน”
คราวนี้ชาวบ้านทุกคนต่างจ้องเขาเขม็งประกายตาดูมีความหวังและเคลือบแคลงไปพร้อม ๆ กัน
“แต่ตอนนี้เรามีปัญหา”นายทหารหยุดกลืนน้ำลายอีกอึกหนึ่ง เสียงพูดเบาลงกว่าเดิมเล็กน้อย“พวกท่านน่าจะเดาได้... ไม่สิต้องรู้อยู่แก่ใจแน่แล้วว่าเื่เลวร้ายทั้งหมดเป็ฝีมือใครทำไมเด็กหลายคนจึงหายตัวไป อะไรทำให้ส่งข่าวขอความช่วยเหลือออกไปจากหมู่บ้านไม่ได้”
เสียงซุบซิบกระจายเป็วงกว้างสายตาแต่ละคนล่อกแล่กแสดงความหวาดหวั่น กระนั้นกลับไม่มีใครยอมรับออกมาอย่างชัดเจน
พวกเขากำลังกลัว
“พวกเรามาเพื่อช่วยแต่ก็ต้องขอความร่วมมือจากคนในพื้นที่” เขารู้ว่าความสามารถในการเกลี้ยกล่อมของตนต่ำเตี้ยเรี่ยดินแทบเท่าศูนย์หากอย่างไรก็ต้องทำให้ได้ “เด็ก ๆ ที่หายไปก็ลูกหลานของคนที่นี่มิใช่หรือ”
“ใครว่าเรายอมอยู่เฉยใครว่าเราไม่เคยไปหานางแม่มดนั่น” ชายคนหนึ่งในฝูงชนเอ่ยอย่างคับแค้น จากนั้นผู้คนรอบข้างก็แสดงความรู้สึกออกมาไม่ต่างจากเขา“แต่นางเป็แม่มด เป็ผู้ใช้เวทมนตร์ที่มีอำนาจ เ้าเป็คนนอก จึงยังไม่เคยเห็นความน่ากลัวของนาง”
ใครว่าไม่เคย!
เ้าคนเลี้ยงม้าอยากเถียงใจแทบขาดแต่จะทำให้คนพวกนี้จมดิ่งสู่ความหวาดกลัวลงไปอีกไม่ได้
“แล้วจะยอมถอดใจแค่นี้หรืออย่างไรเด็กเ่าั้ก็เป็ลูกหลานของทุกคนที่นี่ เราอาจจะช่วยพวกเขากลับมาได้ ขอเพียงร่วมมือกันอีกครั้งได้โปรดก้าวออกมา ช่วยเหลือกันคนละไม้คนละมือ ข้าเชื่อว่าทุกคนต้องทำได้ไม่อย่างนั้นก็ต้องทนกับความหวาดกลัวว่าจะสูญเสียใครไปอีกตลอดชีวิตนั่นแหละ”
เหมือนถูกจี้เข้ากลางใจไม่มีใครโต้แย้งอะไรอีก ความเงียบเข้าปกคลุมลานกว้างจนอึดอัด นายทหารกวาดมองชาวบ้านที่เอาแต่ก้มหน้าหลบสายตารู้สึกสิ้นหวังขึ้นมาอีกครา คงไม่มีใครยอมช่วยสินะ
“ข้าไม่อยาก...”สตรีคนหนึ่งเอ่ยขณะแทรกตัวฝ่าฝูงชนออกมาช้า ๆนางสวมผ้ากันเปื้อนและผูกผ้าโพกศีรษะอย่างแม่บ้าน สีหน้าเศร้าหมองทุกข์ทรมาน“ข้าเสียลูกสาวคนโตไป ข้าไม่้าเสียลูกสาวคนเล็กไปอีกข้าไม่อยากทนอยู่กับความหวาดกลัวว่าจะเสียลูกไปอีกแล้ว ข้าจะตามไปเพื่อกำจัดนางแม่มดนั่น”
สายตานางทอประกายกร้าวสีหน้าแสดงความฮึกเหิมเมื่อคิดถึงการปกป้องลูก นางเป็เพียงแม่บ้านร่างเล็กผอมโซยังอาจหาญกล้าแสดงตนว่าจะไปต่อกรกับแม่มดผู้ทรงฤทธิ์
ฝูงชนรอบข้างล้วนมีทีท่าลังเลคิดหนักแล้วเมื่อใครอีกคนแสดงตนก้าวออกมา ผู้คนที่เหลือก็ทยอยก้าวตาม อย่างไรเสียทุกคนก็้าปกป้องบุตรหลานของตน
พวกเขาแค่ต้องทนอยู่กับความหวาดกลัวสิ้นหวังมานานเกินไป
พวกเขาก็แค่รอให้ใครสักคนจุดประกายความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
“พวกเราจะไปกำจัดนางแม่มดร้ายช่วยเด็ก ๆ ของเรากลับมา” เหล่าชาวบ้านะโโห่ร้องรับกันสนั่นช่วยกันหาอาวุธและคบไฟพัลวัน ก่อนมารวมกลุ่มกันที่ลานโล่ง
“สำเร็จแล้ว!ข้าทำได้” นายทหารเลี้ยงม้ายิ้มปลื้มปิติ ในชีวิตนี้เขาเพิ่งเคยปลุกใจผู้คนได้อีกไม่นานเขาจะพาคนเหล่านี้ไปช่วยพ่อมดให้ปลอดภัย
โดยไม่อาจรู้เลยว่าสถานการณ์ที่ตนคาดมันเปลี่ยนไปแล้ว
*/*/*/*/*
“อีกไม่นานเราก็จะเข้าเขตแอมเบอลีนแล้วคงถึงตัวหมู่บ้านก่อนค่ำ” เพิลชี้นิ้วให้สการ์เล็ตเห็นแนวป่ายามตะวันคล้อยต่ำใกล้เย็นย่ำลงทุกที
นางหันหัวม้าส่งสัญญาณให้เพื่อนองครักษ์จัดขบวนรถใหม่เพื่อวิ่งสะดวกบนเส้นทางแคบในแนวป่าเมื่อหันกลับมาเห็นสีหน้าเ้านายนั่งขรึมอยู่บนรถม้าก็ยิ้มบางและถาม“กังวลว่าพ่อมดจะตำหนิที่ท่านแอบตามมาหรือคะ”
“เปล่า”สการ์เล็ตตอบพลางหลุบสายตาจากดวงอาทิตย์ นางแค่รู้สึกไม่ดี
แวบหนึ่งที่มองตะวันดวงนั้นความกังวลก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในอก มันเป็ความรู้สึกแบบเดียวกับวันที่นางจ้องพระจันทร์แดงในหมู่บ้านเชิงเขาที่ถูกโคลนถล่มทับ
“หวังว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้นอย่างที่ข้าคิดหรอกนะ”