เทศกาลสารทตงชิว
เมื่อดรุณีทั้งสองแนะนำตัวต่อจ่านจือแล้ว ทำให้เขาทราบว่า นางทั้งสองเป็ศิษย์ของหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน เคยเล่าให้เขาฟังเกี่ยวกับหุบเขาผาพยัคฆ์ขาว ท่านเล่าว่าก่อนที่ท่านจะเร้นกายมีความสนิทสนมกับเ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวอยู่บ้าง
บัดนี้สองดรุณีเข้าใจว่า จ่านจือมิใช่ชาวยุทธ์ ดังนั้นเขาจึงมิ้ากล่าวถึงเกี่ยวกับหุบเขาผาพยัคฆ์ขาว ให้กับทั้งสองดรุณีรับทราบว่าเขาเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้างเช่นกัน
คนทั้งสามสนทนาพลางก้าวเท้าเดินไปยังศาลเ้าร้าง จ่านจือเดินนำหน้าดรุณีทั้งสองไปซื่อเหมี่ยน กับเอวี้ยอี้เซินบอกว่า นางเป็ศิษย์ของหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวเคยติดตามอาจารย์ออกท่องยุทธ์หลายหน ดรุณีที่มีนามว่าเอวี้ยอี้เซินกล่าวถามจ่านจือว่า
“นี่สหายน้อย อีกเดือนกว่าจะถึงเทศกาลสารทง่วนเซียวแล้วเ้าคิดจะไปท่องเที่ยวชมโคมไฟ ในตัวเมืองลั่วหยางหรือไม่?”
จ่านจือเขาไม่ทราบว่าเทศกาลสารทง่วนเซียวคืออะไร เพราะั้แ่เล็กได้แต่อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเย้ยอรุณหลังเขา ไม่เคยเข้าเมืองแม้แต่ครั้งเดียว จึงเรียนกับสองดรุณีไปตามตรงว่า
“ข้าพเ้าไม่ทราบว่าเทศกาลสารทง่วนเซียวเป็เทศกาลกระไร? ใช่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้าพเ้าหรือไม่ในวันนั้นผู้คนเขากระทำสิ่งใดกัน”
เนื่องด้วยตนเองอาศัยอยู่หมู่บ้านหลังเขา วัน ๆ เอาแต่ช่วยงานมารดา มิมีเวลาออกมาท่องเที่ยวดังนั้นจึงไม่ทราบว่าเทศกาลง่วนเซียว มีความสำคัญเช่นไรอีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับเขาด้วยหรือไม่
เมื่อทั้งสามก้าวเท้าเข้าในศาลเ้าร้างแล้วศิษย์ทั้งสองของหุบเขาผาพยัคฆ์ขาว นางทั้งสองจึงช่วยกันเล่าเื่ราวเกี่ยวกับเทศกาลสารทง่วนเซียวให้จ่านจือฟัง โดยทั้งสองเล่าว่า
เทศกาลสารทง่วนเซียวคือคืนที่พระจันทร์เต็มดวงครั้งแรกในรอบปี ตรงกับวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนอ้ายทุกบ้านจะนิยมกินขนมบัวลอยกันในครอบครัว พร้อมกับออกจากบ้านเที่ยวชมการประดับโคมไฟเพื่อความเป็สิริมงคล ดังนั้นจึงมีการเรียกเทศกาลนี้อีกชื่อหนึ่งว่า “เทศกาลโคมไฟ”
“สหายน้อยเ้าไม่เคยออกมาท่องเที่ยวชมโคมไฟเลยหรือ?”
ดรุณีนามเอวี้ยอี้เซินเอ่ยถามจ่านจือสีหน้านางคล้ายแปลกประหลาดใจอยู่บ้าง เขารีบกล่าวตอบกลับไปตามความสัตย์ว่า
“ไม่เคยข้าพเ้ามิเคยออกมาเที่ยวชมสักครั้งเดียว ั้แ่เด็กกระทั่งเติบโตล้วนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเชิงเขา มิเคยเดินทางเข้าเมืองหลวงแม้แต่คราเดียวดังนั้นข้าพเ้าจึงมิเคยท่องเที่ยวจริง ๆ”
ดรุณีนามซื่อเหมี่ยนสีหน้านางแม้มิได้แสดงความแปลกประหลาดใจ แต่ภายในใจอดสงสัยอยู่บ้างจึงกล่าวถามจ่านจือขึ้นบ้างว่า
“เช่นนั้นครอบครัวของเ้า คงต้องทำขนมบัวลอย ให้เ้ารับประทานสินะ?”
คำถามนี้ของดรุณีนามซื่อเหมี่ยน คล้ายกับมีก้อนอะไรมาจุกอยู่บริเวณหน้าอกของเขาได้ยินคำว่าครอบครัว ทำให้เขานึกถึงใบหน้าป้าหนิวขึ้นมาใช่แล้วเขายังพอนึกออกอยู่บ้าง
ป้าหนิวเคยทำขนมบัวลอยให้เขารับประทาน แต่ไม่เคยบอกว่ามีความสำคัญเช่นไร จดจำได้ว่าป้าหนิวจะบรรจงปั้นแป้งเป็ลูกกลม ๆ แล้วนำไปต้มในน้ำกับน้ำตาล ในหนึ่งปีป้าหนิวจะทำขนมบัวลอย ให้จ่านจือรับประทานครั้งหนึ่ง เขายังเคยสงสัยเช่นกัน ว่าไฉนป้าหนิวจึงทำขนมบัวลอย เพียงปีละครั้งเดียวเท่านั้นเอง
จ่านจือเพิ่งจะเข้าใจในตอนนี้ การทำขนมบัวลอยรับประทาน ยังมีความสำคัญกับคนในครอบครัวด้วยอีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับเทศกาล ที่เรียกว่าสารทง่วนเซียวอีกด้วย
ต่อจากนี้เล่าเขาจะรับประทานขนมบัวอันแสนอร่อยได้ที่ไหน ใครจะทำขนมบัวลอยให้เขารับประทานป้าหนิวท่านก็ตายจากเขาไปแล้ว คิดถึงตรงนี้ น้ำตาลูกผู้ชายไหลพรั่งพรูอย่างลืมตัวไม่สามารถกลั้นความรู้สึกเอาไว้ได้
ั้แ่เล็กกระทั่งเติบโตป้าหนิวทั้งรักทั้งทะนุถนอมตนดั่งแก้วตาดวงใจไม่มีคราวใดที่ป้าหนิวจะโกรธตนเลยแม้สักครั้งเดียวเขาเองรักและกตัญญูต่อป้าหนิวเช่นกัน
ครั้งนั้นเพื่อช่วยเหลือเขาป้าหนิวถึงกับตัวเข้าเสี่ยงยอมตาย ภาพวันที่ป้าหนิวมารดาบุญธรรมจ้องมองเขาด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ก่อนสิ้นใจ ภาพนั้นยังฝังแน่นตราตรึง อยู่ในความทรงจำของจ่านจือ
เมื่อนึกถึงภาพนั้นขึ้นมาผนวกกับเื่ราวที่สองดรณีกล่าวถาม คล้ายดั่งทำนบเขื่อนพังทลายลงน้ำตาพรั่งพรูอย่างไม่อายขายหน้า ดรุณีทั้งสองนางเหลียวมองหน้ากันต่างอธิบายความรู้สึกออกมามิได้ กับภาพตรงหน้าเช่นกัน
ทั้งซื่อเหมี่ยนและเอวี้ยอี้เซิน ต่างรู้สึกรันทดหดหู่ไม่น้อยกับภาพตรงหน้าอดสะทกสะท้านะเืใจมิได้ บุรุษหนุ่มตรงหน้านางทั้งสอง ร่างกายแข็งแรงกำยำกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นโดยมิได้เสเสร้ง น้ำตานองหน้าน้ำมูกเนืองนองสองข้างแก้มเอวี้ยอี้เซินจึงล้วงผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่ง สีขาวสะอาดตาในแขนเสื้อยื่นส่งให้พร้อมกล่าวว่า
“สหายน้อยเ้าอย่าได้เศร้าโศกเสียใจไป หากข้าและศิษย์พี่ กล่าวอะไรผิดไปไม่ถูกต้องเ้าอย่าได้ถือสาหาความ หากเ้ามีเื่ราวไม่สบายใจกระทั่งมิอาจระบายให้กับผู้ใดได้ เ้าบอกเล่าให้ข้ากับศิษย์พี่ฟังก็ได้เผื่อบางทีข้ากับศิษย์พี่ อาจจะช่วยเหลือเ้าได้บ้างก็ได้”
จ่านจือรับผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตา เช็ดน้ำมูก พลางเล่าให้สองดรุณีทั้งสองฟังว่า
“ข้าพเ้าตัวคนเดียวลำพัง ั้แ่เด็กมีเพียงมารดาบุญธรรมชุบเลี้ยงท่านเปรียบเสมือนญาติสนิทเพียงผู้เดียว ที่ข้าพเ้ามีอยู่ในขณะนั้นตอนนี้ท่านมาตายจากข้าพเ้าไป ตายไปด้วยน้ำมือคนชั่วช้าสามานย์สามคน”
เมื่อเช็ดน้ำตาน้ำมูกอีกครั้งจ่านจือส่งเสียงกล่าวต่อว่า
“หลังจากนั้นข้าพเ้าได้รับการช่วยเหลือจากเฮียม่วยคู่หนึ่ง คนทั้งสองนั้นดียิ่งกับข้าพเ้าพวกเขานำข้าพเ้าไปฝากกับาุโท่านหนึ่ง”
จ่านจือมีสีหน้าดีขึ้นหลังจากได้ร้องให้ระบายความเศร้าโศกออกมา กล่าวต่อว่า
“ยามนี้ข้าพเ้าเพิ่งมีโอกาสกลับมาบ้านเกิดอีกครั้ง ดังนั้นจึงคิดจะแวะไปเคารพหลุมศพมารดาที่หมู่บ้านเย้ยอรุณสักครั้ง เพื่อแสดงถึงความกตัญญู ไม่แน่นักในวันหน้าข้าพเ้าจะมีโอกาสกลับมาอีก?”
จ่านจือไม่ได้เล่ารายละเอียด ว่าเขาไปอยู่หุบเขาสายรุ้ง เพื่อฝึกวิชาฝ่ามือแต่ประการใดบอกแต่เพียงว่า เขาได้รับความช่วยเหลือ จากเฮียม่วยคู่หนึ่งนำเขาไปฝากไว้กับาุโท่านหนึ่ง ยังแดนกังหนำเท่านั้นเอง
ซื่อเหมี่ยนส่งเสียงกล่าวว่า
“สหายน้อยชีวิตเ้าช่างอาภัพนัก เ้าอย่าได้โศกเศร้าเสียใจเกินไปเลย จงเข้มแข็งให้มากไว้”
ดรุณีทั้งสองนางต่างรู้สึกสงสารต่อโชคชะตาของจ่านจือยิ่งนัก ด้วยวัยของนางทั้งสองนับไปแล้วยังมากกว่าจ่านจืออยู่สองสามปีนางทั้งสองเองกลับรู้สึกคล้ายเขาเป็ดั่งน้องชาย ของนางทั้งสองมิปานดรุณีนามซื่อเหมี่ยน จึงกล่าวขึ้นว่า
“สหายน้อยหากเ้าไม่มีครอบครัวหลงเหลืออยู่ เราสองคนจะทำขนมบัวลอย ให้เ้ารับประทานเองเ้าอย่าได้เสียใจไป แต่หากเ้าอยากร้องให้ออกมา เพื่อระบายความอึดอัดกลัดกลุ้มเ้าจงร้องออกมาเถิด หลังจากได้ร้องไห้แล้ว เ้าจะรู้สึกดีขึ้นเอง”
หลังจากหยุดร้องไห้แล้วจ่านจือรู้สึกว่าเขาดีขึ้นจริง ๆ รู้สึกว่าสมองปลอดโปร่งความรู้สึกคล้ายมีก้อนใดจุกอยู่บริเวณหน้าอก บัดนี้คล้ายกับไม่รู้สึกเช่นนั้นแล้วเขาพบว่าผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น บัดนี้เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตากับน้ำมูกของเขาจึงกล่าวกับดรุณีนามเอวี้ยอี้เซินว่า
“ขอบคุณแม่นางอี้เซินผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ ไว้ข้าพเ้าจ่านจือซักทำความสะอาดแล้วข้าพเ้าค่อยคืนให้กับแม่นาง ในภายหลังได้หรือไม่?”
เอวี้ยอี้เซินนางส่ายหน้าเที่ยวหนึ่ง พร้อมกับกล่าววาจากับเขาว่า
“ไม่ต้องมอบคืนข้าหรอกถือว่าข้าให้เ้าเป็ของขวัญก็แล้วกัน ตอบแทนที่เ้ายินยอมแบ่งพื้นที่หลับนอนให้พวกเราทั้งสองพักแรมในศาลเ้านี้ด้วย มิทราบว่าเ้า รู้สึกดีขึ้นแล้วหรือไม่?”
จ่านจือพยักหน้าตอบ กล่าวว่า
“ข้าพเ้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว”
หลังจากผ่านการร้องไห้คล้ายเป็การระบายชนิดหนึ่ง ทำให้จ่านจือรู้สึกดีขึ้นมากดรุณีสองกลับมีอัธยาศัยดียิ่ง รักษามารยาทแต่ทว่าเป็กันเองมิถือเนื้อถือตัวแต่อย่างใดท่าทีมีไมตรีที่ดีต่อเขาเสมือนกับเขาดุจญาติสนิทผู้หนึ่ง เอวี้ยอี้เซินจึงกล่าวขึ้นบ้างว่า
“หากเ้ารู้สึกดีขึ้นแล้วเราทั้งสองปลาบปลื้มยินดี ดังนั้นข้าจะเล่าตำนาน เกี่ยวกับเทศกาลสาทรง่วนเซียวให้เ้าฟังสักเื่หนึ่งเ้า้าฟังหรือไม่?”
จ่านจือพยักหน้าตอบพร้อมกล่าวว่า
“ดีๆ หากพวกท่านเล่าให้ข้าพเ้าฟังนับว่าวิเศษนักสำหรับผู้ด้อยความรู้เช่นข้าพเ้า ข้าพเ้าอยากฟังเป็ที่สุด ขอบคุณแม่นางทั้งสองที่เสียเวลา”
เอวี้ยอี้เซินส่งเสียงกล่าวว่า
“มิเป็การเสียเวลาเ้ามิต้องเกรงอกเกรงใจไป พวกเราสองคนเต็มใจบอกเล่าให้เ้าฟัง”
ซื่อเหมี่ยนได้ยินจ่านจือเรียกหานาง และศิษย์น้องของนางว่า แม่นางกระทั่งติดปากไปแล้วจึงคิดว่าเขานั้นไร้ญาติขาดมิตร หากให้เขาเรียกหานาง กับศิษย์น้องว่าพี่สาวไม่แน่นักอาจทำให้เขารู้สึกดีขึ้น ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างเท่าใดนักจึงกล่าวว่า
“เ้าอย่าได้เรียกหาข้าสองคนว่าแม่นางอยู่เลย ต่อไปเ้าเรียกเราสองคนว่าพี่สาวจะดีหรือไม่? หากเ้ามิรังเกียจพี่สาวสองคนพวกเรา้าให้เ้าเรียกหาเช่นนั้น ข้าว่าจะดูสนิทสนมเป็กันเองดีกว่าเรียกแม่นางเช่นนั้นแม่นางเช่นนี้ เ้าว่าดีหรือไม่เซียวจือ”
จ่านจือรู้สึกยินดียิ่งนัก ที่ดรุณีทั้งสองอนุญาตให้ตนเรียกหาว่าพี่สาวรีบกล่าวกับพี่สาวทั้งสองว่า
“ข้าพเ้าจ่านจือเป็เพียงคนธรรมดาสามัญ หากมีวาสนาได้รับความเมตตาจากพี่สาวทั้งสองนับว่าเป็ของขวัญอันมีค่ายิ่งของข้าพเ้าแล้ว เช่นนั้นต่อไปข้าพเ้าขอเรียกหาท่านทั้งสองว่าพี่สาวก็แล้วกัน”
ดรุณีสองนางหันมองหน้ากัน อดที่จะอมยิ้มออกมามิได้กับคำพูดที่มิได้เสแสร้งของจ่านจือจากนั้นนางทั้งสอง ต่างผลัดกันเล่าตำนาน เกี่ยวกับเทศกาลสารทง่วนเซียวให้เขาฟังตำนานมีอยู่ว่า
ตำนานที่เกี่ยวกับเสนาบดีผู้เปี่ยมด้วยปัญญา และความกรุณา กับหญิงสาวยอดกตัญญู ในสมัยกษัตริย์อู๋ตี้ของราชวงศ์ฮั่น ในเมืองหลวงฉางอัน ท่ามกลางหิมะโปรยปราย ใน่ใกล้วันตรุษจีน
ขณะที่เสนาบดีนามตงฟางซั่วกำลังเดินชมดอกเหมยในอุทยาน ได้พบพานนางกำนัลผู้หนึ่งกำลังจะะโบ่อน้ำฆ่าตัวตาย จึงได้ขัดขวาง และขอทราบถึงสาเหตุนางจึงได้เล่าความทุกข์ให้ฟังว่า นางชื่อหยวนเซียวถูกส่งเข้ามาอยู่ในวังั้แ่เยาว์วัย และขาดการติดต่อจากครอบครัว
เมื่อถึงยามตรุษเช่นนี้จึงคิดถึงพ่อแม่พี่น้อง ที่เคยร่วมกันรับประทานอาหาร ในวันตรุษจีนอย่างอบอุ่นและมีความสุข อีกทั้งรู้สึกว่าตัวเองเป็คนอกตัญญูจึงตั้งใจจะฆ่าตัวตายหนีความทุกข์
เสนาบดีตงฟางซั่วจึงปลอบใจ และให้สัญญาว่า จะทำให้นางได้พบกับครอบครัว ในวันเพ็ญสิบห้าค่ำเดือนอ้ายวันสารทที่สอง จากนั้นตงฟางซั่ว จึงได้กระจายข่าวลือไปทั่วเมืองหลวงว่าเมืองฉางอันมีเคราะห์ร้าย
จะถูกไฟเผาไหม้ทั้งเมืองในคืนวันเพ็ญสิบห้าค่ำเดือนอ้าย แต่ก่อนจะถึงวันนั้น จะมีหญิงสาวสวมชุดแดงขี่ลามาเตือนชาวเมืองก่อน จากนั้นได้เกณฑ์ชายชราไปรอต้อนรับเมื่อชายชราไปพบนางชุดแดง ให้อ้อนวอนต่อนาง
นางจึงได้กล่าวต่อชายชราว่าเง็กเซียนฮ่องเต้ ้าเผาเมืองฉางอัน ให้ลุกไหม้แดงฉาน หากนางไม่เผาเมืองเง็กเซียนฮ่องเต้จะลงโทษนางได้ และฝากส่งสาส์นนี้ ให้แก่ฮ่องเต้อู๋ตี้ด้วย
เมื่อความไปถึงฮ่องเต้พระองค์ทรงตกพระทัยมาก จึงมีราชโองการให้ตงฟางซั่วสั่งการให้ขุนนางและประชาชนทุกครัวเรือนในนครฉางอัน จุดโคมไฟสีแดงทั่วทั้งเมืองและให้ชาวบ้านถือโคมแดง ออกมาเดินตามท้องถนนในคืนสิบห้าค่ำเดือนอ้ายโดยพร้อมเพรียงกัน ให้แสงไฟสีแดงสว่างไสวทั่วทั้งเมืองพร้อมให้มีการจุดประทัด และดอกไม้ไฟอย่างอึกทึก เพื่อลวงเง็กเซียนฮ่องเต้ว่าไฟกำลังลุกไหม้นครฉางอันอย่างรุนแรง
ตงฟางซั่วจึงได้จัดให้นางหยวนเซียว อยู่ในกลุ่มผู้ที่เดินถือโคมแดงเดินนำชาวบ้าน และให้โอกาสนางได้เดินทางกลับบ้านเพื่อทำขนมทังถวน(บัวลอย) และรับประทานร่วมกับครอบครัวอย่างมีความสุขจากเหตุการณ์ครั้งนั้น สำนักพระราชวัง จึงได้ยึดถือเป็งานประเพณีต่อเนื่องกันมาตราบจนทุกวันนี้
เล่าถึงตอนนี้สองดรุณีหันมาจึงพบว่า จ่านจือกำลังหลับใหลไปพอดี ดังนั้นนางทั้งสองจึงชักชวนกันไปอีกฟากหนึ่งของศาลเ้า เอนกายลงนอนเคียงข้างกัน บนหญ้าแห้งกองหนึ่งเมื่อทั้งสองหลับใหลไปเพียงครู่เดียว นอกศาลเ้าร้างแห่งนี้ มีเงาร่างสายหนึ่งเพิ่งสาดทะยานผ่านหน้าศาลเ้าไป ด้วยระดับความเร็วดุจิญญาภูตพรายตนหนึ่ง
หมู่ตึกกระเรียนฟ้า
ไม่ทราบว่าเวลาผ่านไปกี่ยามแล้ว แต่ทว่าเงาร่างสายนั้น พุ่งร่างมุ่งตรงสู่หมู่ตึกกระเรียนฟ้าของหลิวซุ่นกงกงคืนนี้ภายในหมู่ตึกกระเรียนฟ้า หลิวกงกงมิได้อยู่ในตัวตึกเนื่องจากเดินทางไปวัดเส้าหลินได้สองวันแล้ว ในตัวตึกคงมีแต่ยอดฝีมือของหลิวกงกงและมือดีอีกมากมายหลายคน
หลิวซุ่นกงกงไปเส้าหลินครานี้โดยลำพัง คล้ายกับไปหารือเื่ราวหนึ่งที่ไม่อยากเปิดเผยคาดเดาว่าอาจเกี่ยวข้องกับการชุมนุมชาวยุทธ์ ซึ่งกำลังใกล้มาถึงนั่นเองดังนั้นก่อนออกเดินทาง หลิวซุ่นกงกงจึงมีคำสั่งกำชับให้ทุกฝ่ายจัดเวรยามอย่างแ่า ทุกครึ่งชั่วยามจะต้องออกตรวจตราทุกซอกมุมของตัวตึก
หัวหน้าตึกทั้งสี่ได้แก่หัวหน้าตึกหกหุนอันสุ่ย หัวหน้าตึกเมฆาฉีฝ่าน หัวหน้าตึกอินทรีต้าถงและหัวหน้าตึกคชสีห์เกาฉวน ทั้งสี่ประจำอยู่ในแต่ละตึก นอกจากนั้นในแต่ละตึกยังมีสมุนมือดีอีกตึกละสิบกว่าคนส่วนตึกที่อยู่ตรงกลางมีชื่อว่าเทพปักษา หลิวซุ่นกงกงมอบหมายให้ต๊กม้อเต็กไต้ซือกับเล่อต้าเต๋อ พร้อมด้วยเสิ่นซื่อสูอวี้รับผิดชอบ
ส่วนด้านหน้าตึกจัดเวรยามไว้อีกสิบคนแยกย้ายกันยืนประจำจุด จุดละสองคนด้วยกันด้านหลังตึกซึ่งเป็สวนอุทยานมีต้นไม้นานาพันธุ์ ดอกไม้งดงามหลากสีสันทางเดินที่อยู่ด้านหลัง สร้างเป็พื้นหินอ่อนสีเข้มตัดผ่านกลางสวนยาวไปถึงเก๋งรูปแปดเหลี่ยม ซึ่งปลูกสร้างอยู่กลางสระน้ำอันเต็มไปด้วยกอบัวที่กำลังออกดอก โผล่พ้นผิวน้ำอยู่เรียงรายทั้งดอกสีขาวสีแดงส่งกลิ่นหอมเย็นรวยริน
เหนือผิวน้ำปกคลุมด้วยละอองไอน้ำสีขาวที่รวมตัวระเหยขึ้นสู่ชั้นอากาศ รอบ ๆ ขอบสระปลูกต้นหลิวเป็ทิวแถวดูร่มรื่นบางกิ่งใบทิ้งตัวย้อยลงสู่ผิวน้ำอันใสสะอาด ถัดมาเป็กำแพงศิลาสูงราวสิบกว่าวา
ด้านหลังจัดเวรยามไว้ถึงสามสิบคนกระจายกันอยู่ทั่วทุกจุด ผู้ที่ดูแลด้านหลังได้แก่เทวทูตซ้ายขวาเจียฮุยกับเจียจิ้ง ส่วนบริวารและเด็กรับใช้ ต่างแยกย้ายอยู่ตามห้องหอของตนเอง
คืนนี้เป็คืนเดือนมืดขึ้นหนึ่งค่ำเดือนสิบสอง บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัดวังเวง มีเพียงสายลมพัดเบาบาง โคมไฟสีแดงหลายดวงที่จุดไว้ตามมุมตึกแกว่งไกวไปมาช้า ๆ ครั้งกระโน้น ั้แ่หมู่ตึกกระเรียนฟ้ามีคนตายเมื่อครั้งงานอวยพรหลิวซุ่นกงกง ทุกค่ำคืนจะจัดเวรยามไว้อย่างรัดกุมที่ผ่านมาไร้เื่ราวรบกวน
ร่างนั้นเมื่อทะยานจวบจนใกล้หมู่ตึกกระเรียนฟ้าชะลอฝีเท้าลง จากนั้นอ้อมเลียบกำแพงสูงมาทางด้านหลัง ซึ่งเป็สวนอุทยานเมื่อมาถึงด้านหลังแนบใบหูกับกำแพง ฟังเสียงภายในว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่เมื่อแน่ใจว่าไม่มีเสียงใด ร่างนั้นะโคราเดียวแล้วทิ้งตัวลงบนกำแพงสูงสิบกว่าวา ตำแหน่งที่ทิ้งตัวปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
ผู้ที่มาอยู่ในอาภรณ์สีครามเข้มใช้ผ้าปิดใบหน้ามิดชิด ั้แ่กลางจมูกลงมา มิได้พกพากระบี่อาวุธขณะที่ซุ่มอยู่บนกำแพง มีเวรยามถือคบไฟเดินตรงมาห้าคนคนทั้งห้ามือถือกระบี่เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาเมื่อคนทั้งห้าเดินเข้ามาใกล้ห่างไม่ถึงสิบวาจากแสงสว่างของคบไฟส่องกระทบร่างของคนปิดหน้า คนปิดหน้าเองกลับมิได้หลบหนีหรือหลบซ่อนกายแต่อย่างใด
เมื่อทั้งห้าคนแหงนหน้าขึ้นไปเห็นคนปิดหน้าอยู่บนกำแพง รู้ทันทีว่าเป็คนร้าย ต่างขยับอาวุธในมือพร้อมกับขยับริมฝีปากส่งเสียงบอกคนอื่น ๆ ว่ามีคนร้ายแต่ยังมิทันได้เปล่งเสียงออกมา คนปิดหน้าบนกำแพงทิ้งตัวลงมาจากบนกำแพงพร้อมกับแขนซ้ายเหยียดตรงออก มือคว่ำลงนิ้วทั้งห้าแนบชิดติดกันจากนั้นสะบัดฝ่ามือเพียงเล็กน้อย แทบมองไม่เห็นการเคลื่อนไหว บังเกิดเป็พลังไร้สภาพกลุ่มหนึ่งแยกย้ายเป็ห้าสายใส่ตำแหน่งคนทั้งห้า
ร่างคนผู้นั้นยังไม่ทันบรรลุถึงพื้นเบื้องล่างทั้งห้าคนต่างยืนแข็งทื่อมิเคลื่อนไหวแล้วคนผู้นั้นเมื่อเท้าแตะพื้นวิ่งเข้าหาตัวตึกด้านใน ดูฝีเท้าแ่เบาไร้น้ำหนักวิชาตัวเบาสูงเยี่ยมยากพบพานเวรยามทั้งห้าคนต่างถูกจี้สกัดจุดโดยมิได้ััต้องร่างความรวดเร็วของพลังฝีมือที่ใช้ แทบไม่ทันกระพริบตาด้วยซ้ำ
เมื่อวิ่งตะบึงมายี่สิบกว่าวาปรากฏมือดีพุ่งตรงมาอีกสี่คน สองคนหน้าคือเทวทูตซ้ายขวาเจียฮุยกับเจียจิ้งทั้งสองดึงกระบองเหล็กอาวุธประจำกายจากกลางหลังถือไว้มั่นพุ่งตรงเข้าหาคนผู้นั้นด้วยความเร็วดุจม้าป่า ส่วนอีกสองคนถือคบไฟด้วยมือซ้ายมือขวาถือดาบยาวติดตามมาทิ้งระยะห่างพอสมควรพร้อมกันนั้นยังมีอีกคนหนึ่งเมื่อเห็นมีคนบุกรุกเข้ามารีบวิ่งเข้าไปในตัวตึกเพื่อแจ้งต่อคนอื่น ๆ
เทวทูตซายขวาเจียฮุยและเจียจิ้งทะยานลิ่วพร้อมเกร็งลมปราณห่างไม่ถึงสามก้าว แต่ก่อนที่ทั้งสองจะบรรลุถึงคนผู้นั้นพลันะโตีลังกาข้ามศีรษะสองเทวทูตซ้ายขวาไปพอร่างตกลงเกือบถึงพื้นกลับเตะเท้าหยิบยืมพลังตีลังกาอีกทอดหนึ่งข้ามศีรษะของสองคนที่ถือคบไฟเข้ามา ท่วงท่าที่ใช้รวดเร็วสุดบรรยายยากนักจะได้พบในยุทธภพ เมื่อคนผู้นั้นทิ้งร่างสู่พื้นห่างออกไปสองก้าวทั้งสี่คนต่างถูกจี้สกัดจุด มิเคลื่อนไหวเช่นเดียวกับห้าคนแรก
เทวทูตซ้ายขวาเจียฮุยกับเจียจิ้งนับว่ามีพลังฝีมือสูงเยี่ยม ยังถูกสกัดจุดโดยมิทันลงมือ แถมคนที่จี้สกัดจุดมิได้แตะเนื้อต้องตัวด้วยซ้ำนับว่าเป็วิชาจี้จุดที่ร้ายกาจพิสดารนัก เทวทูตซ้ายขวาเจียฮุยกับเจียจิ้งยังมิทันรู้ว่าเกิดเื่ราวใดขึ้นกับตนเองมันทั้งสองขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวมิได้แล้ว ต่างคับแค้นแน่นอกสุดทนทานแต่ทว่าไม่สามารถทำเยี่ยงไรได้ นี่เป็คำรบสองแล้วที่มันทั้งสองคนถูกสยบโดยมิทันได้ลงมือ
ครั้งแรกพวกมันถูกเหยาเยี่ยนผิงซึ่งตอนนั้นปลอมเป็บุรุษสำอาง เข้าขัดขวางการสังหารจ่านจือของพวกมันทั้งยังถูกล่วงเกินด้วยวาจาของเด็กรุ่นหลัง แค่นั้นยังไม่พอพวกมันทั้งสองพ่ายแพ้ในสองกระบวนท่า ให้กับเด็กทารกเช่นเหยาเยี่ยนผิงทำให้ครั้งนั้นมันทั้งสองมิกล้าปริปากบอกเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นให้ผู้ใดได้รับรู้
มาครั้งนี้พวกมันทั้งสองยังมิทันได้ลงมือกลับถูกสยบไว้อีกครั้ง ทำเอาเดือดดาลเป็การใหญ่ ได้แต่กลอกกลิ้งดวงตาไปมาในใจต่างคิดตรงกันว่า จะสับคนผู้มาให้ละเอียดเป็หมื่นชิ้นให้จงได้
คนผู้นั้นยังมิทันได้บรรลุถึงตัวตึกหัวหน้าตึกทั้งสี่ อีกทั้งต๊กม้อเต็กไต้ซือ พร้อมด้วยเล่อต้าเต๋ออีกทั้งเสิ่นซื่อสูอวี้ ต่างมุ่งตรงมาพอดีทั้งหมดล้วนเป็มือดีวิทยายุทธ์สูงเยี่ยม ต๊กม้อเต็กไต้ซือถือว่ายอดเยี่ยมที่สุดนับว่าครานี้ ผู้ที่บุกรุกคงเจอคู่ต่อสู้ที่ยากรับมือแล้ว
หยกเหินลม/ชล ชโลทร