วันรุ่งขึ้นฟังเยว่ฉิวหาผลไม้ในป่ากินประทังความหิว จวบจนเมื่อ ยามบ่ายนางจึงกลับไปที่กระท่อมด้อมๆ มองๆ อยู่นานไม่พบวี่แววสองพ่อลูกจึงรีบเข้าไปเก็บเสื้อผ้าและหนังสือซึ่งเป็หนึ่งของแทนตัวจากพ่อผู้ล่วงลับ เงินเก็บสะสมซุกซ่อนไว้นั้นพอมีติดตัวเก็บห่อสัมภาระเรียบร้อยแล้วหญิงสาวก็ออกไปเคารพหลุมศพพ่อทั้งน้ำตาเป็ครั้งสุดท้าย
“เยว่เอ๋อร์จำเป็ต้องไปสักวันจะกลับมาที่บ้านของเราอีกครั้ง” บิดาและกระท่อมที่อยู่อาศัยมาแต่เยาว์วัยสร้างความอาลัยอาวรณ์ให้ หญิงสาวไม่น้อย สิ้นคำพูดสายลมวูบหนึ่งพัดมากระทบใบหน้าละม้าย ฝ่ามือหนาของผู้มีพระคุณลูบปลอบประโลมนางปล่อยน้ำตาไหลริน เข้าใจว่าผู้เป็พ่อรับรู้ความจำเป็ของนางแล้ว
ฟังเยว่ฉิวเข้าไปในตัวเมืองไท่ซาเพื่อนอนค้างคืนที่สำนักชีรุ่งเช้าของอีกวัน นางเข้าไปในตลาดเพื่อซื้ออาหารเป็เสบียงระหว่างเดินทางข้ามเมืองบังเอิญพบจ้านเปียวกำลังขู่เข็นใช้กำลังกับขอทานพิการคนหนึ่งหญิงสาวรีบหลบเข้าไปในตรอกเล็ก นางดึงผ้าขึ้นคลุมผมปิดบังหน้าตาเมื่อเสียงเอะอะด้านนอกเงียบไปแล้ว จึงค่อยโผล่หน้าออกมารู้สึกโล่งใจที่นางคลาดกับชายผู้นั้น
ขณะกำลังจะเดินออกจากตรอกเท้านางย่ำลงบนกระดาษประกาศของทางการซึ่งตกอยู่ และมันก็ขาดแหว่งวิ่นไปบางส่วนคนในภาพวาดสะดุดตาจนต้องเพ่งมองซ้ำ นางก้มตัวหยิบมันขึ้นมา และฟังเยว่ฉิวก็เห็นอักษรตัวหนึ่งถูกเขียนเด่นชัดอยู่ด้านข้างนางรีบดึงป้ายหยกขาวห้อยคอออกมาเทียบ
มันเป็อักษรตัวเดียวกันและคนในภาพก็คือพี่ต้าเผิงของนาง!
หะแรกนั้นฟังเยว่ฉิวดีใจแทบโห่ร้องทว่าอึดใจต่อมากลับเกิดความวิตกจะเป็เื่ร้ายมากกว่าดีเพราะกระดาษที่นางเก็บได้เป็ประกาศของทางการใจคอร้อนรนอยากรู้ข้อความบนประกาศจึงรีบกลับไปยังสำนักชี มีแม่ชีผู้หนึ่งรู้หนังสือดีจึงอ่านประกาศแผ่นนั้นให้นางฟัง
“ประกาศตามหาคน แม่ทัพเผิง...แต่จะชื่ออะไรข้าก็อ่านไม่ออก เพราะกระดาษส่วนนี้มันขาดไปแล้ว”
แม่ทัพเผิง...ต้องใช่เขาแน่บนป้ายหยกขาวสลักคำว่า ‘เผิงเอ้อร์’ เพราะคำนี้นั่นเองจึงทำให้ชายหนุ่มตั้งข้อสันนิษฐานว่าตัวเองต้องมีพี่น้องเขาจดจำชื่อและที่มาของตัวเองไม่ได้ เพราะรูปร่างสูงกำยำ บึกบึน ท่วงท่าทะมัดทะแมงจึงทำให้นางกับพ่อเรียกเขาว่า ‘ต้าเผิง’
หรือว่าตอนนี้เขากลับบ้านอย่างปลอดภัยแล้วแต่เพราะเหตุใดเขาจึงจากนางไปโดยไม่ล่ำลาเล่า
ความดีใจมาพร้อมความคิดสับสนวุ่นวายมือของฟังเยว่ฉิวเกิดอาการสั่นจนผู้อยู่ในร่มแห่งธรรมยื่นมือมากุมมือของหญิงสาวไว้
“เขาคือสามีที่เ้ากำลังตามหาอย่างนั้นหรือ”
ฟังเยว่ฉิวพยักหน้า“หาได้มีเพียงข้าที่ตามหาเขาครอบครัวของเขาก็ตามหาเขาเช่นกัน”
“เ้าน่าจะนำประกาศนี้ไปถามกับกรมเมืองดูนะ”
หญิงสาวเชื่อคำแนะนำของแม่ชีรุ่งขึ้นจึงไปที่กรมเมืองแต่ไม่ได้บอกถึงฐานะตนซึ่งเกี่ยวพันกับแม่ทัพเผิงสูงศักดิ์เพียงแสร้งสอบถามด้วยความอยากรู้เช่นชาวบ้านทั่วไปว่า ชายหนุ่มตอนนี้อยู่ที่ใดมีใครพบตัวแล้วหรือยัง
“แม่ทัพเผิงเซิ่งอี้เขากลับถูหยางไปร่วมเดือนได้แล้วตอนนั้นมีทหารหนึ่งกองพลอารักขาเขาที่ได้รับาเ็กลับไปด้วย”
เผิงเซิ่งอี้...สามีนางชื่อเผิงเซิ่งอี้ฟังเยว่ฉิวระงับความดีใจที่กำลังจะกลั่นออกมาเป็หยดน้ำตาเพราะข่าวร้ายเื่เขาได้รับาเ็!
“เขา...เขาเป็อะไรเ้าคะ”
เ้าหน้าที่กรมเมืองมีสีหน้าสงสัยที่หญิงชาวบ้านดูเหมือนจะอยากรู้เื่นายทหารระดับสูงผู้นั้นนัก
“เอ่อ...ข้าบอกท่านแล้วว่าเหมือนข้าเคยพบเขาพอเห็นประกาศรู้ว่าเขาเป็คนสำคัญก็เลยอยากรู้ว่าแม่ทัพคนนั้นเป็ตายร้ายดีอย่างไร”
“่ที่มีคนพบตัวเขาเกิดการปะทะกับคนกลุ่มหนึ่งเขาตกหลังม้า คนพวกนั้นเข้าใจว่าเป็พวกศัตรูต่างแคว้นติดตามมาอย่างไรนี่แหละข้าก็รู้อะไรไม่มากนักหรอกเพราะทหารจากเมืองหลวงพวกนั้นทำท่าว่ามันเป็ความลับสุดยอด เขาพักอยู่แค่หนึ่งคืนก็ออกเดินทางกลับถูหยางทันที”
เมื่อรู้แน่ชัดว่าสามีของนางอยู่ที่ถูหยางอีกทั้งรู้ตำแหน่งหน้าที่การงาน นางคงตามข่าวเขาได้ไม่ยาก
ฟังเยว่ฉิวกลับไปสำนักชีพร้อมความหวังเมื่อชายหนุ่มปลอดภัยได้กลับบ้าน นางก็เบาใจกว่าครึ่ง รุ่งเช้านางจะรีบออกเดินทางให้ห่างไกลสองพ่อลูกสกุลจ้านได้เท่าไรยิ่งดี แต่หนทางยาวไกลกว่าจะถึงเมืองหลวงเงินเก็บอาจจะไม่พอหญิงสาวจึงเริ่มวางแผนจะทำงานแลกข้าวแลกที่อยู่เพื่อหาเงินใช้จ่าย
คืนนี้ฟ้าเปิดไร้เมฆบดบังเสี้ยวจันทร์ หมู่ดาราพริบแสงตระการเต็มท้องนภาฟังเยว่ฉิวออกมานั่งรับลมที่หน้าเรือนพักหลังอาราม
เห็นพระจันทร์ในวงล้อมกรอบสายตาแล้วก็ยิ่งคิดถึงค่ำคืนที่นางและเขานั่งชมจันทร์ร่วมกันความทรงจำแสนหวานของคืนหิมะสร่างฟ้าซึ่งเขาอ่านหนังสือเื่วาสนาชาติหนึ่งให้นางฟังจนจบเล่มยังตราตรึงใจมิรู้ลืม
‘นั่นหนังสืออะไรในมือของเ้า’
‘ท่านพ่อซื้อให้เยว่เอ๋อร์เมื่อตอนอายุสิบสองเยว่เอ๋อร์กับท่านพ่อไม่รู้หนังสือแต่บัณฑิตที่ขายหนังสือเล่มนี้เขาอ่านให้เยว่เอ๋อร์ฟังั้แ่ต้นจนจบแล้ว’
นางยื่นส่งหนังสือให้ชายหนุ่มเมื่อเห็นท่าทางสนอกสนใจของเขา
‘วาสนาชาติหนึ่ง’
‘ท่านรู้หนังสือหรือ’
‘ก็คงอย่างนั้น’เขายิ้มให้นาง ‘สูญเสียความทรงจำ แต่ไม่ได้สูญเสียการเรียนรู้ที่เคยมีนอกจากรู้หนังสือ ข้าคิดว่าตัวเองคงทำอะไรที่พิเศษเป็อีกหลายอย่าง’
‘เยว่เอ๋อร์มั่นใจว่าเป็เช่นนั้น’ลักษณะท่วงท่าองอาจมาดมั่นเสื้อผ้าติดกายเมื่อนางพบเขาครั้งแรกก็ตัดเย็บประณีตอีกทั้งป้ายหยกขาวติดตัวทำให้นางและท่านพ่อสันนิษฐานว่าเขาต้องมาจากตระกูลสูงส่ง
‘เ้าอยากจะฟังข้าอ่านหนังสือเื่นี้อีกรอบหรือไม่’
เขาคงคิดตอบแทนน้ำใจที่นางคอยดูแลเขาระหว่างพักฟื้นกระมังนางพยักหน้ารับ นางชอบฟังน้ำเสียงนุ่มนวลทุ้มต่ำของเขาเวลาพูด แล้วเขาก็ค่อยๆ พลิกหน้ากระดาษอ่านเื่ราวในหนังสือเล่มนั้นให้นางฟังท่ามกลางแสงจันทร์และแสงของตะเกียงบนแคร่ไม้ไผ่
‘ที่เมืองทางตอนใต้ของแคว้นเหยามีสองบ้านร่วมกำแพง ซีเล่อบัณฑิตหนุ่มวัยสิบเจ็ดผู้ขยันเล่าเรียนมุ่งมั่นจะเป็ขุนนางรับใช้บ้านเมืองและเชิดชูวงศ์ตระกูล บิดามารดาขยันค้าขายจนกิจการมั่งคั่งส่วนผิงอิงวัยสิบห้าต้องทุกข์ยากลำบากทั้งกายและใจเมื่อบิดากับพี่ชายมุ่งแต่อบายมุขจนฐานะของครอบครัวตกต่ำลงเรื่อยๆ
ความรักบริสุทธิ์ผูกสัมพันธ์แต่ครั้งเยาว์วัยของสองหนุ่มสาวถูกขัดขวางจากครอบครัวของซีเล่อเขาถูกบังคับส่งตัวไปศึกษายังต่างเมืองครอบครัวปิดกั้นทุกหนทางไม่ให้เขาติดต่อผิงอิง เมื่อซีเล่อสอบเป็ขุนนางได้สามปีให้หลังจึงกลับมายังบ้านเกิด
ครั้นได้พบหน้าอีกครั้งสองหนุ่มสาวซึ่งถวิลหากันอยู่ทุกลมหายใจต่างลอบคบหาจนรักลึกซึ้งแน่นแฟ้นสัญญามั่นขอรักกันตราบฟ้าดินมลายหน้าเฒ่าจันทราเป็ความตั้งใจจริงของซีเล่อจะแต่งผิงอิงเป็ภรรยาทว่าบิดามารดากลับไปสู่ขอและทาบทามไป๋เยี่ยนบุตรสาวร้านขายใบชาซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของเมืองให้เขา
ผิงอิงร่ำไห้คร่ำครวญกับโชคชะตาอาภัพที่ถูกครอบครัวของซีเล่อรังเกียจด้านซีเล่อนั้นก็เสียใจดื่มเหล้าจนเมามายเพราะผิงอิงเป็กำลังใจให้เขาพยายามสอบรับราชการเพื่อสักวันจะได้กลับมารับนางออกจากครอบครัวที่ร้ายกาจของนาง
ราวกับสองยวนยางถูกพรากยังไม่เกิดความเจ็บช้ำพอผิงอิงถูกบิดาขายเป็ภรรยาน้อยของเศรษฐีผู้หนึ่งขบวนเ้าสาวจะมารับผิงอิงในวันที่ขบวนเ้าสาวจากบ้านของซีเล่อออกไปรับไป๋เยี่ยนเช่นกัน
ก่อนวันแต่งงานผิงอิงลอบออกจากบ้านไปนั่งร้องไห้ที่ศาลเฒ่าจันทรา เสียงคร่ำครวญถามท่านผู้เฒ่าไยใช้กรรไกรตัดวาสนาตัดด้ายแดงของนางและซีเล่อ
เฒ่าจันทราปรากฏกายเพราะความอาดูรของผิงอิงบอกว่ามันเป็เคราะห์รักที่สองหนุ่มสาวต้องพบเจอจากผลกรรมของอดีตชาติเฒ่าจันทรายื่นขอเสนอให้ผิงอิงได้ครองคู่กับซีเล่อและมีทายาทให้เขาแลกกับการที่เขาจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงสามปี
ผิงอิงได้ฟังดังนั้นก็ตกตะลึงนางยินดีให้ซีเล่อมีความสุขกับหญิงอื่นยินดีที่ได้เห็นเขามีอายุยืนนานมากกว่าต้องประสบเคราะห์ร้ายเพราะนางผิงอิงไม่รับข้อเสนอของเฒ่าจันทรายินดีก้มหน้ารับชะตากรรมที่ถูกขายแต่งเป็เมียน้อย
หลังจากผิงอิงกลับไปแล้วซีเล่อก็มาที่ศาลเฒ่าจันทรา ความโศกเศร้าของชายหนุ่มเรียกเฒ่าจันทราให้ปรากฏกายเช่นกันเฒ่าจันทรา บอกจะให้ทั้งสองได้ครองรัก แต่เขาจะอายุสั้น ซีเล่อตอบตกลงขอแค่ได้แต่งผิงอิงเป็ภรรยา ต่อให้อยู่ได้อีกวันเดียวเขาก็ยอมทว่าเฒ่าจันทรากลับบอกว่าหลังจากเขาตาย ผิงอิงจะต้องผจญวิบากกรรมอีกหลายประการ
ซีเล่อฟังแล้วจึงปฏิเสธที่จะแต่งกับผิงอิงเพราะเขาทนไม่ได้เมื่อต้องจากไปโดยทิ้งนางไว้กับความลำบากแสนสาหัสหากเขามีเวลาชีวิตมากพอ เขาขอแลกชีวิตสามสิบปีของเขาให้เปลี่ยนชะตาของผิงอิงให้นางได้แต่งกับผู้ชายที่ดีและอยู่อย่างผาสุข
ถึงวันแต่งงานผิงอิงขึ้นเกี้ยวเ้าสาว เดินทางไปยังบ้านเศรษฐีสวนกับขบวนเ้าสาวของไป๋เยี่ยนบนสะพานข้ามแม่น้ำจู่ๆ ก็เกิดพายุฝนฟ้ากระหน่ำทันใดเกี้ยวของเ้าสาวทั้งสองเกิดเกี่ยวชนจนพลัดตกลงไปในแม่น้ำเชี่ยวกราก
ผิงอิงฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในร่างของไป๋เยี่ยนส่วนหญิงสาวจากร้านใบชานั้นชะตาลิขิตให้สิ้นอายุขัยในวันนี้ชีวิตสามสิบปีของซีเล่อถูกใช้แลกกับการมีชีวิตของผิงอิงเฒ่าจันทราบอกว่า์ประทานเวลาให้ทั้งสองครองคู่กันเพียงสามปีเท่านั้น
ทว่าเวลาสามปีนั้นมากพอที่ซีเล่อจะทำให้ผิงอิงมีความสุขและเวลาสามปีนั้นก็มากพอที่ผิงอิงจะตอบแทนความรักของซีเล่อที่มีต่อนางทั้งสองร่วมยินดีกับเวลาสามปีที่ได้รับ
ซีเล่อเป็ขุนนางใจซื่อทำงานเพื่อบ้านเมืองด้วยความภักดีเขาฟันฝ่าปัญหาอุทกภัยและความยากแค้นของชาวเมืองด้วยแรงสนับสนุนจากผิงอิงในร่างของไป๋เยี่ยนชายหนุ่มเรียกภรรยาว่าผิงเยี่ยน เพื่อระลึกถึงบุญคุณเ้าของร่างเดิม ต่อให้รูปกายภายนอกเป็หญิงอื่นแต่ซีเล่อรู้เสมอว่านางคือคนที่เขารักมาตลอดชีวิต
ผ่านไปแล้วสามปีผิงเยี่ยนและซีเล่อมิได้สิ้นลมหายใจดังคาด เฒ่าจันทราปรากฏกายอีกครั้งเพราะผลจากคุณงามความดีของซีเล่อและผิงเยี่ยนที่มีต่อชาวเมืองทั้งสองจึงมีเวลาอยู่ร่วมกันนานถึงสามสิบปี มีทายาทสืบสกุลสามคน
ยี่สิบเจ็ดปีให้หลังบนเตียงอุ่นในเช้าของวันที่อากาศสดใสซีเล่อและผิงเยี่ยนสิ้นลมในอ้อมกอดของกันและกัน เหนือสิ่งอื่นใดใบหน้าของทั้งสองประดับด้วยรอยยิ้ม’
เนิ่นนานเท่าไรไม่รู้ได้ที่นางเอาแต่จดจ้องริมฝีปากของเขาที่ขยับเปล่งวาจาออกมาอย่างน่าฟังชายหนุ่มมีใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาคมพร้อมแพขนตาดำระยับเมื่อมองด้านข้างให้ความรู้สึกอ่อนโยนยิ่ง จมูกโด่งเป็สันรับกับโครงหน้าแลดูคมคาย ผิวคล้ำแดด รูปร่างสูงใหญ่ตึงเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อยามเมื่อนางปลดเปลื้องอาภรณ์ส่วนบนเพื่อทำแผลให้เขาทำเอานางใจสั่นอักโขในสายตาของนาง เขาคือบุรุษรูปงามที่สุดแล้วั้แ่เคยพบเห็น
‘เ้าคงชอบหนังสือเล่มนี้มากกระมังถึงได้จ้องข้าตาไม่กะพริบ’
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นสบตานางพลางเอ่ยหยอกเย้านางที่กว่าจะคิดได้ว่าตัวเองล่วงเกินเขาทางสายตาไปมากแล้วใบหน้าถึงกับร้อนผ่าวเกิดความเขินอายยากซ่อนเร้นได้ทันควัน จึงรีบลุกขึ้นแต่ขาเ้ากรรมก็ดันสะดุดกันเอง
‘ระวัง!’
ก่อนจะล้มลงทั้งยืนชายหนุ่มก็คว้าร่างนางได้ทัน ครั้นพอเนื้อตัวแนบชิดสนิทแน่นลมหายใจอุ่นร้อนของเขาที่เป่ารดแถวบริเวณหน้าผาก ทำเอานางแทบแทรกแผ่นดินหนีเกรงจะเผยความในใจให้เขารู้ ว่าเพียงใกล้ชิดไม่ทันไรหญิงชาวป่าอัปลักษณ์เช่นนางก็มอบใจให้เขาไปแล้วทั้งดวงอย่างไร้ยางอาย
นางได้แต่ก้มหน้าก้มตาพร่ำขอโทษขอโพยที่ล้มกระแทกเขาเข้ายังไม่ทันรับหนังสือคืนก็รีบวิ่งกลับเข้ากระท่อมหวังปกปิดความรู้สึกและจังหวะการเต้นของหัวใจที่กำลังเต้นสั่นไหวรุนแรง
หลังพักฟื้นอยู่ร่วมเดือนพี่ต้าเผิงของนางก็เข้าป่าร่วมกับท่านพ่อได้ เขาถามเส้นทางไปยังตัวเมืองไท่ซาแต่ท่านพ่อไม่เห็นด้วยที่เขาจะฝ่าหิมะเข้าเมืองอีกทั้งของป่าที่หาได้ในฤดูหนาวก็ยังมีไม่มากพอ อย่างน้อยต้องรออีกราวครึ่งถึงหนึ่งเดือน
คงเพราะนางแสดงออกถึงความเศร้าสร้อยมากเกินไปกระมังยามเมื่อเขาถามเส้นทางกลับเข้าเมือง ชายหนุ่มจึงรับปากว่าจะอยู่ต่อจนสิ้นฤดูหนาวเวลาที่รอคอยไม่สูญเปล่าเพราะเขาช่วยนางและท่านพ่อหาของไปขายเพื่อสะสมเป็เงินค่าเดินทาง
นั่นเป็ครั้งแรกในชีวิตที่นางไม่อยากให้ฤดูหนาวแสนน่าเบื่อสิ้นสุดลง...