ยามค่ำคืนมาถึงท้องฟ้าใสกระจ่างดวงจันทร์กลับเห็นได้ชัดเจนนักพรตชราพนักหน้าก่อนจะร่ายวิชาออกมาคนทั้งหมดในจวนของเมิ่งเจี้ยนเฉินต่างถูกดึงเข้าสู่ห้วงความฝันร่างจริงของพวกเขาล้วนแต่นอนนิ่งไม่ขยับมีเพียงชิงเสวี่ยที่ไม่ได้เข้าสู่ห้วงความฝันและคอยปกป้องจวนตระกูลเมิ่งแทนส่วนที่ว่าจะมีนักฆ่าบุกมาถึงจวนของเมิ่งเจี้ยนเฉินหรือไม่นางไม่กังวลถึงอย่างไรรูปปั้นแม่ทัพเทพก็ยืนอยู่นั่นหากกล้าก็เข้ามา
ห้วงความฝันที่นักพรตชราสร้างนั้นสมจริงกว่าที่เมิ่งเจี้ยนเฉินสร้างสำหรับเอาไว้บ่มเพาะอย่างมากราวกับตนเองได้มายืนอยู่บนสรวง์ในจิตนาการ
“นี่คือห้วงความฝันงั้นเหรอ”เซี่ยชิงอี้เบิกตากว้างมองรอบๆด้วยความเหม่อลอย
“เป็การประลองครั้งแรกของเจี้ยนเฉินน้อยทั้งทีข้าย่อมต้องสร้างเวทีที่สมชื่อเอาไว้อยู่แล้วเอาละที่เหลือก็แค่ดึงอีกฝ่ายเข้ามาเท่านั้น” นักพรตชรากล่าว
ไม่นานร่างของเมิ่งเจี้ยนเฉินก็ปรากฏอยู่ตรงศาลาแห่งหนึ่งรอบๆมีทะเลเมฆสีทองลอยอยู่บนท้องฟ้ามีแสงจันทราสาดส่องลงมาด้านหน้าของเมิ่งเจี้ยนเฉินมีกระดานหมากวางเอาไว้แต่กลับไม่มีโถเม็ดหมาก
จากที่นักพรตชราบอกเม็ดหมากจะถูกสร้างมาจากโชคชะตาของตนเองเท่านั้นนี่คือการประลองหมากที่ใช้โชคชะตาเป็เม็ดหมากสำหรับเมิ่งเจี้ยนเฉินนี่คือสิ่งที่ตนไม่คิดว่าจะแพ้
ทางด้านชายหนุ่มชุดขาวนามว่าป๋ายฉางกำลังรอดูผลลัพธ์ของแผนการที่ตนวางเอาไว้ว่าจะทำให้ตระกูลเมิ่งบุกเข้ามายังเมืองหลวงได้หรือไม่ขณะเดียวกันก็จับตาดูโชคชะตาของแคว้นสุ่ยอยู่ตลอดรอให้เด็กที่รวบรวมโชคชะตาเอาไว้บนร่างปรากฏ
“หืม”อยู่ๆป๋ายฉางก็รู้สึกมึนหัวและล้มลงหมดสติสหายที่อยู่ข้างๆป๋ายฉางใรีบทะยานมายังร่างของป๋ายฉางทันที
“เกิดอะไรขึ้น”ชายหนุ่มชุดน้ำเงินกล่าวและพบว่าอีกฝ่ายแค่หลับไปเท่านั้นแต่ด้วยพลังของป๋ายฉางไม่น่าจะเหนื่อยจนหลับได้
ป๋ายฉางที่สติถูกดึงเข้าสู่ความฝันมองรอบๆด้วยสีหน้าเคร่งเครียดด้วยสติปัญญาของป๋ายฉางย่อมรู้ว่าตนเองถูกคนบางคนชักดำสติเข้ามาในที่แห่งนี้
“หรือว่านี่คือห้วงความฝันในตำนาน”ป๋ายฉางเบิกตากว้างรีบโค้งตัวลงคารวะ
“ป๋ายฉางคารวะท่านเ้าลัทธิที่ห้า”
“ไม่เลวสามารถรู้ถึงตัวตนของข้าได้ในทันที”นักพรตชราแต่งตัวธรรมดาถือแส้หางม้าปรากฏตัวตรงหน้าป๋ายฉาง
อีกด้านเซี่ยชิงอี้และศิษย์พี่ของนางมองเห็นป๋ายฉางแล้วแต่ป๋ายฉางไม่อาจมองเห็นพวกนางได้เซี่ยชิงอี้กำหมัดแน่นแววตาเต็มไปด้วยจิตสังหารเพราะชายคนนี้คือตัวการที่ทำให้ครอบครัวของนางต้องถูกทำลาย
“ไม่ต้องกังวลหลังจากที่เ้ากลับไปหาอาจารย์และปลุกร่างเทพอัคคีขึ้นมาได้ในอนาคตข้าจะพาเ้าไปล้างแค้นด้วยตัวเองถึงตอนนั้นหากเ้าลัทธิที่สองคิดจะสอดมือท่านอาจารย์จะไม่ลังเลที่จะลงมือเช่นกัน”ศิษย์พี่ของเซี่ยชิงอี้กล่าว
“ข้าเข้าใจแล้วข้าจะอดทน”เซี่ยชิงอี้กำหมัดแน่น
ป๋ายฉางสีหน้าตื่นกลัวเขาไม่คิดว่าเ้าลัทธิที่โด่งดังท่านนี้จะปรากฏตรงหน้าตนจริงๆหรือว่าอีกฝ่ายไม่สบอารมณ์กับสิ่งที่ตอนทำถึงอย่างไรการกระทำนี้ก็ถือว่าเป็การแหกกฎของลัทธิเต๋าหากเ้าลัทธิจะลงโทษก็ไม่มีใครช่วยเขาได้
“เ้ารู้ความผิดของตัวเองดีแต่ก็ยังทำต่อไปเพื่อมรรคาของตัวเองเหมือนกับอาจารย์ของเ้าไม่มีผิดดื้อรั้นไม่สนใจกฎและง่ายที่จะเดินทางผิด” นักพรตชรากล่าว
ป๋ายฉางไม่ได้ตอบอะไรทำเพียงเงียบเท่านั้นเพราะต่อให้เถียงกับอีกฝ่ายไปก็เถียงไม่ชนะเพราะสิ่งที่ตนทำมันผิดจริงๆ
“ดูเหมือนเ้าจะไม่สนใจสินะว่าสิ่งที่ตนเองทำไปจะส่งผลต่ออนาคตอย่างไรดีเช่นนั้นข้าจะบอกเ้าถึงเื่ใหญ่เื่หนึ่ง เื่แรกการล่มสลายของตระกูลเซี่ยทำให้เ้าผูกปมแค้นกับสายเต๋าที่สองแล้วแถมคนผู้นี้ก็เป็ศิษย์คนสุดท้ายของเ้าลัทธิอีกด้วยอีกเื่เ้าได้ผูกปมแค้นกับสายเต๋าของข้าเช่นกัน แต่แน่นอนว่าข้าไม่ลงมือด้วยตัวเองแต่จะให้ศิษย์คนเล็กของข้าลงมือแทนไปเถอะศิษย์ของข้ารออยู่แล้วส่วนผลจะเป็เช่นไรล้วนแต่ต้องพึ่งตัวเองแล้ว” นักพรตชราโบกมือร่างของป๋ายฉางก็ปรากฏตัวตรงศาลาและมองเห็นชายผู้หนึ่งนั่งอยู่ใจกลางศาลาและมีกระดานหมากวางอยู่
“เชิญ”เสียงของอีกฝ่ายดังขึ้น
ป๋ายฉางไม่อาจมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้รู้เพียงแค่ว่าอีกฝ่ายเป็เด็กชายคนหนึ่งเท่านั้นแต่ป๋ายฉางที่พึ่งได้รู้ความจริงเมื่อครู่ก็ใอย่างมากเขาไม่คิดว่าแคว้นสุ่ยที่ไม่มีอะไรให้น่าสนใจกลับมีศิษย์คนสุดท้ายของสองสายเต๋าอยู่แถมยังเป็ศิษย์ของเ้าลัทธิอีกด้วย
“ป๋ายฉางคารวะอาจารย์อา”ป๋ายฉางคารวะด้วยพิธีของลัทธิเต๋า
“ไม่จำเป็ต้องทำเช่นนั้นข้าและเ้าอยู่คนละสายกันไม่ถือว่าเป็อาจารย์อาของเ้าได้”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“ต่อให้อยู่คนละสายแต่ก็มาจากต้นกำเนิดเดียวกันอยู่ดี”ป๋ายฉางกล่าว
“เช่นนั้นก็ตามใจเ้านั่งลงเถอะ” เมิ่งเจี้ยนเฉินแสดงออกมาให้อีกฝ่ายนั่ง
ป๋ายฉางกลายเป็กังวลไม่รู้ว่าตนจะต้องเจอกับอะไรบ้างต่อจากนี้แต่เมื่อมองไปยังกระดานหมากที่ไม่มีเม็ดหมากป๋ายฉางก็ขมวดคิ้วไม่เข้าใจ
“เรามาเล่นหมากกันสักกระดานแต่เม็ดหมากเราจะใช้โชคชะตาในการสร้างเ้าน่าจะทำได้ใช่หรือไม่ถึงอย่างไรที่เ้าวางแผนอยู่ในแคว้นสุ่ยหลายปีก็เพราะทำความเข้าใจเกี่ยวกับชะตาแคว้นของแคว้นหนึ่งอยู่แล้ว”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“พอจะทำได้บ้าง”ป๋ายฉางกล่าว
จากที่ป๋ายฉางมองรูปร่างของอีกฝ่ายก็บอกได้ว่าอีกฝ่ายเด็กมากอย่างน้อยเด็กกว่าตนมากจริงๆถ้างั้นเื่การเดินหมากที่ตัวเองเชี่ยวชาญป๋ายฉางย่อมต้องเชื่อมั่นในตนเองว่าจะไม่แพ้
เมิ่งเจี้ยนเฉินยิ้มก่อนจะทำท่าคีบหมากพริบตาโชคชะตาสายหนึ่งก็กลายเป็เม็ดหมากสีขาวเม็ดหนึ่งเมิ่งเจี้ยนเฉินจึงวางหมากลงไป
ป๋ายฉางเองก็ทำตามใช้โชคชะตามาสร้างหมากสีดำและวางลงไปทั้งสองวางหมากลงไปอย่างต่อเนื่องแรกๆป๋ายฉางไม่มีอาการอะไรแสดงออกมาและยังมั่นใจว่าตนจะชนะเพราะความสามารถในการเดินหมากของอีกฝ่ายแม้จะยอดเยี่ยมแต่ก็ยังอ่อนประสบการณ์เล่ห์เหลี่ยมยังเทียบกับตนไม่ได้
แต่เมื่อเวลาผ่านไปใบหน้าของป๋ายฉางก็เริ่มซีดขาวลงการสร้างหมากแต่ละเม็ดใน่หลังๆทำให้ป๋ายฉางเผาผลาญโชคชะตาไปอย่างมาก
ั้แ่แรกเมิ่งเจี้ยนเฉินไม่คิดจะเดินหมากจนชนะอีกฝ่ายได้อยู่แล้วเมิ่งเจี้ยนเฉินแค่้าถ่วงเวลาและทำให้ป๋ายฉางเผาผลาญโชคชะตาไปให้มากที่สุด
“จบแล้วหรือ”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
ป๋ายฉางพยายามสร้างเม็ดหมากออกมาอีกเม็ดแต่กลับล้มเหลวป๋ายฉางหลับตาลงก่อนจะมองไปที่อีกฝ่าย
“นี่คือการลงโทษที่อาจารย์อามอบให้ป๋ายฉางใช่หรือไม่”ป๋ายฉางกล่าว
“ถือว่าใช่การกระทำของเ้าล้ำเส้นมากเกินไปจริงๆเ้าใช้ชีวิตผู้บริสุทธิ์มากมายเพื่อพิสูจน์มรรคาของเ้าต่อให้เ้าเป็ศิษย์หลานของเ้าลัทธิชิงเทียนก็ไม่ได้หมายความว่าเ้าจะมีอำนาจพอจะทำแบบนี้แม้แต่ข้าก็ไม่มีข้อยกเว้นเช่นกัน”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“เส้นทางเต๋าของแต่ละคนแตกต่างกันและสำหรับสายที่สองให้ความสำคัญต่อมรรคาเหนือสิ่งอื่นใดแม้แต่ชีวิตของตนเองก็เช่นกันเพื่อพิสูจน์มรรคาล้วนแต่ยอมทำทุกวิถีทาง”ป๋ายฉางกล่าวด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว
“แม้จะต้องยอมเป็ศัตรูกับสองสายของลัทธิเต๋าก็ตามงั้นเหรอ”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
ป๋ายฉางพยักหน้าจริงจังจิตแห่งมรรคาหนักแน่นเมิ่งเจี้ยนเฉินถอนหายใจวิถีแตกต่างกันย่อมไม่อาจใช้เหตุผลมาพูดคุยกันได้เมิ่งเจี้ยนเฉินมองไปยังกระดานหมากก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็คนยังไงสุดโต่งเกินไปเมิ่งเจี้ยนเฉินนึกถึงภาพที่น่ำตานองหน้าของเซี่ยชิงเสวี่ยก็สีหน้าเ็าโบกมือเม็ดหมากทั้งหมดกลายเป็โชคชะตาเข้าสู่ร่างของตนเองทันที
“ในเมื่อเ้าไม่อาจวางหมากได้อีกต่อไปเช่นนั้นกระดานหมากนี้ถือว่าข้าชนะโชคชะตาของเ้ากลายเป็ของข้าแล้ว”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าวเสร็จร่างก็หายไป
“หากเป็การเดินหมากด้านนอกข้าไม่มีทางแพ้แน่” ป๋ายฉางกล่าว
“นั่นก็ไม่แน่ในอนาคตเมื่อพวกเราเจอกันอีกครั้งและเ้ายังไม่ตายข้าจะเดินหมากกับเ้าอีกครั้งถึงตอนนั้นก็มาดูกันว่าเ้าจะยังรักษาความมั่นใจแบบนั้นเอาไว้ได้หรือไม่”เสียงของเมิ่งเจี้ยนเฉินดังขึ้นแต่ป๋ายฉางไม่อาจััถึงตัวตนของอีกฝ่ายได้แล้ว
ป๋ายฉางใบหน้ากระตุกกระอักเืออกมาอย่างต่อเนื่องรากฐานพลังเริ่มถดถอยไปทันที
ในูเาเซียนแห่งหนึ่งของภาคกลางร่างจริงของป๋ายฉางที่นั่งสมาธิอยู่ในถ้ำฝึกตนเบิกตากว้างกระอักเืออกมาไม่หยุดโชคชะตาบนร่างถึงกับถูกกระชากออกไปหายไปในเสี้ยวพริบตา
“เกิดอะไรขึ้น”ชายชราคนหนึ่งพุ่งเข้ามามองศิษย์ของตนด้วยสีหน้าแตกตื่น
“ไม่คิดเลยว่าจะถูกเล่นงานแบบนี้”ป๋ายฉางกล่าวด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว
“นี่เ้าไปหาเื่ตาเฒ่าคนนั้นมางั้นเหรอ”อาจารย์ของป๋ายฉางขยับนิ้วคิดคำนวณก็พบว่าป๋ายฉางพึ่งออกมาจากห้วงความฝัน
“ไม่ใช่แต่เป็ศิษย์คนสุดท้ายของเ้าลัทธิเจ๋อเทียน”ป๋ายฉางกล่าวมือทั้งสองจิกลงที่พื้นแน่นในใจย่อมมีความโกรธแค้นเพราะขอบเขตการบ่มเพาะถดถอยจากเซียนแท้กลายเป็ก่อกำเนิดถือเป็การถดถอยสองขอบเขตใหญ่เลยก็ว่าได้
“หลังจากนี้อีก10 ปีห้ามออกจากยอดเขาและจงปิดด่านสำนึกผิดซะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นทำให้ร่างของป๋ายฉางสั่นสะท้าน
“ขอบรับอาจารย์ปู่”ป๋ายฉางกล่าวด้วยความกลัว
“เฮ้อนี่คือโอสถที่อาจารย์มีพอจะช่วยเ้าได้บ้างส่วนเื่นี้ข้าช่วยเ้าไม่ได้ร่างแยกร่างนั้นของเ้าก็นำกลับมาเถอะอย่าได้ไปยุ่งกับคนผู้นั้นอีกเลยไม่คุ้ม” อาจารย์ของป๋ายฉางกล่าวเสร็จก็เดินออกไปจากถ้ำเดินไปยังกระท่อมบนยอดเขาแห่งหนึ่งซึ่งมีเด็กหนุ่มผมขาวกำลังนั่งตกปลาบนก้อนเมฆอยู่
“ท่านอาจารย์ศิษย์คนสุดท้ายของตาเฒ่านั่นร้ายกาจขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ”
“ไม่งั้นเจ๋อเทียนจะวิ่งไปรับลูกศิษย์ด้วยตัวเองหรือยังไงแถมยังปกป้องออกหน้าขนาดนี้ส่วนป๋ายฉางก็ถือว่าโชคดีแล้วไม่งั้นป๋ายฉางคงรอดยาก” เ้าลัทธิที่สองชิงเทียนกล่าว
“แม้สายที่ห้าจะมีคนน้อยแต่ศิษย์ของเขาแต่ละคนล้วนแต่ทรงพลังมากหลายปีมานี้ไม่มีใครกล้าไปตอแยสายที่ห้าเลยแม้แต่น้อยเพราะอะไรเพราะพวกนั้นล้วนแต่เป็พวกบ้าที่ใครกล้าแตะต้องคนของตนเองละก็จะพากันถืออาวุธไปถล่มศัตรูทันทีนี่ถือว่าเป็ข้อดีของสายที่ห้า”เ้าลัทธิที่สองกล่าว
“แล้วเื่ของป๋ายฉาง”
“เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้สายของเจ๋อเทียนนั้นพูดง่ายหากอีกฝ่ายไม่ลงมือสังหารป๋ายฉางเทียนทีก็แสดงว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะสังหารแต่สายที่หนึ่งนั่นแหละตัวปัญหาปกติไม่ค่อยลงมือแต่หากลงมือเมื่อไหร่เกรงว่าข้าก็คงออกหน้าไม่ได้”เ้าลัทธิที่สองกล่าว