แสงอรุณวันใหม่สาดส่องผ่านม่านหมอกหนาทึบภายหลังพายุฝนสลายตัวลง เมืองชายขอบแห่งนี้เริ่มกลับมาคึกคักมีชีวิตชีวาด้วยเสียงเกือกม้าและเสียงะโร้องเร่ขายของของเหล่าพ่อค้าวาณิช ทว่าที่ตรอกสลัมท้ายเมืองในยามนี้กลับหลงเหลือเพียงกระท่อมไม้ไผ่ที่ฝาผนังพังทลายซอมซ่อไร้เงาผู้พำนักอาศัยอีกต่อไป
ห่างออกไปหลายลี้ ณ ย่านหรูหราอันเป็ใจกลางเมืองใหญ่...
ฝั่งตรงข้ามของ 'หอโอสถร้อยคุณธรรม' อันเป็ตึกสูงสามชั้นตระหง่านงดงามวิจิตรตา มีตึกแถวไม้สองชั้นสถาปัตยกรรมกึ่งเก่ากึ่งใหม่ตั้งตระหง่านอยู่หลังหนึ่ง บัดนี้ ประตูไม้บานใหญ่ถูกเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นชายรูปร่างซูบตอบในชุดผ้าป่านเนื้อสะอาดตาเดินก้าวออกมาพิงกรอบประตูด้วยท่าทีสงบ
กู่เจี้ยนหุนในร่างอาเฉินกอดอก สายตาคมกริบทอดมองข้ามฝั่งถนนสายใหญ่ไปปะทะกับป้ายทองคำสลักชื่อของหอโอสถร้อยคุณธรรมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามพอดิบพอดี แววตาของเขาเยือกเย็นแฝงกระแสความสมเพชเวทนา
‘หึ ทำเลทองโดยแท้’ เขาคิดในใจด้วยภาษาสมัยใหม่พลางเหยียดยิ้มเย็น ‘เยื้องหน้ากันมิถึงยี่สิบก้าว ข้าจ่ายเบี้ยค่าเช่าล่วงหน้าไปสิบตำลึงเงินกับตึกแถวหลังนี้ ต่อจากนี้ไป ข้าจักนั่งทัศนาพวกแกกระสับกระส่ายอยู่ตรงหน้าคู่นี่แหละ’
"ท่านพี่..."
เสียงหวานแ่เบาดังขึ้นจากทางด้านหลัง เสี่ยวหลินในชุดผ้าฝ้ายตัวใหม่สะอาดสะอ้านที่เพิ่งจัดซื้อมาจากตลาดเดินเข้ามาพร้อมประคองอ่างน้ำอุ่น ใบหน้าหวานของนางบัดนี้ดูมีน้ำมีนวลชวนมองขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้กินอิ่มนอนหลับในสถานอันปลอดภัย นางสบสายตากับเขาก่อนจะรีบหลบตาวูบด้วยความเขินอายเมื่อนึกถึงยามที่เขาโอบกอดปกป้องนางท่ามกลางพายุฝนเมื่อค่ำคืนก่อน
"ล้างหน้าล้างตาเสียหน่อยเถิด น้ำกำลังอุ่นได้ที่ทีเดียว" เสี่ยวหลินเอ่ยเสียงเบา ยื่นส่งผ้าเช็ดหน้าผืนสะอาดให้แก่เขา
กู่เจี้ยนหุนรับผ้าผืนนั้นมาเช็ดหน้า แววตาที่จับจ้องมองนางแฝงไปด้วยกระแสความผูกพันลึกล้ำ ทว่าเขากลับแสร้งทำเป็เมินเฉยมิยอมเอ่ยคำหวานซึ้งตามวิสัยของจอมยุทธ์ผู้ทรนง ความนิ่งขรึมชาเฉยนั้นทำให้เสี่ยวหลินลอบถอนหายใจยาวแ่เบา แอบนึกหวั่นในใจว่าเหตุใดสามีจึงดูห่างเหินคล้ายแปรเปลี่ยนเป็คนละคนหลังจากที่เขาแข็งแกร่งมีวิชาฝีมือขึ้นมา นี่คือกำแพงอุปสรรคขัดใจเล็ก ๆ ที่ทำให้เคมีอารมณ์ระหว่างทั้งสองยิ่งทวีความตึงเครียดน่าค้นหาลึกล้ำ
"เจ้ิเล่า" กู่เจี้ยนหุนเอ่ยถามเรียบเสียงต่ำ
"พี่หญิงใหญ่กำลังจัดเตรียมยาหม้อให้ท่านพี่ ทั้งยังดูแลอาฟางกับอาหยวนอยู่้าเรือน" เสี่ยวหลินตอบพลางขยับกายเข้ามาใกล้ชิด ขนตาของนางงอนยาว ยามที่ขยับกายเข้ามาใกล้ กลิ่นแป้งร่ำหอมอ่อน ๆ จากเนื้อกายของนางก็ลอยมาแตะจมูกของกู่เจี้ยนหุน
ทว่าชายหนุ่มมิได้ถอยหนี เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสุกใสของนาง ภาษากายที่นิ่งสงบทว่าแฝงกระแสความห่วงใยทำเอาเสี่ยวหลินหัวใจสั่นสะท้านขึ้นมาทันควัน เขายื่นมือไปกุมฝ่ามือนางที่ถือประคองอ่างน้ำไว้เบา ๆ "ลำบากพวกเ้าแล้ว ต่อจากนี้จงใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างเปิดเผย มิจำเป็ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ อีกต่อไป"
ในขณะที่บรรยากาศกำลังหวานล้ำปนความขัดเขินสายตา เสียงเอะอะโวยวายครึกโครมจากฝั่งตรงข้ามถนนก็ทำลายความเงียบงันลงในฉับพลัน
ตึง! ตึง! ตึง!
รถม้าหรูหราโอ่อ่าหลายคันแล่นตรงมาจอดสนิทที่หน้าหอโอสถร้อยคุณธรรม ชายฉกรรจ์ในชุดรัดกุมสีแดงเพลิงนับสิบคนก้าวเท้าลงมา พวกมันต่างพกพากระบี่สั้นยาวประดับไว้ที่ข้างเอว กลิ่นอายกระแสลมปราณดุดันเข้มข้นกว่ามือสังหารเมื่อคืนวานหลายเท่าตัวนัก หัวหน้าของพวกมันคือชายวัยกลางคนที่มีเส้นผมสีแดงเดือด ั์ตาดุดันอำมหิตกระหายเื
"นั่นมัน... คนของสมาคมดาบโลหิต!" เสี่ยวหลินใบหน้าซีดอุทานขึ้นมาด้วยความหวาดกลัวจับจิตรีบขยับกายมาหลบซ่อนอยู่ด้านหลังของกู่เจี้ยนหุน
กู่เจี้ยนหุนดวงตาหดแคบลงทันใด เจตจำนงกระบี่ในห้วงจิติญญาหมุนวนคลั่งปะทุขึ้นมา เขาซุ่มมองเห็นอาจารย์หมอเกาที่สภาพหน้าตาปูดบวมเขียวช้ำเดินออกมาร้องห่มร้องไห้กราบกรานต้อนรับชายผมแดงผู้นั้นด้วยท่าทางนอบน้อม
‘ส่งมือสังหารมาแล้วขาดการติดต่อ คราวนี้เลยไปว่าจ้างสำนักนักเลงมีชื่อมาถล่มข้าล่ะสิ’ กู่เจี้ยนหุนลูบััด้ามดาบดำทมิฬที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้แขนเสื้อไหมซอมซ่ออย่างเยือกเย็นไร้ความกลัว ‘ดี... มากันให้หมด ท้ายตรอกสลัมมันแคบเกินไป หักหาญมิสะใจ ทว่ากลางถนนใหญ่เมืองนี้แหละ... จักเป็สุสานฝังศพของพวกแก!’
ในจิติญญา ตัวเลขมโนภาพทอประกายถี่รัวเพื่อเร่งเร้าสถานะ
[วิถีกระบี่: ขั้นที่ 1 (ใหญ่) - ระดับ 1 (ย่อย) - ขีดที่ 2 (ตื่นรู้)]
[เงื่อนไขถัดไป: สังหารศัตรูระดับหัวหน้าเพื่อทะลวงสู่ขีดที่ 3]
คลื่นลมลูกใหญ่กำลังก่อตัวตั้งเค้าขึ้นใจกลางเมืองหลวง และครานี้ กู่เจี้ยนหุนจะไม่ยอมตั้งรับอยู่ในกระท่อมผุพังอีกต่อไป!